บทที่ 34 ความวุ่นวายที่เกิดขึ้น (2)
บทที่ 34 ความวุ่นวายที่เกิดขึ้น (2)
บทที่ 34 ความวุ่นวายที่เกิดขึ้น (2)
แม่นมหลิ่วที่เห็นดังนั้นจึงรีบเข้าประคองร่างขององค์หญิงไว้แน่น นำพานางก้าวเดินอ้อมหลบเศษกระเบื้องออกจากเรือน มุ่งตรงไปยังเรือนพักของกู้จิ่นหยางอย่างเร่งรีบ
ซึ่งความเย็นเยียบของสายลมภายนอกก็ไม่อาจดับไฟร้อนรนในอกของคนเป็นแม่ได้เลยแม้แต่น้อย ในหัวของเจาหนิงมีแต่ภาพใบหน้าของบุตรชายวนเวียนซ้ำไปซ้ำมา นางเร่งฝีเท้าจนแทบจะเป็นการวิ่ง กระทั่งบ่าวไพร่ที่เดินผ่านไปมาต่างพากันหลบฉากด้วยความตระหนกตกใจ
เมื่อก้าวเท้าเข้ามาถึงห้องนอนของบุตรชาย ภาพของกู้จิ่นหยางที่นอนทอดร่างนิ่งสนิทอยู่บนเตียง ใบหน้าขาวซีดไร้สีเลือด แผ่นอกและหัวไหล่ถูกพันทึบด้วยผ้าพันแผลสีขาวที่ยังมีคราบโลหิตซึมเปื้อน ทำเอาเจาหนิงถึงกับเข่าอ่อนจนแทบทรุดลงกับพื้น หัวใจของคนเป็นแม่แทบแหลกสลายเป็นเสี่ยง ๆ กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งผสมกับกลิ่นยาสมุนไพรรุนแรงบีบเค้นความรู้สึกจนแทบหายใจไม่ออก
นางปรี่เข้าไปกุมมืออันเย็นเฉียบของบุตรชายไว้แนบอก ก่อนจะหันไปเค้นถามหัวหน้าหมอหลวงด้วยน้ำเสียงสั่นเครือปนสะอื้น
“หยางเออร์ของข้าเป็นอย่างไรบ้าง เขาจะปลอดภัยใช่หรือไม่!”
“ทูลองค์หญิง โปรดทรงคลายพระทัยเถิดพ่ะย่ะค่ะ ยามนี้คุณชายกู้พ้นขีดอันตรายแล้ว อาการคงที่และชีพจรเต้นสม่ำเสมอดีแล้วพ่ะย่ะค่ะ เพียงแต่บาดแผลจากกรงเล็บพยัคฆ์ร้ายนั้นฉกรรจ์และลึกยิ่งนัก อีกทั้งยังสูญเสียโลหิตไปมาก จึงจำเป็นต้องนอนพักฟื้นอย่างสงบและดูแลไม่ให้แผลเกิดการอักเสบพ่ะย่ะค่ะ”
หัวหน้าหมอหลวงค้อมกายรายงานอย่างนอบน้อม เขารู้แจ้งแก่ใจดีว่าคุณชายผู้นี้คือแก้วตาดวงใจของราชครูกู้และองค์หญิงเจาหนิง หากเกิดข้อผิดพลาดขึ้นแม้เพียงครึ่งก้าว ย่อมหมายถึงชีวิตของหมอหลวงทุกคนในที่นี้
เมื่อได้รับคำยืนยันว่าบุตรชายพ้นจากประตูนรกแล้ว ลมหายใจที่ติดขัดของเจาหนิงจึงค่อย ๆ ผ่อนคลายลง ความกระวนกระวายใจเริ่มแปรเปลี่ยนกลับคืนสู่ความสุขุมเยือกเย็นเยี่ยงสตรีชนชั้นสูง นางลอบกลืนหยาดน้ำตาลงคอ ก่อนจะหันไปสบตากับหัวหน้าหมอหลวงด้วยแววตาคมกริบและเย็นเยียบดุจน้ำแข็ง
“ถ้าเช่นนั้นก็รบกวนท่านหมอช่วยดูแลรักษาหยางเออร์ของข้าให้ดีที่สุดด้วยเถิด จงจำไว้ว่า หากหยางเออร์ของข้าต้องมีรอยแผลเป็น หรือเกิดสิ่งใดผิดพลาดขึ้นแม้เพียงปลายก้อยล่ะก็ พวกท่านทุกคนคงรู้ดีแก่ใจกระมังว่าจะต้องพบเจอกับชะตากรรมเช่นไร...”
แม้สีหน้าจะดูเรียบเฉย ทว่ากระแสเสียงที่เปล่งออกมากลับแฝงไอสังหารและคำขู่ขวัญจนคณะหมอหลวงถึงกับสะท้านไปทั้งร่าง
“พ่ะย่ะค่ะ! กระหม่อมจะถวายการรักษาคุณชายกู้อย่างสุดกำลังความสามารถพ่ะย่ะค่ะ!”
เมื่อกำชับเสร็จสิ้น เจาหนิงจึงทอดสายตามองดูใบหน้ายามหลับใหลของบุตรชายด้วยความรักใคร่สุดหัวใจอีกครา นางไม่อยากส่งเสียงรบกวนการพักผ่อนของเขา จึงยอมล่าถอยกลับไปยังเรือนพักของตน ทว่าก็ไม่ละเลยที่จะสั่งการให้บ่าวรับใช้คอยวิ่งมารายงานอาการของกู้จิ่นหยางทุกระยะอย่างใกล้ชิด
ครั้นเมื่อเจาหนิงก้าวพ้นธรณีประตูเรือนพักส่วนตัวเข้ามา สีหน้าอันแสนอ่อนโยนของคนเป็นแม่ก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมเย็นยะเยือก และไร้ซึ่งระลอกคลื่นอารมณ์ในชั่วพริบตา นางทรุดกายนั่งลงบนตั่งไม้แกะสลัก ก่อนจะสั่งเรียกตัวหัวหน้าองครักษ์ประจำตัวที่ติดตามคุ้มกันกู้จิ่นหยางให้เข้ามาพบทันที
“บอกข้ามาเดี๋ยวนี้ เกิดเรื่องราวบัดซบอันใดขึ้นในลานล่าสัตว์หลวง เหตุใดหยางเออร์ถึงได้บาดเจ็บปางตายเช่นนี้”
สุรเสียงที่เปล่งออกมาเรียบนิ่ง ทว่าแฝงไอสังหารอันหนักหน่วงจนบรรยากาศรอบกายแทบจะแข็งตัวเป็นน้ำแข็ง
“ทูลองค์หญิง ระหว่างที่คุณชายกำลังควบม้าออกล่าสัตว์อยู่นั้น จู่ ๆ ก็มีพยัคฆ์ร้ายตัวมหึมาโผล่ออกมาดักซุ่มโจมตีพ่ะย่ะค่ะ คุณชายจำต้องต่อสู้ป้องกันตัว จึงได้ถูกกรงเล็บตะปบจนได้รับบาดเจ็บสาหัสพ่ะย่ะค่ะ” องครักษ์หนุ่มก้มหน้ากราบทูลละล่ำละลักด้วยความหวาดหวั่น
เจาหนิงเค้นเสียงหัวเราะเยาะเย้ยในลำคอออกมาอย่างเย็นเฉียบ นัยน์ตาหงส์คู่งามทอดมองความว่างเปล่า ดำมืดและวาวโรจน์ไปด้วยเพลิงโทสะจนนายทหารองครักษ์ต้องรีบหมอบหน้าแนบชิดกับพื้นพรม ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรงหรือเงยหน้าขึ้นสบสายตา
เรื่องราวพรรค์นี้ เพียงแค่ฟังผ่านหู นางก็รู้แจ้งแก่ใจทันทีว่าไม่ใช่เรื่องบังเอิญ!
เขตป่าล่าสัตว์หลวงย่อมต้องผ่านการตรวจตราอย่างเข้มงวดที่สุดจากกองทัพหลวง เพื่อไม่ให้มีสัตว์ดุร้ายหลุดรอดเข้ามาคุกคามเชื้อพระวงศ์ได้ และยิ่งเป็นไปไม่ได้เลยที่จู่ ๆ เสือร้ายจะโผล่พรวดพราดเข้ามาในเขตล่าสัตว์ชั้นในเช่นนี้
แผนการตื้นเขินและบุ่มบ่ามเช่นนี้ มีหรือที่นางจะมองไม่ออก ดูก็รู้ว่ามีหนอนบ่อนไส้หรือใครบางคนจงใจจัดฉากหมายเอาชีวิตสายเลือดของนาง
“จงส่งคนออกไปขุดคุ้ยและสืบสาวเรื่องนี้มาให้ละเอียดที่สุด หาตัวคนที่ปล่อยเสือเข้ามาให้พบ!”
“พ่ะย่ะค่ะ!”
องครักษ์ประสานมือน้อมรับพระบัญชาอย่างร้อนรน ก่อนจะรีบถอยร่นออกจากห้องไปปฏิบัติหน้าที่ทันที
เพียงครู่ต่อมา ม่านประตูเรือนก็ถูกเลิกออก แม่นมหลิ่วประคองถาดใส่ถ้วยชากระเบื้องเคลือบก้าวเข้ามาด้านในอย่างแผ่วเบา นางรินน้ำชาสมุนไพรสงบจิตสงบใจส่งมอบให้แก่ผู้เป็นนายเพื่อหวังช่วยคลายความเดือดดาล
“องค์หญิงเพคะ ทรงดื่มชาอุ่น ๆ สักนิดเพื่อสงบพระทัยเถิดเพคะ ยามนี้คุณชายพ้นขีดอันตรายแล้ว อีกทั้งยังมีหมอหลวงฝีมือเอกคอยดูแลอย่างใกล้ชิด ย่อมไม่มีสิ่งใดต้องกังวลแน่นอนเพคะ”
เจาหนิงรับถ้วยชาขึ้นมาจิบเพียงเล็กน้อย ก่อนจะวางกระแทกลงบนโต๊ะดัง นางขบกรามแน่นจนข้อนิ้วที่กำแขนเสื้อสั่นเทา แววตาฉายประกายอำมหิตสุดขีด ยามเมื่อเค้นถ้อยคำลอดไรฟันออกมาด้วยเพลิงแค้นที่ลุกท่วมอก
“ใครหน้าไหนก็ตามที่มันบังอาจมาแตะต้องหยางเออร์ของข้า ข้าจะลากคอมัน สับร่างของมันให้เป็นหมื่นชิ้น และให้มันต้องชดใช้ด้วยชีวิตอย่างสาสม!”
กลิ่นชาหอมกรุ่นไม่อาจบดบังกลิ่นอายความแค้นที่แผ่ซ่านทั่วห้อง แม่นมหลิ่วลอบสังเกตประกายไอสังหารอันบ้าคลั่งขององค์หญิงเจาหนิง นางรู้ซึ้งดีว่ายามที่ผู้เป็นนายบันดาลโทสะ หายนะใหญ่หลวงย่อมต้องบังเกิดขึ้นในเมืองหลวงเป็นแน่ จึงทำได้เพียงยืนสงบนิ่งคอยปรนนิบัติอยู่ข้างกายอย่างระมัดระวัง โดยไม่กล้าเอ่ยปากแสดงความเห็นขัดใจแม้แต่ครึ่งคำ
ในค่ำคืนเดียวกัน ทันทีที่เสร็จสิ้นภารกิจราชการในพระราชวัง กู้เยี่ยนเฉิงไม่รอช้า เขารีบรุดขึ้นรถม้ามุ่งตรงกลับสู่จวนสกุลกู้ทันที
เมื่อก้าวพ้นธรณีประตูจวน ขุนนางใหญ่จึงตรงไปยังเรือนพักของกู้จิ่นหยางโดยมิแวะเวียนพักผ่อน
ภายในห้องนอนอันเงียบสงัด กู้จิ่นหยางยังคงนอนหลับใหลไร้สติอยู่บนเตียงหนา ทั่วทั้งแผงอกและไหล่ถูกพันทึบด้วยผ้าพันแผลสีขาวบริสุทธิ์ที่มีคราบตัวยาซึมซับ แม้สีหน้าภายนอกของกู้เยี่ยนเฉิงจะยังคงราบเรียบไร้ระลอกคลื่นอารมณ์ตามวิสัยราชครูผู้ทรงอำนาจ ทว่าแววตาคมกริบคู่นั้นกลับฉายประกายความห่วงใยและสะเทือนใจต่อบุตรชายเพียงคนเดียวอย่างปิดไม่มิด
ทว่าสิ่งที่ทำให้เขารู้สึกหนักอกและเป็นกังวลยิ่งกว่า คือสภาพจิตใจของเจาหนิง ภรรยาผู้เป็นดั่งแก้วตาดวงใจต่างหาก
กู้เยี่ยนเฉิงหันไปสั่งการบ่าวรับใช้ให้ผลัดเปลี่ยนเวรยามคอยดูแลบุตรชายอย่างใกล้ชิดและห้ามไม่ให้เกิดข้อผิดพลาด จากนั้นจึงก้าวเท้ายาวมุ่งตรงไปยังเรือนพักขององค์หญิงเจาหนิงทันที
เมื่อผลักบานประตูเรือนเข้ามา ภาพที่ปรากฏแก่สายตาคือร่างอันบอบบางของเจาหนิงกำลังนั่งนิ่งอยู่บนเตียงไม้แกะสลัก ท่ามกลางแสงตะเกียงสลัว ใบหน้างดงามของนางซีดเซียวและหม่นหมองอย่างเห็นได้ชัด
กู้เยี่ยนเฉิงไม่รอช้า เขาสาวเท้าเข้าไปนั่งลงเคียงข้าง ก่อนจะเอื้อมแขนโอบกอดประคองร่างของภรรยาเข้าแนบอกอย่างทะนุถนอม
“น้องหญิง เหตุใดจึงมานั่งอยู่ตามลำพังเช่นนี้ ไยไม่ให้แม่นมหลิ่วอยู่คอยปรนนิบัติเป็นเพื่อนเล่า” เขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำอันแสนนุ่มนวล
เจาหนิงลอบถอนลมหายใจยาวออกมาด้วยความอ่อนล้า นางเอนศีรษะซบลงบนแผงอกและไหล่อันกว้างขวางของสวามี สัมผัสถึงไออุ่นที่คอยเป็นเกราะคุ้มกันให้นางเสมอมา
“ข้าเพียงอยากอยู่เงียบ ๆ เพื่อทบทวนเรื่องราวบางอย่างสักพัก จึงสั่งให้นางออกไปก่อนเจ้าค่ะ”
“เจ้ากำลังเป็นกังวลเรื่องของจิ่นหยางอยู่ใช่หรือไม่” กู้เยี่ยนเฉิงกระชับอ้อมกอดแน่นขึ้น พลางลูบแผ่นหลังของนางอย่างแผ่วเบาเพื่อปลอบประโลม
“วางใจเถิดนะน้องหญิง หมอหลวงยืนยันแล้วว่าหยางเออร์พ้นขีดอันตรายแล้ว เขาจะปลอดภัยอย่างแน่นอน”