บทที่ 34 ความวุ่นวายที่เกิดขึ้น (1)
บทที่ 34 ความวุ่นวายที่เกิดขึ้น (1)
บทที่ 34 ความวุ่นวายที่เกิดขึ้น (1)
ภายในกระโจมพักส่วนตัวของสกุลอัน อันฉิงปล่อยให้หมอประจำตระกูลลงมือชะล้างและเย็บปิดปากแผลฉกรรจ์ที่แผ่นหลังอย่างเงียบเชียบ แม้จะผ่านการรักษาเบื้องต้นและใส่ยาสมานแผลเรียบร้อยแล้ว ทว่าใบหน้างามหมดจดยังคงซีดเผือดไร้สีเลือด ร่างกายอ่อนแรงลงอย่างเห็นได้ชัด
อันฉิงผลัดเปลี่ยนมาสวมอาภรณ์ชุดใหม่สีเรียบที่ช่วยพรางรอยคราบเลือด ก่อนจะฝืนยันกายก้าวเท้าออกจากกระโจมเพื่อเตรียมเดินทางกลับจวนสกุลอันทันที
ทว่าทันทีที่ก้าวพ้นม่านกระโจมออกมา นางก็พบว่าจวิ้นอ๋องกำลังยืนดักรอนางอยู่ด้วยสีหน้ากระวนกระวายใจ
“ท่านอ๋อง พระองค์มีเรื่องด่วนอันใดหรือเพคะ?” อันฉิงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
“อันฉิง เจ้าดีขึ้นบ้างแล้วหรือไม่? บาดแผลของเจ้าสาหัสเพียงใดกันแน่ ให้ข้าตามหมอหลวงมาตรวจดูอาการของเจ้าอีกรอบดีหรือไม่ เผื่อว่าจะมีอาการบาดเจ็บภายในที่ยังไม่ได้รับการรักษา”
จวิ้นอ๋องไม่ได้สนใจคำถามของนาง เขากลับเอ่ยถามด้วยความห่วงใยจากใจจริง สายตาทอดมองร่างที่ดูบอบบางของนางด้วยความร้อนรน
อันฉิงสัมผัสได้ถึงน้ำใสใจจริงของเขา นางจึงคลี่รอยยิ้มบางเบาตอบกลับไป
“ขอบพระทัยท่านอ๋องที่ทรงห่วงใย ยามนี้หม่อมฉันไม่เป็นไรมากแล้ว เพียงแต่บาดแผลยังต้องใช้เวลาพักฟื้น หม่อมฉันจึงคิดว่าควรเร่งเดินทางกลับไปพักรักษาตัวที่จวนสกุลอัน จะสะดวกและปลอดภัยกว่าอยู่ที่นี่เพคะ”
“ตามใจเจ้าเถิด” จวิ้นอ๋องพยักหน้ารับอย่างจำนน
“เช่นนั้นข้าจะเดินไปส่งเจ้าที่รถม้า หากเจ้ากลับถึงจวนแล้วรู้สึกไม่สบายหรือเจ็บปวดตรงไหน จงรีบส่งคนมาแจ้งข้าที่จวนอ๋องทันที ข้าจะสั่งให้หมอหลวงนำโอสถชั้นเลิศไปให้เจ้าที่จวนด้วยตนเอง”
สายลมเย็นพัดผ่านลานกระโจม จวิ้นอ๋องลอบสังเกตฝีเท้าที่ซวนเซเล็กน้อยของนางด้วยความปวดใจ
แม้ฐานะของอันฉิงในสายตาผู้อื่นจะเป็นเพียงสตรีตระกูลคหบดีธรรมดา ทว่าสำหรับเขา นางคือสหายที่เฉลียวฉลาดและมีความสำคัญเกินกว่าจะปล่อยให้ต้องเผชิญเคราะห์กรรมตามลำพัง ความหวาดหวั่นที่เห็นนางต้องบาดเจ็บหนักในครานี้ ยิ่งตอกย้ำให้เขาตั้งมั่นว่าจะต้องคอยเป็นเกราะคุ้มกันให้นางให้จงได้
ตลอดเส้นทางเดินไปยังลานจอดรถม้า จวิ้นอ๋องยังคงคอยเดินประกบเคียงข้างและเอ่ยกำชับนางด้วยความอาทรไม่ขาดปาก อันฉิงค้อมศีรษะรับคำอย่างอ่อนน้อม ก่อนจะก้าวขึ้นสู่รถม้าแล้วเคลื่อนขบวนกลับสู่จวนสกุลอันไปอย่างเงียบเชียบ ปล่อยให้จวิ้นอ๋องยืนมองตามท้ายรถม้าที่แล่นลับจากไปด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความกังวลใจมิคลาย
เมื่อยืนส่งรถม้าของอันฉิงจนลับสายตา จวิ้นอ๋องจึงหมุนกายกลับไปยังกระโจมบัญชาการหลักเพื่อร่วมหารือถึงวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้น ทว่าทันทีที่ก้าวพ้นม่านกระโจมเข้ามา เขากลับต้องเผชิญหน้ากับสายพระเนตรคมกริบขององค์รัชทายาทที่จับจ้องมาด้วยความเคลือบแคลงสงสัย
“ท่านดูจะให้ความสำคัญและสนใจคุณหนูอันผู้นั้นเป็นพิเศษจริงนะ...”
องค์รัชทายาทตรัสหยั่งเชิงอย่างตรงไปตรงมา ตลอดเวลาที่ผ่านมา พระองค์ไม่เคยเห็นจวิ้นอ๋องผู้นิ่งสงบจะยอมลดตัวลงไปใส่ใจหรือห่วงใยสตรีใดถึงเพียงนี้มาก่อน
“ข้าเคยทูลพระองค์ไปแล้ว ว่านางเป็นสหายสนิทของข้า ยามที่สหายตกอยู่ในอันตรายและบาดเจ็บสาหัส ข้าย่อมต้องเป็นห่วงเป็นธรรมดา” จวิ้นอ๋องเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ก่อนจะทรุดกายลงนั่งบนเก้าอี้ข้างพระวรกาย
องค์รัชทายาทยกยิ้มมุมปาก ทอดพระเนตรมองอีกฝ่ายอย่างไม่ปักใจเชื่อนัก
“หากท่านพึงใจในตัวนางจริง ก็ไม่เห็นมีสิ่งใดต้องกังวลนี่ ฐานะของนางเป็นเพียงบุตรสาวคหบดี หากท่านจะรับนางเข้ามาเป็นชายารองสักคนในตำหนักอ๋อง ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายอันใด”
“องค์รัชทายาท พระองค์ไม่ทรงเข้าใจหรอกพ่ะย่ะค่ะ” จวิ้นอ๋องลอบถอนลมหายใจออกมาแผ่วเบา
“ความผูกพันระหว่างข้ากับนางไม่ใช่เรื่องชู้สาวดังที่พระองค์ทรงคิด ช่างเถิด ตรัสไปพระองค์ก็คงไม่เข้าใจอยู่ดี ว่าแต่เรื่องสัตว์ร้ายที่หลุดรอดเข้ามาในลานล่าสัตว์ พระองค์ทรงสืบสวนได้ความกระจ่างประการใดบ้างแล้ว”
จวิ้นอ๋องตัดสินใจตัดบทเปลี่ยนหัวข้อสนทนาทันควัน ซึ่งเรื่องนี้ก็จุดประกายความเคร่งเครียดและมืดมนให้กลับคืนสู่พระพักตร์ขององค์รัชทายาททันที
“เรื่องนี้คงต้องให้ผู้ที่รับผิดชอบการดูแลลานล่าสัตว์มาชี้แจงด้วยตนเอง ข้าได้สั่งเรียกตัวรองแม่ทัพสวีและรองแม่ทัพหลานเข้ามาพบเดี๋ยวนี้ พวกเขาทั้งสองคนจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่อความบกพร่องอันร้ายแรงในครานี้”
จวิ้นอ๋องพยักหน้ารับรู้ ในใจตระหนักดีว่าเรื่องราวสะเทือนขวัญที่มีสายเลือดจวนราชครูเข้ามาพัวพันเช่นนี้ ย่อมไม่อาจปล่อยให้จบลงอย่างง่ายดาย และต้องมีคนสังเวยตำแหน่งเพื่อรับผิดชอบเป็นแน่
การเมืองในราชสำนักกำลังระอุขึ้นทุกขณะ ความผิดพลาดเพียงก้าวเดียวย่อมหมายถึงการถูกลิดรอนอำนาจอย่างไม่อาจฟื้นคืน
เพียงชั่วครู่ ม่านกระโจมถูกผลักเปิดออก นายทหารระดับสูงสองนายก้าวเท้าเข้ามาแล้วทรุดตัวคุกเข่าลงเบื้องพระพักตร์ขององค์รัชทายาททันที ทั้งสองคือรองแม่ทัพสวีเฟิงและรองแม่ทัพหลานชางไห่ สีหน้าของทั้งคู่เต็มไปด้วยความตระหนกและซีดเซียว ยามรับรู้ว่าความผิดพลาดครั้งมหึมานี้ได้ตกใส่หัวของตนเข้าอย่างจัง
“รองแม่ทัพสวี รองแม่ทัพหลาน!”
สุรเสียงขององค์รัชทายาทตวาดลั่น แฝงเพลิงพิโรธจนบรรยากาศในกระโจมเย็นยะเยือก
“พวกท่านทั้งสองเป็นถึงขุนพลระดับรองแม่ทัพที่ดูแลความปลอดภัยในงานล่าสัตว์หลวง แล้วพวกท่านทำงานประสาอันใด ถึงได้ปล่อยให้สัตว์ร้ายดุร้ายหลุดรอดเข้ามาขย้ำคนจนบาดเจ็บปางตายเช่นนี้ได้”
“ทูลองค์รัชทายาท กระหม่อมน้อมรับความผิดพ่ะย่ะค่ะ”
สวีเฟิงก้มหน้าลงจรดพื้น น้อมรับความผิดแต่โดยดีด้วยตำแหน่งหน้าที่อันไม่อาจปัดสอยได้
“เรื่องนี้กระหม่อมจะเร่งนำกำลังออกไปสืบสวนหาความจริงอย่างละเอียดรอบคอบที่สุดพ่ะย่ะค่ะ”
หลานชางไห่รีบเอ่ยทูลสำทับด้วยน้ำเสียงสั่นสะท้าน เขาไม่ได้คิดปฏิเสธความรับผิดชอบ ทว่าในใจกลับมั่นใจในระบบลาดตระเวนของตนเองยิ่งนัก
“เพียงแต่เรื่องนี้จะต้องไม่ใช่เหตุบังเอิญตามธรรมชาติอย่างแน่นอน กระหม่อมและรองแม่ทัพสวีขอยืนยันด้วยเกียรติ ว่าได้นำกำลังพลตรวจสอบความเรียบร้อยและกวาดล้างสัตว์ใหญ่จนหมดสิ้นก่อนเริ่มงานแล้วอย่างแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ”
แรงกดดันอันหนักหน่วงแผ่ปกคลุมทั่วทั้งกระโจมจนแทบไร้ช่องว่างให้อากาศถ่ายเท หลานชางไห่ลอบกลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดเคือง ยิ่งเป็นคดีที่พัวพันถึงสกุลหลานและสกุลกู้ ความเคลือบแคลงที่พุ่งเป้ามายังเขาย่อมทวีความรุนแรงเป็นเท่าทวี
องค์รัชทายาททรงจ้องมองขุนพลทั้งสองด้วยสายพระเนตรดุดันและเย็นเยียบประดุจพญาอินทรีล่าเหยื่อ พระองค์ไม่สนใจข้ออ้างใด ๆ ทั้งสิ้น
“ข้าจะให้เวลาพวกท่านเพียงสามวันเท่านั้น! จงไปลากคอคนที่อยู่เบื้องหลังความวิบัตินี้มาคุกเข่าสารภาพผิดต่อหน้าข้าให้จงได้ หากพ้นสามวันนี้แล้วยังไร้คำตอบที่น่าพอใจ พวกท่านทั้งสองก็เตรียมถอดชุดเกราะ แล้วเอาหัวของตนเองมารับโทษทัณฑ์แทนเสียเถิด”
“กระหม่อมน้อมรับพระบัญชาพ่ะย่ะค่ะ”
รองแม่ทัพทั้งสองประสานมือน้อมรับคำสั่งด้วยความหวาดหวั่นใจอย่างถึงที่สุด ก่อนจะรีบถอยร่นออกจากกระโจมไปเพื่อเปิดฉากควานหาตัวการในทันที ทิ้งไว้เพียงบรรยากาศแห่งความขัดแย้งที่กำลังก่อตัวเป็นพายุลูกใหญ่ในเงามืด
จวนสกุลกู้
ภายในเรือนพักอันโอ่อ่าขององค์หญิงเจาหนิง นางกำลังเพลิดเพลินอยู่กับการตัดแต่งช่อดอกไม้สดอย่างอารมณ์ดีเป็นพิเศษ นางบรรจงคัดเลือกดอกโบตั๋นและดอกเบญจมาศสีสดทีละดอกอย่างประณีต เพื่อจัดลงในแจกันลายครามใบงาม ตั้งใจจะนำไปประดับตกแต่งเพิ่มความสดชื่นในห้องหนังสือของกู้เยี่ยนเฉิงและห้องนอนของกู้จิ่นหยาง
ทว่าในระหว่างที่กรรไกรด้ามงามกำลังเล็มก้านดอกไม้ สาวใช้นางหนึ่งก็วิ่งกระหืดกระหอบผลักประตูเรือนเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นตระหนกจนตัวสั่นเทา
“องค์หญิงเพคะ แย่แล้วเพคะ เกิดเรื่องใหญ่กับคุณชายแล้วเพคะ!”
กึก!
สิ้นเสียงรายงานอันสั่นเครือ ดอกโบตั๋นในมือของเจาหนิงก็พลันร่วงหล่นลงสู่โต๊ะทันที นัยน์ตาคู่งามเบิกกว้างไหวระริกด้วยความหวาดผวาอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน เพียงแค่ได้ยินชื่อของบุตรชายหัวแก้วหัวแหวน
“หยางเออร์ของข้าเป็นอันใดไป พูดจาให้มันชัดถ้อยชัดคำเดี๋ยวนี้!” นางตวาดลั่นด้วยน้ำเสียงกร้าวและเดือดดาล
“ทูลองค์หญิง คุณชายถูกสัตว์ร้ายทำร้ายจนได้รับบาดเจ็บสาหัสในงานล่าสัตว์เพคะ ยามนี้ขบวนองครักษ์และคณะหมอหลวงได้นำตัวคุณชายกลับมารักษาต่อที่เรือนพักแล้วเพคะ!”
เพล้ง!
ข่าวร้ายดั่งสายฟ้าฟาดผ่าลงกลางใจ มือไม้ของเจาหนิงสั่นเทาจนเผลอปัดแจกันลายครามใบงามตกกระแทกพื้นแตกกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ทำเอาแม่นมหลิ่วที่เพิ่งยกถาดน้ำชาเข้ามาหน้าเรือนตกใจ รีบสาวเท้าปรี่เข้ามาดูผู้เป็นนายด้วยความห่วงใย
“องค์หญิงเพคะ ทรงบาดเจ็บตรงที่ใดหรือไม่เพคะ!”
ทว่าเจาหนิงในยามนี้มิหลงเหลือแก่ใจจะรับฟังสิ่งใดอีกแล้ว จิตใจของนางร้อนรุ่มจนแทบเสียสติ นางก้าวเท้าพรวดพราดหมายจะวิ่งออกไปดูบุตรชายโดยไม่สนใจแม้กระทั่งเศษกระเบื้องแจกันอันแหลมคมที่เกลื่อนกลาดอยู่เต็มพื้น