LNCrawler

บทที่ 3 จุดเริ่มต้น (2)

มารร้าย (魔女) — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 3 จุดเริ่มต้น (2)

บทที่ 3 จุดเริ่มต้น (2)

ตกเย็นของวันเดียวกัน รถม้าคันใหญ่ขององค์หญิงเจาหนิงและราชครูกู้เยี่ยนเฉินได้เคลื่อนตัวเข้ามาจอดสนิทหน้าประตูทางเข้าจวนสกุลกู้อันใหญ่โตโอ่อ่า ท่ามกลางการต้อนรับอย่างนอบน้อมของเหล่าบ่าวไพร่ที่ยืนเรียงราย

ยามเมื่ออันรุ่ยและอันฉิงเดินตามลงมาจากรถม้าคันหลัง ภาพจวนขุนนางอันหรูหราอลังการที่ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่เบื้องหน้าก็ทำเอาเด็กน้อยทั้งสองถึงกับเบิกตากว้างด้วยความตกใจและตื่นตะลึง ความอลังการของหลังคาแกะสลักและบานประตูแดงสูงใหญ่ ช่างแตกต่างราวฟ้ากับนรกเมื่อเทียบกับค่ายอพยพที่พวกนางเพิ่งจากมา

เมื่อเจาหนิงก้าวลงจากรถม้าแล้ว นางก็หันไปสั่งการแม่นมหลิ่ว ข้ารับใช้เก่าแก่ประจำพระองค์เสียงเรียบ

“แม่นมหลิ่ว เจ้าช่วยพาเด็กสองคนนี้และมารดาของพวกนางไปพักผ่อนที่เรือนเล็กท้ายจวนที จัดหาเสื้อผ้าใหม่ให้เรียบร้อย แล้วรีบกำชับหมอหลวงให้ไปช่วยตรวจรักษาจัดยาให้นางด้วย”

สั่งการจบ เจาหนิงก็เตรียมกลับไปยังเรือนหลักของตน ทว่าก็ไม่ลืมที่จะหันมาส่งยิ้มอ่อนโยนให้กับเด็กน้อยทั้งสองที่ยืนเจียมตัวอยู่

“พวกเจ้าไปพักผ่อนที่เรือนเล็กเถิด หากขาดเหลือสิ่งใดหรือต้องการสิ่งใดเพิ่มก็บอกกับแม่นมหลิ่วได้เลย”

“ขอบคุณองค์หญิงเจ้าค่ะ” เด็กทั้งสองกล่าวขอบคุณอย่างพร้อมเพรียง

เจาหนิงพยักหน้ารับด้วยความเอ็นดู ก่อนจะเดินเคียงคู่ไปกับราชครูกู้เข้าสู่เรือนพัก ส่วนแม่นมหลิ่วก็กวาดสายตามองสภาพมอมแมมของสามแม่ลูกด้วยสายตาเรียบเฉยไร้ระลอกคลื่นใด ๆ แวบหนึ่ง ก่อนจะเดินนำหน้าพาเด็กทั้งสองแยกออกไปอีกทาง โดยมีบ่าวชายสองคนแบกร่างไร้สติของมารดาพวกนางตามหลังไปอย่างระมัดระวัง

เมื่อเดินลัดเลาะผ่านสวนหินและระเบียงยาวมาถึงเรือนเล็กท้ายจวน ซึ่งเป็นเรือนพักแยกส่วนสำหรับบ่าวรับใช้ แม่นมหลิ่วก็เปิดประตูนำพวกนางสามแม่ลูกเข้าไปในห้องพักขนาดกำลังดี แล้วให้บ่าวชายช่วยจัดแจงวางร่างอันซูบผอมของผู้เป็นมารดาลงบนเตียงไม้หนานุ่มอย่างระมัดระวังก่อนจะถอยออกไป

“เอาล่ะ พวกเจ้าพักกันที่นี่ อีกเดี๋ยวหมอหลวงจะมาดูอาการแม่ของพวกเจ้า แล้วจะจัดเทียบยาให้ พวกเจ้าก็ผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วพักผ่อนกันเสีย” แม่นมหลิ่วกล่าวทิ้งท้ายอย่างไม่รีบร้อน

“ขอบคุณเจ้าค่ะ”

ทั้งอันรุ่ยและอันฉิงก้มศีรษะขอบคุณอีกครั้งด้วยความเคารพ แม่นมหลิ่วพยักหน้ารับคราหนึ่ง ก่อนจะหมุนตัวเดินปิดประตูออกจากห้องไป

เมื่อความเงียบสงบเข้าปกคลุมภายในห้องพักตามลำพังสามแม่ลูก อันฉิงน้อยวัยเจ็ดขวบก็รีบวิ่งไปที่ข้างเตียงของมารดา นัยน์ตาไร้เดียงสาทอประกายระยิบระยับด้วยความตื่นเต้น นางหันไปบอกพี่สาวด้วยน้ำเสียงสดใสและฉีกยิ้มกว้างอย่างปิดไม่มิด

“พี่หญิง พวกเราจะได้อยู่ที่นี่จริง ๆ หรือเจ้าคะ! ที่นี่ใหญ่โตและสวยงามมากเลย ทั้งองค์หญิงและทุกคนต่างก็ใจดีกับพวกเรามาก ๆ เลยเจ้าค่ะ!”

อันรุ่ยเดินเข้าไปนั่งลงบนขอบเตียงข้างน้องสาว นางมองดูใบหน้าสดใสของอันฉิงสลับกับใบหน้าซีดเซียวทว่าเริ่มมีเลือดฝาดของมารดา ความอบอุ่นที่ไม่ได้สัมผัสมานานนับปีได้เติมเต็มหัวใจอันบอบช้ำของเด็กสาววัยสิบขวบอีกครั้ง นางลูบศีรษะน้องสาวพลางเอ่ยเตือนด้วยความรู้สึกจากใจจริง

“พี่เองก็ไม่แน่ใจนักหรอกอันฉิง แต่ในเมื่อองค์หญิงทรงมีพระเมตตาให้ที่พึ่งพิงแก่พวกเราถึงเพียงนี้ พวกเราก็ต้องรู้จักทำตัวให้ดี ๆ กตัญญูและจงรักภักดีต่อองค์หญิงให้มากที่สุด แล้วพวกเราจะได้อยู่ที่นี่คอยรับใช้พระองค์ตลอดไปอย่างไรเล่า”

“อื้อ! ข้าจะทำตัวเป็นเด็กดี จะกตัญญูต่อองค์หญิงเจ้าค่ะ!”

อันฉิงน้อยตอบรับทันควันโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย รอยยิ้มบริสุทธิ์ฉายชัดบนใบหน้ามอมแมม ดวงตากลมโตทอประกายสว่างไสวไปด้วยความหวัง

 

หลังจากหมอหลวงเดินทางมาตรวจดูอาการของหยางเหมย ผู้เป็นมารดาของเด็กน้อยทั้งสองถึงเรือนเล็กท้ายจวนเรียบร้อย เขาก็ได้กำชับวิธีการดูแลและสั่งจ่ายยาสมุนไพรชั้นดีเพื่อขับไล่พิษไข้และความเย็นที่สะสมในร่างกาย โดยตลอดทั้งคืนที่ผ่านมา ทั้งอันรุ่ยและอันฉิงต่างสลับกันคอยเฝ้าไข้ เช็ดตัว และป้อนยาต้มขมหม้อแล้วหม้อเล่าให้มารดาอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

จวบจนกระทั่งแสงอรุณรุ่งของวันใหม่เริ่มสาดส่องผ่านรอยแยกระเบียงไม้ ดวงตาที่เคยปิดสนิทของหยางเหมยก็ค่อย ๆ ขยับกะพริบอย่างช้า ๆ ก่อนจะเปิดขึ้นรับแสงสว่าง

“พี่หญิง! ท่านแม่ฟื้นแล้วเจ้าค่ะ!”

อันฉิงน้อยที่นั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงเมื่อเห็นมารดารู้สึกตัวก็เอ่ยเรียกพี่สาวด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น อันรุ่ยที่กำลังจัดเตรียมผ้าเช็ดตัวรีบถลาเข้ามาที่ข้างเตียงทันทีด้วยหัวใจที่พองโต

“นี่...เกิดอะไรขึ้นหรือลูก? แล้วพวกเราอยู่ที่ใดกัน?”

หยางเหมยเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแหบพร่าและแผ่วเบา ร่างกายยังคงซูบผอมและอ่อนแอจนแทบไร้เรี่ยวแรงเคลื่อนไหว

“ท่านแม่! พวกเราอยู่ที่จวนองค์หญิงเจ้าค่ะ!”

อันฉิงรีบเอ่ยเล่าความจริงให้มารดาฟังด้วยความกระตือรือร้น บนใบหน้ามอมแมมที่เพิ่งเช็ดทำความสะอาดมีรอยยิ้มสดใสประดับอยู่

“องค์หญิงท่านเมตตาให้หมอหลวงมารักษาท่านแม่ แถมยังส่งอาหารดี ๆ อุ่น ๆ มาให้พวกเรากินจนอิ่มท้องด้วยนะเจ้าคะ!”

“ท่านแม่ องค์หญิงทรงอนุญาตให้พวกเราอาศัยอยู่ที่นี่ได้ ต่อไปนี้พวกเราไม่ต้องร่อนเร่แร้นหรืออดอยากกันอีกแล้วนะเจ้าคะ” อันรุ่ยกล่าวเสริม น้ำตาแห่งความยินดีเอ่อคลอขึ้นมารวมกันที่ขอบตา ก่อนจะไหลซึมผ่านแก้มตอบด้วยความตื้นตันใจ

เมื่อหยางเหมยได้ฟังเรื่องราวทั้งหมดจากปากบุตรสาว ความซาบซึ้งและความยินดีก็พลันเอ่อท่วมล้นในอก นางมองดูบุตรสาวทั้งสองที่รอดชีวิตมาจากค่ายอพยพอันโหดร้ายด้วยความโล่งใจ ก่อนจะเอ่ยเตือนสติบุตรด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า

“หากเป็นเช่นนั้นจริง พวกเราสามแม่ลูกก็ต้องตอบแทนความเมตตาขององค์หญิงให้มาก ๆ นะลูก พวกเจ้าเองต้องจำใส่ใจไว้เสมอ และต้องทำตัวเป็นเด็กดี ตั้งใจรับใช้พระองค์ รู้หรือไม่...”

“เจ้าค่ะท่านแม่!” ทั้งสองพี่น้องตอบรับคำสอนสั่งในทันทีโดยไม่ลังเล

ไม่นานนัก เสียงเปิดประตูด้านนอกก็ดังขึ้น ก่อนจะปรากฏร่างของแม่นมหลิ่วที่ก้าวเข้ามาภายในห้องพักพร้อมกับสาวใช้ที่ถือตลับโสมและของบำรุงร่างกายชั้นเลิศเข้ามาด้วย

“ข้าแวะมาดูเสียหน่อยว่าแม่ของพวกเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง” แม่นมหลิ่วเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

“ท่านแม่ฟื้นคืนสติแล้วเจ้าค่ะ ขอบคุณแม่นมหลิ่วมากนะเจ้าคะที่เมตตาพวกเรา” อันรุ่ยรีบย่อกายกล่าวขอบคุณอย่างนอบน้อม อันฉิงเองก็รีบโค้งศีรษะขอบคุณตามพี่สาวอย่างว่าง่าย

“ท่านคือแม่นมหลิ่วหรือเจ้าคะ? ขอบคุณท่านมากจริง ๆ เจ้าค่ะที่ช่วยดูแลพวกเรา”

หยางเหมยพยายามฝืนกายขยับลุกขึ้นนั่งหวังจะคารวะขอบคุณ ทว่าเพราะร่างกายที่เพิ่งฟื้นไข้ได้ไม่นาน จึงทำให้การเคลื่อนไหวเป็นไปอย่างยากลำบาก แม่นมหลิ่วที่เห็นดังนั้นจึงรีบร้องห้ามทันควัน

“เจ้าไม่ต้องลุกขึ้นมาหรอก นอนพักผ่อนไปเถิด ข้าเพียงแวะมาดูอาการและนำของบำรุงร่างกายจากองค์หญิงมามอบให้เจ้าเท่านั้น”

แม่นมหลิ่วพยักหน้าให้สาวใช้นำรังนกและของบำรุงไปมอบให้เด็กสาว อันรุ่ยรีบยื่นสองมือออกไปรับไว้ด้วยความระมัดระวังพลางโค้งกายขอบคุณซ้ำแล้วซ้ำเล่า

“นับเป็นวาสนาอันยิ่งใหญ่ของข้าและลูก ๆ ที่ได้รับพระเมตตาจากองค์หญิง รบกวนแม่นมหลิ่วช่วยนำคำของข้าไปทูลองค์หญิงแทนด้วยนะเจ้าคะ พวกเราสามแม่ลูกเป็นเพียงคนยากไร้ ไม่มีสิ่งของล้ำค่าใดจะมอบให้เป็นการตอบแทน นอกเสียจากความจงรักภักดี หากมีสิ่งใดที่พวกเราสามแม่ลูกพอจะรับใช้ได้ พวกเรายินดีจะกระทำให้จนถึงที่สุด แม้ต้องแลกด้วยชีวิตก็ตามเจ้าค่ะ!”

หยางเหมยพร่ำเอ่ยถ้อยคำขอบคุณจากใจซ้ำไปซ้ำมา ไม่ต่างจากบุตรสาวทั้งสองคนที่ก้มศีรษะขอบคุณไม่หยุดหย่อน

“เอาล่ะ ๆ พวกเจ้าพักผ่อนกันให้สบายเถิด ทำร่างกายให้แข็งแรงเสียก่อน แล้วเรื่องอื่นค่อยว่ากัน”

แม่นมหลิ่วยิ้มน้อย ๆ ด้วยความเอ็นดูในความกตัญญูของครอบครัวนี้ ก่อนจะหมุนกายเดินออกจากห้องไปพร้อมกับสาวใช้

“ท่านแม่ พวกเราโชคดีจริงๆ เลยนะเจ้าคะ”

เมื่ออีกฝ่ายจากไปจนลับสายตาแล้ว อันฉิงน้อยก็ล้มตัวลงนอนซบบนแผ่นอกอุ่นของมารดาด้วยความออดอ้อน อันรุ่ยเองก็ขยับเข้าไปสวมกอดและซบบนแผ่นอกอีกข้างของมารดาเช่นกัน

สามแม่ลูกสวมกอดกันแน่นท่ามกลางความเงียบสงบภายในเรือนเล็ก น้ำตาแห่งความสุขและความซาบซึ้งไหลนองหน้าด้วยความหวังเต็มเปี่ยมว่า หลังจากชีวิตที่เคยผ่านมรสุมอันเลวร้าย ต่อจากนี้ไปจะมีที่พึ่งพิงอันปลอดภัยและอบอุ่นตลอดกาล