บทที่ 36 กวนน้ำให้ขุ่น (1)
บทที่ 36 กวนน้ำให้ขุ่น (1)
บทที่ 36 กวนน้ำให้ขุ่น (1)
จวนสกุลมู่
ฝ่ายมู่ชิงเหยา เมื่อเดินทางกลับมาถึงจวนแม่ทัพมู่ แม้ร่างกายจะเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าจากการสู้รบตบมือกับหมียักษ์ ทว่าจิตใจของนางกลับยังคงร้อนรุ่มและเป็นห่วงกู้จิ่นหยางอย่างถึงที่สุด
หากเป็นไปตามวิสัยเดิมของนาง นางคงรุดหน้าไปยังจวนสกุลกู้เพื่อเฝ้าดูอาการของเขาด้วยตนเองไปแล้ว ทว่าด้วยคำนึงถึงความเหมาะสม ขนบธรรมเนียมระหว่างชายหญิง และหน้าตาของตระกูล นางจึงจำต้องระงับความปรารถนานั้นไว้ ทำได้เพียงนั่งรอคอยข่าวคราวอยู่ภายในห้องนอนด้วยความกระวนกระวายใจ
นางกุมด้ามกระบี่คู่กายแน่น พลางทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่างที่ความมืดมิดเริ่มเข้ากลืนกินท้องฟ้า ภาพร่างอันชุ่มเลือดของกู้จิ่นหยางยังคงติดตาและกรีดลึกในความทรงจำ
ยิ่งทบทวนเรื่องราวที่เกิดขึ้นในลานล่าสัตว์หลวง ความคลางแคลงใจก็ยิ่งเกาะกุมแน่นหนา
ทั้งท่าทีบ่ายเบี่ยงของหลานหลินและการโผล่มาอย่างประจวบเหมาะของหลานเฉิน ทุกรายละเอียดล้วนเต็มไปด้วยกลิ่นอายของแผนการลอบกัด สัญชาตญาณของนางร้องเตือนว่าเหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญอย่างแน่นอน
“คุณหนูเจ้าคะ นายท่านให้บ่าวมาเชิญคุณหนูไปร่วมสำรับอาหารเย็นที่เรือนหลักเจ้าค่ะ”
เสียงแผ่วเบาของสาวใช้หน้าห้องช่วยดึงสติของมู่ชิงเหยาให้หลุดออกจากภวังค์ความคิด หญิงสาวถอนลมหายใจยาวเพื่อสะกดกลั้นประกายไอสังหารในแววตาให้กลับคืนสู่ความนิ่งสงบ
นางพยักหน้ารับอย่างสุขุม ก่อนจะลุกขึ้นผลัดเปลี่ยนอาภรณ์แล้วก้าวเท้าออกจากห้องพัก มุ่งหน้าไปยังเรือนหลักเพื่อพบบิดาตามคำเชิญในทันที
ภายในเรือนหลักอันเงียบสงบ บนโต๊ะอาหารเต็มไปด้วยกับข้าวเลิศรส ทว่ามู่ชิงเหยาผู้ซึ่งนั่งเคียงข้างบิดากลับทำได้เพียงเขี่ยข้าวในชามไปมาอย่างเหม่อลอย แววตาคู่งามฉายประกายครุ่นคิดไม่ตกตลอดเวลา จิตใจล่องลอยไปไกลจนกระทั่ง แม่ทัพมู่หรือมู่เฟิงจือ ผู้เป็นบิดาสังเกตเห็นความผิดปกตินี้ได้ในที่สุด
“เหยาเออร์ เจ้ากำลังเป็นกังวลเรื่องของคุณชายกู้อยู่ใช่หรือไม่?”
แม่ทัพมู่เอ่ยถามทำลายความเงียบด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและเปี่ยมด้วยความอาทร
มู่ชิงเหยาชะงักมือลง นางค่อย ๆ วางตะเกียบในมือลงบนที่พัก ก่อนจะเงยหน้าสบตากับบิดาพร้อมกับพยักหน้ารับอย่างตรงไปตรงมา
“ท่านพี่จิ่นหยางได้รับบาดเจ็บสาหัสเจียนตาย ลูกเป็นห่วงเขามากเหลือเกินเจ้าค่ะท่านพ่อ”
แม่ทัพมู่พยักหน้ารับรู้ด้วยแววตาเข้าใจยิ่ง เขาย่อมรู้ดีว่าบุตรสาวคนเดียวผู้นี้เติบโตและผูกพันกับคุณชายสายบุ๋นแห่งสกุลกู้มาตั้งแต่วัยเยาว์ ยามที่อีกฝ่ายต้องเผชิญเคราะห์กรรมปางตายเช่นนี้ จะไม่ให้นางร้อนรนใจได้อย่างไร
“นอกจากความเป็นห่วงแล้ว เจ้ายังกำลังสงสัยในเบื้องหลังของเรื่องนี้อยู่ด้วยใช่หรือไม่?”
คำถามอันตรงจุดของบิดา ทำให้ประกายตาของมู่ชิงเหยาแปรเปลี่ยนเป็นคมกริบและจริงจังขึ้นมาทันควัน
“เจ้าค่ะท่านพ่อ ลูกมั่นใจว่าเหตุการณ์ในวันนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญอย่างแน่นอน หากเป็นเพียงหมีป่าที่ลูกเผชิญหน้าเพียงตัวเดียว ก็อาจจะพอคิดได้ว่าเป็นความสะเพร่าของกองลาดตระเวนที่ตรวจตราไม่รอบคอบ ทว่านี่กลับมีพยัคฆ์ร้ายตัวมหึมาโผล่มาดักทำร้ายท่านพี่จิ่นหยางในเวลาไล่เลี่ยกันอีกตัวหนึ่ง ท่านพ่อไม่คิดหรือเจ้าคะว่าเรื่องนี้มันประจวบเหมาะและผิดแผกไปจากธรรมชาติจนเกินไป?”
นางถ่ายทอดข้อสันนิษฐานและสิ่งที่ฉุกคิดได้ให้บิดาฟังอย่างไม่ปิดบัง
แม่ทัพมู่ได้ฟังคำวิเคราะห์ของบุตรสาวอย่างสุขุม เขานิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ แววตาคมกล้าของแม่ทัพผู้ผ่านสมรภูมิและวังวนอำนาจราชสำนักฉายประกายลึกล้ำ
เขาย่อมรู้ดีว่าลานล่าสัตว์หลวงได้กลายเป็นกระดานหมากของใครบางคนไปแล้ว ทว่าในฐานะผู้นำทัพ เขาจำต้องรอบคอบและไม่อาจปล่อยให้บุตรสาวก้าวเท้าเข้าไปพัวพันกับความขัดแย้งของขั้วอำนาจโดยพลการ
“แม้เรื่องนี้จะมีพิรุธมากมายดั่งที่เจ้าว่า ทว่าในยามนี้พวกเราก็ยังไม่อาจด่วนสรุปสิ่งใดได้” แม่ทัพมู่เอ่ยปรามบุตรสาวด้วยน้ำเสียงสุขุมและหนักแน่น
“ในเมื่อองค์รัชทายาททรงมีรับสั่งให้ตั้งคณะสืบสวนและกำหนดเส้นตายไว้แล้ว ทางการย่อมต้องมีคำตอบและข้อเท็จจริงออกมาชี้แจงในไม่ช้า เหยาเออร์ เจ้าอย่าเพิ่งตีโพยตีพายหรือผลีผลามทำสิ่งใดให้เป็นเป้าสายตาเลย”
ความเงียบเข้าปกคลุมโต๊ะอาหารอีกครา มีเพียงเสียงลมหวีดหวิวจากสวนด้านนอกที่สะท้อนถึงความไม่สงบในใจของสองพ่อลูก
มู่ชิงเหยารู้ดีว่าบิดาพยายามปกป้องนางจากวังวนเล่ห์เหลี่ยม ทว่าภาพบาดแผลฉกรรจ์ของกู้จิ่นหยางกลับคอยตอกย้ำให้นางไม่อาจทนอยู่นิ่งเฉยและปล่อยให้ความยุติธรรมถูกบิดเบือนไปตามเกมอำนาจของราชสำนักได้
หญิงสาวลอบถอนลมหายใจยาวออกมาแผ่วเบา นางเข้าใจดีในความหวังดีและความรอบคอบของบิดา ทว่าเปลวเพลิงแห่งความคับแค้นและความต้องการทวงคืนความเป็นธรรมในอกกลับไม่อาจมอดดับลงได้ง่าย ๆ ถึงกระนั้น นางก็ไม่อยากทำให้บิดาต้องเป็นกังวล จึงจำต้องก้มหน้ารับคำไปก่อน
“ลูกทราบแล้วเจ้าค่ะ ลูกอิ่มแล้ว เช่นนั้นลูกขอตัวกลับเรือนไปพักผ่อนก่อนนะเจ้าค่ะท่านพ่อ”
แม่ทัพมู่พยักหน้ารับ สายตาทอดมองตามแผ่นหลังอันเหยียดตรงทว่าแฝงความดื้อรั้นของบุตรสาวที่ค่อย ๆ ก้าวเดินห่างออกไป ในใจของคนเป็นพ่อบังเกิดความห่วงใยและกังวลใจยิ่งนัก ด้วยรู้ดีว่านิสัยรักความยุติธรรมและเด็ดเดี่ยวของมู่ชิงเหยา ย่อมไม่มีทางปล่อยให้เรื่องนี้ผ่านพ้นไปโดยไร้การสะสางอย่างแน่นอน
ครั้นเมื่อมู่ชิงเหยาก้าวเท้ากลับเข้ามาภายในห้องนอนของตน ทว่ายังไม่ทันที่นางจะได้นั่งพักผ่อนหรือปลดเปลื้องความคิดอันหนักอึ้ง สาวใช้คนสนิทก็ก้าวพรวดพราดเข้ามาในห้อง พร้อมกับประคองซองจดหมายฉบับหนึ่งส่งมอบให้อย่างเร่งร้อน
“เรียนคุณหนูเจ้าค่ะ มีคนจากสกุลหลานลอบนำจดหมายลับฉบับนี้มาส่ง แจ้งว่าเป็นความประสงค์เร่งด่วนของคุณหนูหลานหลิน ที่กำชับให้บ่าวรีบนำมามอบให้ถึงมือคุณหนูโดยเร็วที่สุดเจ้าค่ะ”
มู่ชิงเหยาเลิกคิ้วเรียวงามขึ้น ทอดสายตามองดูซองจดหมายในมือสาวใช้ด้วยความฉงน นางเอื้อมมือไปรับจดหมายมาถือไว้ ก่อนจะสาวเท้าไปทรุดกายนั่งลงบนเก้าอี้ไม้ริมหน้าต่าง ท่ามกลางแสงจันทร์สลัวที่สาดส่องเข้ามา
ในอกของนางพลันบังเกิดลางสังหรณ์ประหลาดขึ้นมาทันควัน ด้วยเป็นที่รู้แจ้งแก่ใจกันดีว่า นางและหลานหลินต่างตั้งแง่ชิงชังขี้หน้าและไม่ถูกชะตากันมาแต่ไหนแต่ไร อีกทั้งหญิงสาวแซ่หลานยังคอยหาโอกาสกลั่นแกล้งและชิงดีชิงเด่นกับนางอยู่เนือง ๆ
ดังนั้นการที่จู่ ๆ อีกฝ่ายร่อนจดหมายลับมาถึงเรือนนอนในยามวิกาลเช่นนี้ ย่อมต้องไม่ใช่เรื่องน่าอภิรมย์ และส่อแววเจตนาชั่วร้ายแอบแฝงอย่างไม่ต้องสงสัย
ทว่าด้วยความใคร่รู้ว่าหลานหลินจะงัดลูกไม้มารยาใดมาเล่นงานตนอีก มู่ชิงเหยาจึงคลี่เปิดจดหมายออกอ่านอย่างไม่สะทกสะท้าน
เนื้อความบนแผ่นกระดาษไม่ได้เยิ่นเย้อ หากแต่ระบุข้อความสั้น ๆ ไว้อย่างชัดเจนว่า หลานหลินต้องการนัดพบนางเป็นการส่วนตัวที่อารามซิงฝูนอกเมืองหลวง โดยอ้างว่ามีเรื่องสำคัญคอขาดบาดตายที่จำเป็นต้องแจ้งแก่นางด้วยตนเอง และหวังเป็นอย่างยิ่งว่านางจะยอมเดินทางไปตามนัดหมาย
เมื่อกวาดสายตาอ่านจนจบประโยคสุดท้าย ความสงสัยในใจของมู่ชิงเหยาก็ยิ่งทวีความสับสนและระแวงหนักขึ้นกว่าเดิม
สตรีร้อยเล่ห์อย่างหลานหลิน จะมีเรื่องสำคัญอันใดที่ต้องนัดพบนางตามลำพังในอารามอันเงียบสงัดเช่นนั้นกันแน่?
หรือว่าแท้จริงแล้ว อารามซิงฝูแห่งนี้จะเป็นกับดักที่สองพี่น้องสกุลหลานตระเตรียมไว้เพื่อลอบทำร้ายนางอีกครั้ง?
สายลมราตรีพัดผ่านบานหน้าต่างนำพาไอเย็นเยียบเข้ามากระทบผิวกาย มู่ชิงเหยาหลุบตามองลวดลายตราประทับบนซองจดหมายอย่างพินิจพิเคราะห์ ความผิดปกติในงานล่าสัตว์ยังไม่ทันคลี่คลาย จดหมายลึกลับฉบับนี้กลับถูกส่งมาประจวบเหมาะจนเกินไป หากมีแผนลอบกัดซ่อนอยู่เบื้องหลังจริง การนัดหมายนอกกำแพงเมืองย่อมเป็นจุดที่ลงมือได้ง่ายดายที่สุด
ทว่าแววตาของมู่ชิงเหยาหาได้มีความหวาดหวั่นพรั่นพรึงแม้แต่เศษเสี้ยวไม่ ริมฝีปากบางกระตุกรอยยิ้มเย็นเยียบดุจคมดาบขึ้นมาที่มุมปาก
นางเติบโตมากลางสมรภูมิรบ ผ่านคมดาบและคาวเลือดมานับครั้งไม่ถ้วน มีหรือที่จะต้องมาหวาดกลัวกลลวงตื้นเขินของกุลสตรีในห้องหอเช่นนั้น
อีกทั้งหากการไปพบหน้าในครั้งนี้ สามารถบีบเค้นให้หลานหลินคายความลับหรือเบาะแสเกี่ยวกับเรื่องที่กู้จิ่นหยางถูกลอบทำร้ายออกมาได้ มันก็ย่อมคุ้มค่าที่จะก้าวเท้าเข้าไปดูด้วยตาตนเอง
ด้วยความเชื่อมั่นในวรยุทธ์และเพลงกระบี่ของตนเอง มู่ชิงเหยาจึงพับจดหมายเก็บลงในอกเสื้ออย่างเยือกเย็น นางตัดสินใจแล้วว่าจะไปตามนัดหมายที่อารามซิงฝูในวันพรุ่งนี้ เพื่อรอดูว่างิ้วฉากต่อไปจะถูกขับขานเช่นไร
และหากพบเงื่อนงำของผู้บงการ นางจะไม่ลังเลที่จะชักกระบี่ออกมาชำระหนี้เลือดในทันที