บทที่ 36 กวนน้ำให้ขุ่น (2)
บทที่ 36 กวนน้ำให้ขุ่น (2)
บทที่ 36 กวนน้ำให้ขุ่น (2)
ในช่วงสายของวันใหม่ รถม้าของจวนแม่ทัพมู่เคลื่อนตัวมาถึงหน้าซุ้มประตูอารามซิงฝู อารามโบราณนอกเมืองหลวงแห่งนี้คลาคล่ำไปด้วยบรรดาสตรีชั้นสูงและฮูหยินตระกูลขุนนางที่แวะเวียนมาจุดธูปไหว้พระขอพรตามปกติ
มู่ชิงเหยาก้าวลงจากรถม้าอย่างสงบนิ่ง นางแวะเข้าไปกราบไหว้พระประธานในวิหารใหญ่เพื่อไม่ให้เป็นที่ผิดสังเกต ก่อนจะค่อย ๆ ปลีกตัวเดินเลี่ยงลัดเลาะผ่านแนวป่าไผ่ มุ่งหน้าไปยังศาลาริมน้ำด้านหลังอาราม ซึ่งตั้งอยู่อย่างเงียบสงบและไร้ผู้คนพลุกพล่าน
เมื่อย่างเท้าเข้าสู่ศาลา นางก็พบว่าหลานหลินนั่งรอคอยอยู่ก่อนแล้ว ทันทีที่เห็นร่างของมู่ชิงเหยา หญิงสาวแซ่หลานก็รีบลุกขึ้นค้อมกายเอ่ยทักทายตามธรรมเนียมมารยาทอย่างรวดเร็ว
มู่ชิงเหยาทรุดกายนั่งลงบนม้านั่งหินอ่อนอย่างไม่รีบร้อน นางเพียงยกยิ้มบางเบาตามมารยาทตอบกลับไป แววตาคมกริบเยือกเย็น ก่อนจะเอ่ยปากถามเข้าประเด็นโดยไม่คิดอ้อมค้อม
“คุณหนูหลาน เจ้าส่งจดหมายนัดข้ามาถึงที่นี่ คงมีเรื่องสำคัญที่ต้องการจะพูดคุยกับข้า เช่นนั้นก็จงรีบพูดมาเถิด อย่าได้เสียเวลาอ้อมค้อมอันใดอีกเลย”
เมื่อได้ยินน้ำเสียงราบเรียบไร้ระลอกคลื่น ทว่าแฝงรังสีคุกคามของมู่ชิงเหยา หลานหลินก็ชะงักงันไปชั่วครู่ ท่าทีที่มิไว้หน้านางเช่นนี้ ยิ่งตอกย้ำความปักใจเชื่อของหลานหลินว่า มู่ชิงเหยาต้องเป็นผู้เขียนจดหมายข่มขู่ฉบับนั้น และล่วงรู้เรื่องราวทั้งหมดแล้วเป็นแน่
ทว่าหลานหลินได้ตระเตรียมแผนการเอาตัวรอดมาเป็นอย่างดีแล้ว นางจึงแสร้งตีหน้าเศร้าสลด ขอบตารื้นไปด้วยหยาดน้ำตา ก่อนจะทิ้งตัวทรุดเข่าลงคุกเข่าเบื้องหน้ามู่ชิงเหยาอย่างกะทันหัน
“คุณหนูมู่ เรื่องเลวร้ายทั้งหมดที่เกิดขึ้นในลานล่าสัตว์หลวง มันไม่ได้เกี่ยวข้องอันใดกับข้าเลยนะเจ้าคะ!”
หลานหลินละล่ำละลักร่ำไห้ออกมาอย่างน่าเวทนา น้ำเสียงสั่นเครือปนสะอื้นไห้ตัวโยน
“ทุกสิ่งทุกอย่าง ล้วนเป็นแผนการชั่วช้าของหลานเฉิน พี่ชายของข้าแต่เพียงผู้เดียวทั้งสิ้น ตัวข้าเองเพิ่งจะได้ล่วงรู้ความจริงอันน่ารังเกียจนี้เมื่อคืนก่อน จึงรู้สึกตกใจและละอายใจต่อเจ้าจนแทบไม่กล้าสู้หน้า”
นางยกมือขึ้นซับหยาดน้ำตา แสร้งแสดงท่าทีของสตรีผู้ตกเป็นเหยื่ออย่างแนบเนียน
“ก่อนหน้านี้ ท่านพี่มาขอร้องวิงวอนให้ข้าช่วยล่อเจ้าแยกตัวออกจากกลุ่ม โดยบอกเพียงว่าจะสร้างสถานการณ์วีรบุรุษช่วยสาวงาม เพื่อหวังจะผูกสัมพันธ์และสร้างความประทับใจให้เจ้าได้เปิดใจให้เขาบ้าง ข้าไม่ได้อยากร่วมมือด้วยเลยแม้แต่น้อย ทว่าท่านพี่กลับใช้ชีวิตของสาวใช้ผู้บริสุทธิ์มาข่มขู่บีบคั้นข้า แม้นางจะเป็นเพียงบ่าว แต่ก็มีเลือดเนื้อมีชีวิตจิตใจ ข้าจึงจำใจต้องยอมเออออตามน้ำไป เรื่องนี้ข้าผิดไปแล้ว และต้องขอโทษเจ้าจากใจจริง”
สายลมเย็นพัดผ่านศาลาริมน้ำจนผิวน้ำเกิดระลอกคลื่น มู่ชิงเหยานั่งนิ่งไม่ไหวติง สายตาคมกริบทอดมองท่าทีคร่ำครวญของสตรีเบื้องล่างอย่างสุขุมลึกล้ำ นางไม่แม้แต่จะยื่นมือเข้าไปประคองอีกฝ่ายขึ้นมาแม้แต่น้อย ทว่ากลับปล่อยให้หลานหลินคุกเข่าสารภาพท่ามกลางความเงียบงันที่กดดันจนแทบหายใจไม่ออก
หลานหลินเงยหน้าขึ้นสบตามู่ชิงเหยาด้วยแววตาที่ฉายประกายความซื่อสัตย์อันจอมปลอม
“ทว่าเรื่องพยัคฆ์ร้ายที่โผล่มาทำร้ายคุณชายกู้จนปางตายนั้น ข้าสาบานได้ว่าข้าไม่เคยล่วงรู้มาก่อนเลยแม้แต่น้อย ข้ามิคาดคิดเลยจริง ๆ ว่าพี่ชายของข้าจะจิตใจอำมหิต เลือดเย็น และแอบวางแผนการอันตรายเช่นนั้นซ้อนไว้อีกชั้นหนึ่ง”
คำสารภาพอันหมดเปลือกที่ยอมรับความผิดเพียงเสี้ยวหนึ่ง เพื่อแลกกับการโยนชนักบาปมหันต์ทั้งหมดไปให้หลานเฉิน เป็นกลลวงที่หลานหลินคิดคำนวณมาอย่างแยบคาย
ในเมื่อมู่ชิงเหยารู้ทันแผนการอยู่แล้ว การชิงสารภาพและแสดงความสำนึกผิด ย่อมทำให้นางพลิกกลับมากลายเป็นเหยื่อผู้ถูกบีบบังคับ และเป็นสตรีผู้รักความถูกต้องยอมตัดสายเลือด สมกับตำแหน่งสตรีอันดับหนึ่งแห่งเมืองหลวง
อีกทั้งในเมื่อหลานเฉินกล้าหักหลังและหลอกใช้นางก่อน เช่นนั้นจะมากล่าวหาว่านางโหดเหี้ยมไร้น้ำใจไม่ได้
ขอเพียงรักษาตนเองให้รอดพ้นจากข้อหา และคงไว้ซึ่งเกียรติยศชื่อเสียงอันขาวสะอาด การจะเหยียบย่ำและสลัดพี่ชายทิ้งลงสู่ขุมนรกไปสักคนหนึ่ง สำหรับหลานหลินแล้ว มันก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอันใดเลยแม้แต่น้อย
แววตาของนางที่ซ่อนอยู่ใต้คราบน้ำตายังคงซ่อนประกายความทะเยอทะยานและเอาตัวรอดไว้อย่างเหนียวแน่น รอคอยเพียงปฏิกิริยาตอบรับจากทายาทแม่ทัพผู้กุมชะตากรรมของนางในยามนี้
มู่ชิงเหยาทอดสายตามองดูภาพของหลานหลินที่ทรุดตัวคุกเข่าร่ำไห้สารภาพความผิดเบื้องหน้าด้วยความรู้สึกหลากหลาย
แม้ในแวบแรกนางจะประหลาดใจที่อีกฝ่ายยอมจำนนและคายความลับออกมาอย่างง่ายดายถึงเพียงนี้ ทว่าถ้อยคำสารภาพเหล่านั้น กลับช่วยคลายปมปริศนาและข้อข้องใจทั้งหมดที่คั่งค้างอยู่ในใจของนางจนกระจ่างแจ้ง
ทว่ายามเมื่อล่วงรู้ว่าเบื้องหลังเหตุการณ์สะเทือนขวัญทั้งหมด เป็นฝีมือการจัดฉากอันต่ำทรามของหลานเฉิน
ความรู้สึกชื่นชมและคำขอบคุณที่เคยมีให้แก่คุณชายใหญ่สกุลหลานในฐานะผู้ยื่นมือเข้ามาช่วยชีวิต ก็พลันมลายหายไปจนสิ้น เหลือทิ้งไว้เพียงเพลิงโทสะอันร้อนรุ่มที่ลุกโชนขึ้นมาแทนที่ มู่ชิงเหยาลอบกำหมัดแน่นใต้แขนเสื้อ นัยน์ตาคู่งามวาวโรจน์ด้วยความแค้นเคือง
คิดไม่ถึงเลยว่าเพียงเพื่อหวังจะเอาชนะใจนางและสร้างสถานการณ์วีรบุรุษช่วยสาวงาม บุรุษสารเลวผู้นั้นถึงกับกล้าปล่อยสัตว์ร้ายเข้ามา จนทำให้กู้จิ่นหยาง ชายหนุ่มผู้แสนดีและบริสุทธิ์ ต้องมารับเคราะห์แทนจนเจียนตายเช่นนี้
ทว่าด้วยวิสัยของแม่ทัพผู้เจนศึก มู่ชิงเหยายังคงสะกดกลั้นอารมณ์เดือดดาลเอาไว้ใต้สีหน้าอันสงบนิ่ง
แม้นางจะยังคงขุ่นเคืองที่หลานหลินมีส่วนร่วมในแผนการล่อลวง ทว่าเมื่อได้ฟังคำอธิบายและเห็นท่าทีสำนึกผิดปนหวาดผวา ประกอบกับสายตาตื่นตระหนกที่หลานหลินเคยแสดงออกยามเห็นสภาพร่างอันชุ่มเลือดของกู้จิ่นหยางในลานล่าสัตว์ มู่ชิงเหยาก็พอจะเชื่อได้ว่า สตรีตรงหน้านี้คงหลงรักกู้จิ่นหยางจริง และไม่มีทางจงใจปล่อยเสือร้ายไปทำร้ายบุรุษในดวงใจเป็นแน่ นางจึงปักใจเชื่อว่าหลานหลินเป็นเพียงเบี้ยที่ถูกพี่ชายบีบบังคับและไม่รู้เห็นเรื่องพยัคฆ์ร้ายจริง ๆ
กระแสลมในป่าไผ่พัดกรรโชกจนใบไผ่เสียดสีกันดังซ่า มู่ชิงเหยายืนตระหง่านเงียบงัน ไอสังหารที่แผ่ออกจากร่างทำเอาบรรยากาศในศาลาเย็นเยียบจนหลานหลินแทบกลั้นหายใจ
ในโลกของทหารหาญ ความหลอกลวงในสนามรบคือสิ่งที่น่ารังเกียจที่สุด และการเอาชีวิตของผู้อื่นมาล้อเล่นเพื่อสนองตัณหาส่วนตน ยิ่งเป็นความผิดบาปที่ไม่อาจให้อภัย
ทว่าในเมื่อก่อกรรมทำเข็ญเอาไว้ ย่อมต้องมีผู้รับผิดชอบต่อความผิดครั้งนี้!
“คุณหนูหลาน เจ้าลุกขึ้นมาเถิด ในเมื่อเจ้ารู้แจ้งแก่ใจดีแล้วว่าเรื่องราวทั้งหมดเกิดขึ้นเพราะสิ่งใด เช่นนั้นเจ้าก็จงกลับไปสะสางเรื่องนี้ด้วยตัวของเจ้าเองเสีย จงไปเกลี้ยกล่อมให้พี่ชายของเจ้าออกมายอมรับความผิดต่อหน้าพระพักตร์องค์รัชทายาทและจวนราชครูกู้แต่โดยดี”
“ในเมื่อพวกเจ้าเป็นผู้ก่อหายนะขึ้นมา ก็ต้องกล้าที่จะน้อมรับผลกรรมที่ตามมาเอง ข้าจะให้เวลาเจ้าสามวัน หากพ้นกำหนดนี้แล้วยังไร้ซึ่งการรับผิดชอบ ข้าจะเป็นผู้ลากคอพี่ชายของเจ้าออกมารับโทษทัณฑ์ด้วยคมดาบของข้าเอง”
เมื่อได้ยินเส้นตายอันเฉียบขาด หลานหลินก็ยิ่งมั่นใจเกินสิบส่วนว่ามู่ชิงเหยาต้องถือหลักฐานแน่นหนาอยู่ในมือเป็นแน่ นางแสร้งยังคงคุกเข่าก้มหน้าร่ำไห้ ละล่ำละลักรับคำด้วยน้ำเสียงสั่นเครืออันน่าเวทนา
“คุณหนูมู่ ข้าจะปฏิบัติตามที่เจ้าบอกทุกประการเจ้าค่ะ ข้าจะกลับไปบีบให้ท่านพี่ยอมสารภาพและรับโทษทัณฑ์แต่โดยดี ต่อให้เขาจะเป็นพี่ชายร่วมสายเลือด ทว่าข้าก็ไม่มีวันเข้าข้างคนผิดเป็นอันขาด ข้าจะไม่ยอมให้ท่านพี่ทำลายความถูกต้องไปมากกว่านี้อีกแล้วเจ้าค่ะ”
“ข้าจะรอดู” มู่ชิงเหยาปรายตามองอีกฝ่ายเป็นครั้งสุดท้าย
“หวังว่าคุณหนูหลานจะไม่กลับคำ หรือคิดช่วยปกป้องคนชั่ว เช่นนั้นข้าขอตัว”
สิ้นคำ มู่ชิงเหยาก็สะบัดชายเสื้อ หมุนกายก้าวเท้าออกจากศาลาริมน้ำ มุ่งหน้ากลับสู่จวนแม่ทัพมู่ในทันที
ครั้นเมื่อแผ่นหลังของมู่ชิงเหยาลับพ้นแนวป่าไผ่ไปจนหมดสิ้น หลานหลินที่คุกเข่าอยู่บนพื้นหิน ค่อย ๆ ยันกายลุกขึ้นยืนอย่างช้า ๆ หยาดน้ำตาที่เคยไหลอาบแก้มเหือดแห้งไปในพริบตา
นางหยิบผ้าเช็ดหน้าผ้าไหมชั้นดีขึ้นมาซับรอยคราบน้ำตาบนใบหน้าอย่างประณีตและไม่รีบร้อน ริมฝีปากบางที่เคยสั่นระริก ค่อย ๆ แย้มรอยยิ้มกระหยิ่มใจและเย็นเยียบออกมา