บทที่ 33 ตลบหลัง (2)
บทที่ 33 ตลบหลัง (2)
บทที่ 33 ตลบหลัง (2)
เมื่อก้าวพ้นม่านกระโจมเข้ามาด้านใน หลานหลินพบว่าหลานเฉินกำลังนั่งรินน้ำชาจิบอย่างสบายอารมณ์ราวกับไม่มีเรื่องคอขาดบาดตายเกิดขึ้น ความเดือดดาลที่สะกดกลั้นไว้จึงระเบิดออกมาทันใด
นางปรี่เข้าไปยืนประจันหน้า ตวาดต่อว่าเขาด้วยน้ำเสียงกระซิบที่กดต่ำ ทว่าเปี่ยมด้วยเพลิงโทสะ
“ท่านพี่! นี่มันหมายความว่าอย่างไรกัน! ตามแผนการที่ท่านตกลงกับข้า มีเพียงแค่หมีป่าที่ถูกวางยาเท่านั้นไม่ใช่หรือ แล้วเหตุใดถึงมีพยัคฆ์ร้ายโผล่ออกมาขย้ำคุณชายกู้จนบาดเจ็บปางตายเช่นนั้นได้!”
แม้จะรู้ดีว่าภายนอกกระโจมยังมีผู้คนเดินผ่านไปมาจนต้องระมัดระวังถ้อยคำ ทว่าความโกรธแค้นและเสียหน้าที่ประดังเข้ามาก็ทำให้นางแทบจะระงับอารมณ์ไม่อยู่
“เสือมันจะหลุดรอดมาจากที่ใด ข้าจะไปล่วงรู้ได้อย่างไรกัน?”
หลานเฉินเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงเนิบนาบ พลางยกจอกชาขึ้นจิบอย่างไม่แยแส
“อีกอย่าง เจ้าเป็นคนเลือกตำแหน่งจุดนัดพบบริเวณนั้นด้วยตนเอง ไม่แน่ว่าอาจเป็นสาวใช้โง่เง่าของเจ้าเองที่บอกเส้นทางผิด จนพากู้จิ่นหยางเตลิดไปเข้าถ้ำเสือก็เป็นได้”
“ท่านอย่ามาเล่นลิ้นตบตาข้า!”
หลานหลินบันดาลโทสะจนขาดสติ นางเอื้อมมือไปปัดจอกชาในมือของหลานเฉินอย่างแรงจนร่วงหล่นกระแทกพื้นพรม ทำให้น้ำชาร้อนสาดกระจายเปรอะเปื้อนไปทั่ว
“ไหนท่านรับปากเป็นมั่นเหมาะว่าเราสองคนจะได้ประโยชน์ร่วมกัน แล้วดูยามนี้สิ ข้ากลับไม่ได้สิ่งใดตอบแทนมาเลยแม้แต่อย่างเดียว! ซ้ำร้ายคุณชายกู้ยังต้องมาตกอยู่ในสภาพเฉียดตายถึงเพียงนั้นอีก ท่านจะบอกว่าตนเองไม่รู้ไม่เห็นได้อย่างไร”
คำตัดพ้อและท่าทีแข็งกร้าวของนางเสียดแทงความอดทนของอีกฝ่ายจนขาดผึ่ง หลานเฉินที่ถูกปัดถ้วยชาทิ้งพลันฉุนขาดขึ้นมาทันควัน
ชายหนุ่มลุกพรวดขึ้น คว้าหมับเข้าที่ข้อมือของหลานหลินแล้วออกแรงบีบกระชากอย่างรุนแรงจนเนื้อหนังของนางขึ้นรอยแดงช้ำ นัยน์ตาคู่คมกริบจ้องเขม็งลงมาด้วยประกายอำมหิตและดุดัน
“อย่ามาทำกำเริบเสิบสานให้มันมากนักนะ หลานหลิน!” เขาเอ่ยเสียงเหี้ยมลอดไรฟัน
“หากเจ้าคิดจะหาคนผิด ก็จงไปโทษไอ้กู้จิ่นหยางที่มันอ่อนแอไร้น้ำยาไร้ปัญญาจะเอาตัวรอดเองเถิด แล้วก็อย่าได้สำคัญตนผิด คิดว่าข้าไม่ล่วงรู้เรื่องที่เจ้าแอบส่งองครักษ์คอยสะกดรอยตามดูความเคลื่อนไหวของข้ามาโดยตลอด”
ความเงียบงันอันน่าอึดอัดเข้าปกคลุมทั่วทั้งกระโจม มีเพียงเสียงลมหายใจกระชั้นถี่ของคนทั้งสองที่สะท้อนถึงรอยร้าวลึกในสายเลือด ความทะเยอทะยานที่เคยคิดจะเกื้อหนุนกัน บัดนี้กลับแปรเปลี่ยนเป็นความชิงชังและระแวงแคลงใจจนยากจะประสาน
หลานเฉินเค้นยิ้มเยาะเย้ย แววตาเต็มไปด้วยความเหยียดหยาม
“จงจำใส่หัวของเจ้าเอาไว้ให้ดี ว่าข้าไม่ใช่หมากโง่ ๆ ที่เจ้าจะคิดดึงมาหลอกใช้ตามอำเภอใจได้!”
สิ้นคำพูด หลานเฉินก็สะบัดข้อมือของนางออกอย่างแรง จนร่างบางของหลานหลินเสียหลักเซถลาถอยหลังไปหลายก้าว นางลูบข้อมือที่ปวดระบมพลางเบิกตากว้างจ้องมองพี่ชายร่วมอุทรด้วยความตื่นตระหนกระคนคาดไม่ถึง
นางไม่เคยคิดฝันมาก่อนเลยว่า หลานเฉินจะล่วงรู้ทันเรื่องที่นางลอบส่งคนไปคอยจับตาดูเขามาโดยตลอด จากเดิมที่มั่นใจว่าตนเองเป็นผู้กุมความได้เปรียบและหลอกใช้เขาเป็นเครื่องมือ ทว่าแท้จริงแล้ว กลับกลายเป็นตัวนางต่างหากที่ตกเป็นเบี้ยล่างและถูกเขาซ้อนแผนหลอกใช้อย่างเลือดเย็น
ยิ่งคิด หลานหลินก็ยิ่งเจ็บใจ จุกแน่นอยู่ในอกจนแทบกระอักเลือด ทว่าในยามนี้ นางกลับไร้ซึ่งกำลังที่จะไปต่อกรกับความเด็ดขาดของพี่ชาย
สายตาเย็นเยียบของหลานเฉินที่มองตรงมานั้น ไร้ซึ่งความผูกพันฉันพี่น้อง มีเพียงความเหี้ยมเกรียมของคนที่พร้อมจะเหยียบย่ำผู้อื่นเพื่อปีนป่ายสู่อำนาจ
นางรู้ดีว่าหากยังดึงดันโต้เถียงต่อไป รังแต่จะทำให้ตนเองเสียเปรียบและตกเป็นเป้าให้เขาเล่นงานหนักขึ้น ความหวาดหวั่นเริ่มแทรกซึมเข้ามาในจิตใจ ทว่าความเคียดแค้นที่มีกลับทวีความรุนแรงยิ่งกว่า
หลานหลินกัดฟันกรอด จ้องมองใบหน้าของหลานเฉินด้วยสายตาที่ชิงชังถึงขีดสุด
“ท่านคอยดูต่อไปก็แล้วกัน หากคุณชายกู้เป็นอะไรไป หรือเรื่องนี้สาวมาถึงตัว ท่านจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบเรื่องทั้งหมดนี้แต่เพียงผู้เดียว!”
กล่าวจบ หลานหลินก็สะบัดหน้า หมุนกายสาวเท้าก้าวพรวดพราดออกจากกระโจมพักไปด้วยเพลิงโทสะที่ลุกท่วมอก เสียงฝีเท้าที่กระทืบลงบนผืนหญ้าด้านนอกบ่งบอกถึงความเดือดดาลที่ไม่อาจดับลงได้โดยง่าย ทิ้งให้หลานเฉินยืนเหยียดยิ้มเย็นเยียบอยู่ในความมืดสลัวเพียงลำพังอย่างไม่สะทกสะท้าน
ขณะเดียวกัน ทางด้านมู่ชิงเหยา นับตั้งแต่คณะหมอหลวงเร่งรุดเข้าไปรักษาอาการบาดเจ็บของกู้จิ่นหยางภายในกระโจม นางก็ทำได้เพียงยืนเฝ้ารอด้านนอกด้วยหัวใจที่ร้อนรุ่ม
หญิงสาวเดินวนเวียนไปมาด้วยความกระสับกระส่าย ความสุขุมเยือกเย็นเยี่ยงนักรบที่เคยมีมลายหายไปจนสิ้น ยามที่ต้องเผชิญหน้ากับความไม่แน่นอนของชีวิตบุรุษคนสำคัญ
นางเกลียดความรู้สึกไร้พลังเช่นนี้ยิ่งนัก
ความรู้สึกที่ทำได้เพียงเฝ้ารอคอยอยู่หลังม่านกระโจมโดยที่ตนไม่อาจช่วยเหลือสิ่งใดได้...
เวลาผันผ่านไปราวหนึ่งชั่วยามอันยาวนาน ม่านกระโจมถูกเลิกเปิดออกพร้อมกับการก้าวเท้าออกมาของหัวหน้าหมอหลวง มู่ชิงเหยาไม่รอช้า ปรี่เข้าไปประชิดตัวพลางเอ่ยถามเสียงสั่น
“ท่านหมอ ท่านพี่จิ่นหยางเป็นอย่างไรบ้าง?”
“คุณหนูมู่โปรดวางใจ ยามนี้คุณชายกู้พ้นขีดอันตรายแล้ว บาดแผลได้รับการห้ามเลือดและเย็บปิดสนิทดีแล้ว ทว่าเขายังสูญเสียเลือดไปมาก จำเป็นต้องนอนพักฟื้นอย่างสงบและคอยชะล้างทำความสะอาดแผลอย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้เกิดการอักเสบขอรับ”
หมอหลวงเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงที่ผ่อนคลายลง เพียงครู่ต่อมา เหล่าองครักษ์หลวงก็ช่วยกันประคองแคร่หามร่างของกู้จิ่นหยางที่ยังคงหลับสนิทออกมาจากกระโจม
“ข้าจะร่วมเดินทางนำตัวคุณชายกู้กลับไปพักรักษาตัวต่อยังจวนสกุลกู้เป็นการด่วน เพื่อความสะดวกในการดูแลและจัดเทียบยา คุณหนูมู่อย่าได้กังวลใจไปเลยขอรับ” หมอหลวงเอ่ยย้ำเมื่อเห็นสายตาหม่นหมองของนาง
มู่ชิงเหยาทอดสายตามองดูใบหน้าขาวซีดและริมฝีปากที่แห้งผากของกู้จิ่นหยางด้วยความปวดร้าวในอก
นางไม่อาจรู้ได้เลยว่าในยามที่คมเล็บของพยัคฆ์ร้ายฉีกกระชากร่าง ชายหนุ่มสายบุ๋นเช่นเขาจะต้องเจ็บปวดเพียงใด ทว่ายามนี้นางทำได้เพียงพยักหน้ารับ ยินยอมให้เหล่าองครักษ์ประคองร่างของเขาขึ้นสู่รถม้า เพื่อเดินทางกลับสู่จวนราชครูพร้อมกับคณะแพทย์
สายตาของมู่ชิงเหยาทอดมองตามขบวนรถม้าที่ค่อย ๆ เคลื่อนตัวห่างออกไปจนลับสายตา
กลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งจาง ๆ ในอากาศ ผสมผสานกับเสียงลมพัดใบไม้แห้งกรอบ ปลุกสัญชาตญาณระแวดระวังของนางให้ตื่นตัวขึ้น ภาพเหตุการณ์ที่ตนเองต้องเผชิญหน้ากับหมีป่า และสภาพร่างกายของกู้จิ่นหยางที่ถูกเสือโคร่งขย้ำฉายวนซ้ำไปมาในห้วงความคิด
ทว่ายามเมื่อความเงียบสงัดเข้าปกคลุม สัญชาตญาณนักรบที่ผ่านการเคี่ยวกรำบนสมรภูมิรบมาอย่างโชกโชนก็พลันฉุดกระชากสติของนางให้ตื่นตัวขึ้นมาทันควัน
มู่ชิงเหยาขมวดคิ้วแน่น แววตาแปรเปลี่ยนเป็นคมกริบและดุดัน นางฉุกคิดทบทวนถึงเหตุการณ์ทั้งหมดอย่างละเอียด ลานล่าสัตว์หลวงแห่งนี้ขึ้นชื่อเรื่องการอารักขาอันเข้มงวด มีทหารกองทัพตรวจตราและกวาดล้างสัตว์ใหญ่จนมั่นใจว่าปลอดภัยแล้ว หากมีเพียงหมีป่าหลุดรอดเข้ามาตัวเดียว ก็อาจจะพอเชื่อได้ว่าเป็นเหตุสุดวิสัย
แต่นี่กลับมีพยัคฆ์ร้ายตัวมหึมาโผล่ออกมาทำร้ายกู้จิ่นหยางในเวลาไล่เลี่ยกันอีกตัวหนึ่ง
นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญอย่างแน่นอน!
ทุกลำดับเหตุการณ์ล้วนมีพิรุธ มู่ชิงเหยามั่นใจว่าเบื้องหลังเรื่องนี้จะต้องมีผู้วางแผนชักใยสร้างสถานการณ์เพื่อหวังชีวิตของใครบางคนเป็นแน่ ยิ่งนึกถึงท่าทีแปลกประหลาดของหลานหลินที่ดึงดันลากนางเข้าป่าลึก และการปรากฏตัวของหลานเฉินที่เหมาะเจาะจนเกินพอดี ความเคลือบแคลงใจก็ยิ่งก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างชัดเจน
มือเรียวงามใต้แขนเสื้อกำด้ามกระบี่ข้างเอวแน่นจนข้อนิ้วขาวโพลน นัยน์ตาคู่งามทอประกายไอสังหารอันเย็นเยียบและเด็ดเดี่ยว
ไม่ว่าผู้บงการที่ซ่อนตัวอยู่หลังม่านจะเป็นใคร หากกล้าลงมือทำร้ายคนที่นางรัก นางก็จะลากมันออกมารับโทษทัณฑ์ด้วยคมดาบของตนเองให้จงได้!