LNCrawler

บทที่ 35 คนเช่นนางไม่ตายง่ายแน่นอน (1)

มารร้าย (魔女) — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 35 คนเช่นนางไม่ตายง่ายแน่นอน (1)

บทที่ 35 คนเช่นนางไม่ตายง่ายแน่นอน (1)

เจาหนิงรู้แจ้งแก่ใจดีว่าสวามีรักใคร่และเป็นห่วงนางเหนือสิ่งอื่นใด ทว่าภาพร่างอันชุ่มเลือดของบุตรชายยังคงตามหลอกหลอนจนไม่อาจทำใจให้สงบลงได้ง่าย ๆ

“ท่านพี่ ข้ารู้ดีว่าหยางเออร์ปลอดภัยแล้ว ทว่าเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ ย่อมไม่ใช่เหตุบังเอิญตามธรรมชาติเป็นแน่ ข้าคิดว่าต้องมีใครบางคนจงใจวางแผนสกปรกหมายหัวทำลายคนสกุลกู้ ข้าจึงสั่งให้องครักษ์ออกไปสืบสาวราวเรื่องอย่างละเอียดแล้วเจ้าค่ะ” นางเงยหน้าขึ้นสบตาสวามี แววตาคู่งามทอประกายไอสังหารอันเย็นเยียบ

ความเงียบงันแผ่ซ่านเข้ามาในห้องนอน แสงเปลวเทียนริบหรี่สะท้อนเงาของคนทั้งสองที่ทอดยาวบนผนัง ความเดือดดาลในใจของกู้เยี่ยนเฉิงไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่าภรรยาแม้แต่น้อย การลอบเล่นงานสายเลือดสกุลกู้ในงานพิธีหลวง เท่ากับเป็นการเหยียบย่ำบารมีของเขาจนถึงที่สุด

“ข้าเองก็คิดเห็นเช่นเดียวกับเจ้า เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญอย่างแน่นอน”

กู้เยี่ยนเฉิงเอ่ยสำทับด้วยน้ำเสียงเข้มและดุดัน แววตาคมกริบดำมืดลงดุจก้นเหวลึก

“ในเมื่อน้องหญิงส่งคนออกไปสืบสวนแล้ว ก็จงพักผ่อนรอฟังข่าวเถิด ทางฝั่งของข้าเองก็จะส่งสายข่าวลับของราชสำนักออกไปไล่ล่าแกะรอยเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน หากสืบพบว่ามันเป็นแผนการชั่วช้าของใครหน้าไหนจริง ข้าขอสาบาน ว่าข้าจะไม่มีวันปล่อยให้คนผู้นั้นมีลมหายใจรอดพ้นไปจากเมืองหลวงนี้ได้อย่างแน่นอน”

เมื่อได้รับคำมั่นสัญญาอันหนักแน่นจากปากของชายผู้มีอำนาจล้นฟ้า เจาหนิงจึงพยักหน้ารับอย่างวางใจ ริมฝีปากบางคลี่แย้มรอยยิ้มจาง ๆ ออกมาได้ในที่สุด

ไม่ว่าจะเกิดพายุลมแรงหรือเภทภัยอันตรายใด ๆ ขอเพียงมีสวามีผู้นี้คอยกางปีกบดบังและสะสางให้ นางก็พร้อมจะยืนหยัดเคียงข้างเขา และรอคอยเวลาที่จะบดขยี้ศัตรูให้แหลกสลายคามือ...

 

จวนสกุลอัน

ในเวลาเดียวกัน ขบวนรถม้าของสกุลอันที่บรรทุกร่างอันบอบช้ำของอันฉิงก็เคลื่อนตัวฝ่าความมืดมิดกลับมาถึงหน้าจวนสกุลอันในที่สุด

ด้วยทำเลที่ตั้งของจวนคหบดีสกุลอันตั้งอยู่ค่อนข้างปลีกวิเวกและห่างไกลจากย่านพำนักของเหล่าขุนนางชั้นสูง จึงจำต้องใช้ระยะเวลาในการเดินทางนานกว่าขบวนอื่น อีกทั้งสารถียังระมัดระวังไม่กล้าเร่งฝีเท้าม้าจนเกินไป ด้วยเกรงว่าแรงสะเทือนจะกระทบกระเทือนบาดแผลฉกรรจ์ของผู้เป็นนาย

ทันทีที่รถม้าหยุดเทียบสนิท มู่ลี่ก็รีบก้าวเข้ามาช่วยประคองร่างอันอ่อนระทวยของอันฉิงลงจากรถม้าอย่างทะนุถนอม เพื่อมุ่งตรงไปยังเรือนพักส่วนตัวทันที

“คุณหนู ค่อย ๆ ก้าวเท้า ระวังบาดแผลนะเจ้าคะ”

มู่ลี่ประคองอันฉิงเข้ามาจนถึงเตียงนอนหนานุ่มภายในห้องนอน ก่อนจะช่วยถอดเสื้อคลุมตัวนอกที่เปรอะเปื้อนคราบเลือดแห้งกรังออก เผยให้เห็นแผ่นหลังบางที่ถูกพันทึบด้วยผ้าพันแผลสีขาวบริสุทธิ์ ทว่ากลับมีรอยโลหิตสีแดงสดซึมเปื้อนออกมาเป็นวงกว้าง

“มู่ลี่ สั่งให้คนของเราเร่งดำเนินการตามแผนการขั้นต่อไปได้เลย”

อันฉิงฝืนเปล่งเสียงกระซิบสั่งการอย่างแผ่วเบา แม้จะได้หมอที่ร่วมขบวนช่วยห้ามเลือดและใส่ยาเบื้องต้นมาแล้ว ทว่าการสูญเสียโลหิตไปมาก ประกอบกับความเหนื่อยล้าจากการปะทะกับพยัคฆ์ร้าย ก็ทำให้เรี่ยวแรงของนางแทบจะเหือดแห้งไปจนหมดสิ้น

“บ่าวทราบแล้วเจ้าค่ะ คุณหนูพักผ่อนเถิด บ่าวจะรีบไปจัดการเดี๋ยวนี้”

มู่ลี่ค้อมกายรับคำสั่งอย่างรวดเร็ว ครั้นเมื่อนางหมุนตัวจะก้าวออกจากห้อง ก็สวนทางเข้ากับเหยาเหยา หมอหญิงประจำตระกูลอันที่ก้าวพรวดพราดเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก มู่ลี่จึงย่อกายทำความเคารพเล็กน้อยก่อนจะรีบปลีกตัวออกไปจัดการงานตามคำสั่ง

เหยาเหยา หญิงสาววัยยี่สิบสองปี ผู้สืบทอดศาสตร์วิชาการแพทย์อันล้ำลึกมาจากบิดาซึ่งเป็นอดีตหมอประจำตระกูลอันคนก่อน แม้อายุจะยังน้อย ทว่าความรู้และฝีมือการฝังเข็มปรุงโอสถของนางกลับเชี่ยวชาญไม่ได้ด้อยไปกว่าหมอหลวงอาวุโสในราชสำนักเลยแม้แต่น้อย

ทันทีที่นางทราบข่าวว่าอันฉิงได้รับบาดเจ็บสาหัสกลับมา นางก็เร่งรัดมารอคอยอยู่ที่เรือนพักทันที

กลิ่นยาสมุนไพรและไอควันจากเตาต้มยาแผ่กระจายไปทั่วห้องพักอันเงียบสงัด แสงโคมไฟสลัวส่องกระทบใบหน้าขาวซีดของอันฉิงที่ยังคงหลับตาพริ้มเพื่อสะกดกลั้นความเจ็บปวดลึกถึงกระดูก เหยาเหยาก้าวเข้าไปชิดขอบเตียง นิ้วเรียวยื่นไปแตะชีพจรที่ข้อมือบาง พบว่าจังหวะการเต้นแผ่วเบาจนน่าใจหาย

เมื่อก้าวเข้ามาเห็นบาดแผลฉกรรจ์และสภาพร่างกายอันอ่อนระโหยโรยแรงของอันฉิง เหยาเหยาก็ถึงกับถอนลมหายใจยาวออกมาด้วยความหนักอกหนักใจและเจ็บปวดลึก ๆ ในอก

“เหตุใดเจ้าจึงต้องเอาชีวิตอันมีค่าของตนเองไปเสี่ยงอันตรายถึงเพียงนี้ด้วยเล่า มันคุ้มค่ากันแล้วหรือที่จะต้องมาเจ็บตัวปางตายเช่นนี้?”

เหยาเหยาเอ่ยปากดุตัดพ้อด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ ทว่ามือทั้งสองข้างกลับไม่ได้หยุดชะงัก นางค่อย ๆ คลี่ผ้าพันแผลเดิมออก เช็ดล้างทำความสะอาดรอยกรงเล็บอันลึกเหวอะหวะอย่างประณีตและเบามือที่สุด ก่อนจะโรยผงยาสมานเนื้อและหยิบเข็มเงินออกมาช่วยระงับความเจ็บปวด

นางเม้มริมฝีปากแน่นขณะจับเข็มเงินแทงลงตามจุดชีพจรสำคัญเพื่อสกัดพิษบาดแผลและกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต แม้จะโกรธเคืองที่อีกฝ่ายเอาตัวเข้าแลกกับอันตราย ทว่าความผูกพันและหน้าที่ในการรักษาชีวิตของผู้นำตระกูลอัน ก็ทำให้นางต้องทุ่มเทสมาธิทั้งหมดลงไปในทุกฝีเข็มอย่างระมัดระวังที่สุด

“พี่เหยาเหยา บาดแผลเพียงเท่านี้ทำอันใดข้าไม่ได้หรอกเจ้าค่ะ”

อันฉิงฝืนแย้มรอยยิ้มบางเบาตอบกลับไป นัยน์ตาคู่งามทอดมองหมอหญิงตรงหน้าด้วยความรักและเคารพดั่งพี่สาวแท้ ๆ

“อย่างมาก...ข้าก็เพียงแค่มีรอยแผลเป็นเพิ่มขึ้นมาอีกรอยเท่านั้น อีกทั้งความเจ็บปวดทางกายแค่นี้ มันเทียบไม่ได้เลยกับความทุกข์ทรมานที่ข้าเคยผ่านมาในอดีต”

“อันฉิง!”

เหยาเหยาวางตลับยาลง พลางช้อนสายตาขึ้นสบตาอันฉิงด้วยความปวดใจ “ข้ารู้ดีว่าเจ้ามีเป้าหมายและมีแค้นที่ต้องชำระ แต่เจ้าก็อย่าได้หักโหมและฝืนร่างกายของตนเองจนเกินขีดจำกัดไปมากกว่านี้อีกเลย หากเจ้ายังปรารถนาจะมีชีวิตอยู่ต่อไปให้นานขึ้นอีกสักนิด เจ้าก็ควรจะถนอมร่างกายนี้ไว้ให้ดี เจ้าเองก็รู้ตัวดีแก่ใจไม่ใช่หรือ ว่าร่างกายของเจ้า...”

เหยาเหยาชะงักถ้อยคำไว้เพียงแค่นั้น ริมฝีปากสั่นระริกจนไม่อาจเอ่ยคำอันโหดร้ายออกมาได้

นับตั้งแต่วัยเยาว์ที่นางติดตามบิดาเข้ามาช่วยดูแลรักษาอันฉิง นางย่อมล่วงรู้ความจริงอันดำมืดมาโดยตลอดว่า ร่างกายของเด็กสาวผู้นี้อ่อนแอและบอบช้ำจากพิษร้ายและโรครุมเร้ามาเนิ่นนานเพียงใด

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เหยาเหยาทุ่มเทค้นคว้าตำราและปรุงเทียบยาชั้นเลิศสารพัด ก็เพียงเพื่อหวังจะช่วยยื้อและต่อลมหายใจให้อันฉิงมีชีวิตยืนยาวขึ้นได้อีกสักปี แล้วจะไม่ให้นางเจ็บปวดใจได้อย่างไร ยามที่เห็นน้องสาวผู้นี้ยอมเอาชีวิตอันแสนเปราะบางไปเป็นหมากสังเวยบนกระดานแค้นอย่างไม่นึกเสียดาย

สายลมยามดึกพัดผ่านรอยต่อหน้าต่างจนเปลวไฟในตะเกียงวูบไหว เหยาเหยามองดูหยาดเหงื่อเย็นเยียบที่ผุดขึ้นมาบนหน้าผากเนียน ละอองไอของความเจ็บปวดแทรกซึมอยู่ในทุกอณูเนื้อ ทว่าหญิงสาวตรงหน้ากลับไม่ยอมเปล่งเสียงร้องครวญครางออกมาแม้แต่ครึ่งคำ

หัวใจของเหยาเหยาบีบรัดแน่นด้วยความเวทนา นางรู้ดีว่าความเคียดแค้นคือสิ่งเดียวที่หล่อเลี้ยงดวงวิญญาณดวงนี้ไว้ให้ยังคงยืนหยัดอยู่ได้

หากไร้ซึ่งความแค้น ร่างกายที่ผุกร่อนนี้คงแหลกสลายไปนานแล้ว...

อันฉิงรู้ซึ้งถึงความรักและความห่วงใยอันบริสุทธิ์ที่เหยาเหยามอบให้เสมอมา นางจึงเอื้อมมืออันไร้เรี่ยวแรงไปกุมมือของเหยาเหยาไว้แน่น แววตาของนางยังคงแน่วแน่ เด็ดเดี่ยว และไร้ซึ่งความเสียใจ

“พี่เหยาเหยา ท่านอย่าได้กังวลใจไปเลยนะเจ้าค่ะ วางใจเถิด ตราบใดที่หนี้เลือดของตระกูลอันยังไม่ได้รับการชำระ และตราบใดที่ข้ายังไม่ได้เห็นพวกมันทุกคนลงไปคุกเข่าในขุมนรก ข้าขอสาบาน ว่าข้าจะไม่ยอมให้ตนเองดับสูญไปง่าย ๆ อย่างแน่นอน”

เมื่อได้ฟังคำปฏิญาณอันแสนดื้อรั้น เหยาเหยาก็ทำได้เพียงลอบถอนหายใจออกมาอย่างจนใจ นางรู้แจ้งแก่ใจดีว่า ต่อให้พูดจาหว่านล้อมเพียงใด ก็ไม่อาจดึงรั้งจิตวิญญาณแห่งการล้างแค้นของสตรีผู้นี้กลับมาได้

สิ่งเดียวที่นางพอจะทำได้ในฐานะหมอและพี่สาว คือการทุ่มเทสุดกำลังเพื่อรักษาร่างกายนี้ ให้คงอยู่จนถึงวันที่เปลวเพลิงแห่งการชำระแค้นมอดดับลง

เหยาเหยาจัดแจงพันแผลและจัดเทียบยาบำรุงให้อันฉิงจนเสร็จสิ้น จากนั้นจึงบังคับให้อีกฝ่ายเอนกายนอนลงหลับพักผ่อน ก่อนจะดับเปลวตะเกียงให้เหลือเพียงแสงสลัว แล้วค่อย ๆ ก้าวเท้าล่าถอยออกจากห้องนอนไปอย่างเงียบเชียบ ปล่อยให้อันฉิงได้พักฟื้นพลังกาย เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับคลื่นลมลูกใหญ่ที่กำลังจะซัดถล่มเมืองหลวงในวันพรุ่งนี้