LNCrawler

บทที่ 37 แพะรับบาป (1)

มารร้าย (魔女) — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 37 แพะรับบาป (1)

บทที่ 37 แพะรับบาป (1)

หลานเฉินยกยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย ทุกสิ่งทุกอย่างกำลังดำเนินไปตามที่นางคาดการณ์ไว้ไม่มีผิดเพี้ยน...

ยามนี้มู่ชิงเหยาปักใจเชื่ออย่างสนิทใจแล้วว่า ความชั่วช้าทั้งหมดเป็นฝีมือของหลานเฉินแต่เพียงผู้เดียว ส่วนตัวนางก็สามารถหลุดพ้นจากข้อหาและกลลวงได้อย่างขาวสะอาด คงไว้ซึ่งภาพลักษณ์คุณหนูอันดับหนึ่งผู้บริสุทธิ์ได้อย่างงดงาม

สายตาของหลานหลินทอดมองไปยังผิวน้ำที่นิ่งสงบ แผนการตลบหลังครั้งนี้ไม่เพียงช่วยตัดตอนภัยคุกคาม แต่ยังเปิดทางให้นางได้เดินหมากตัวต่อไปได้อย่างไร้รอยมลทิน

ส่วนหลานเฉิน...ก็จงเตรียมตัวรับผลกรรมที่เขากล้าหักหลังและใช้นางเป็นหมากเสียเถิด

หากในภายภาคหน้า เรื่องราวความผิดของพี่ชายถูกเปิดโปงออกสู่สายตาราษฎร นอกจากผู้คนจะเวทนาสงสารในชะตากรรมของนางแล้ว การที่นางยอมตัดขาดสายเลือดเพื่อผดุงความถูกต้อง ย่อมจะยิ่งขับเน้นให้นางกลายเป็นสตรีผู้ทรงคุณธรรมและสูงส่งขึ้นไปอีกขั้น

แม้ในคราแรกนางจะต้องสูญเสียประโยชน์และเจ็บใจไปบ้าง ทว่าในท้ายที่สุด ผู้ที่สามารถพลิกสถานการณ์ กอบโกยผลประโยชน์ และยืนหยัดอยู่บนจุดสูงสุดเหนือซากศพของผู้อื่น ก็มีเพียงตัวนางแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น

 

ด้านรองแม่ทัพหลานชางไห่ นับตั้งแต่องค์รัชทายาททรงมีรับสั่งขีดเส้นตายสามวันให้ลากคอผู้บงการมารับโทษทัณฑ์ เขาก็ไม่ได้นิ่งนอนใจแต่อย่างใด รีบสั่งการให้กองกำลังองครักษ์และองครักษ์คนสนิทระดมกำลังออกไปขุดคุ้ยหาต้นตอความผิดพลาดในลานล่าสัตว์หลวงอย่างต่อเนื่อง

จนกระทั่งในที่สุด นายทหารคนสนิทก็เร่งรุดเข้ามารายงานความคืบหน้าด้วยความตื่นเต้น

“เรียนท่านรองแม่ทัพ พบตัวการผู้อยู่เบื้องหลังความหละหลวมแล้วขอรับ คนผู้นั้นคือฉินฝู นายกองในสังกัดของรองแม่ทัพสวีขอรับ!”

องครักษ์หนุ่มค้อมกายรายงาน พลางยื่นม้วนบันทึกหลักฐานและคำให้การพยานส่งมอบให้ถึงมือ

“พวกเราตรวจพบบันทึกการลักลอบสับเปลี่ยนเวรยามในช่วงเวลาที่มีการล่าสัตว์อย่างมีเงื่อนงำขอรับ ฉินฝูได้สั่งถอนทหารชั้นยอดที่มีความชำนาญเส้นทางกลับเข้าค่าย แล้วส่งทหารฝึกหัดไร้ประสบการณ์เข้ามาทำหน้าที่คุ้มกันลาดตระเวนแทนจนระบบรักษาความปลอดภัยหย่อนยาน”

“นอกจากนี้ยังมีพยานบุคคลซึ่งเป็นทหารยามยืนยันว่า ก่อนวันงานล่าสัตว์เคยมีทหารลาดตระเวนพบเห็นรอยเท้าพยัคฆ์ร้ายและรายงานขึ้นไปแล้ว ทว่าฉินฝูกลับเพิกเฉยและสั่งปิดปากปกปิดเรื่องไว้ จนเป็นเหตุให้เกิดโศกนาฏกรรมขึ้นขอรับ”

เมื่อได้ยินชื่อของนายกองฉินฝู หัวคิ้วหนาของหลานชางไห่ก็พลันขมวดมุ่นเข้าหากันแน่นทันที

เขาย่อมรู้จักคนผู้นี้เป็นอย่างดี ด้วยฉินฝูคือมือขวาคนสนิทที่จงรักภักดีต่อสวีเฟิงชนิดยอมถวายหัว แม้หลักฐานและคำสารภาพของพยานบุคคลที่กองอยู่เบื้องหน้าจะชี้ชัดไปยังนายกองผู้นี้ ทว่าในใจของหลานชางไห่กลับไม่ได้มองเพียงแค่ผิวเผิน

เนื่องจากลำพังนายกองตัวเล็ก ๆ ไร้ชาติกำเนิด จะมีแรงจูงใจและอำนาจล้นฟ้ามาจากที่ใดถึงกล้าก่อเรื่องรนหาที่ตายระดับคอขาดบาดตายเช่นนี้ได้

หากไม่ใช่เพราะได้รับคำสั่งลับจากผู้เป็นนายเหนือหัวอย่างสวีเฟิง!

เพลิงแค้นในอกของหลานชางไห่พลันลุกโชนขึ้นมาทันควัน เป็นที่รู้แจ้งกันในกองทัพหลวงว่า เขากับรองแม่ทัพสวีต่างเป็นคู่แข่งชิงดีชิงเด่นในตำแหน่งแม่ทัพใหญ่มาโดยตลอด แม้ภายนอกจะปั้นหน้ายิ้มแย้มทักทาย ทว่าในเงามืดกลับฟาดฟันและหักเหลี่ยมโหดกันมานับครั้งไม่ถ้วน

ครานี้สวีเฟิงคงคิดจะใช้แผนการชั่วช้า ปล่อยให้เกิดเหตุร้ายในลานล่าสัตว์ เพื่อโยนความผิดและลากตระกูลหลานลงสู่ขุมนรก หวังเขี่ยเขาให้พ้นทางอำนาจเป็นแน่

มือหนาของหลานชางไห่กำม้วนบันทึกหลักฐานแน่นจนกระดาษยับย่น ความตึงเครียดที่เคยกดทับศีรษะมาตลอดสองวันเริ่มคลายออก แปรเปลี่ยนเป็นความกระหายชัยชนะในสงครามชิงอำนาจที่ตนกำลังเป็นฝ่ายคุมกระดาน

หากสามารถดึงสวีเฟิงลงมาจากตำแหน่งได้ เก้าอี้รองแม่ทัพใหญ่แห่งกองทัพหลวงฝ่ายรัชทายาทย่อมตกเป็นของเขาอย่างสมบูรณ์

ใบหน้าของหลานชางไห่มืดครึ้มและเหี้ยมเกรียมลงทันใด ทว่าริมฝีปากกลับแสยะยิ้มเย็นเยียบ

สวีเฟิงเอ๋ยสวีเฟิง...เจ้าคิดจะใช้เล่ห์เหลี่ยมชั้นต่ำมาเล่นงานข้าอย่างนั้นหรือ?

ช่างฝันหวานเกินไปเสียแล้ว!

นับว่าสวรรค์ยังมีตาที่คนของเขาสามารถสาวเบาะแสชิงลากหลักฐานทั้งหมดมาไว้ในมือได้ก่อน ไม่อย่างนั้นศีรษะของเขาคงต้องหลุดจากบ่าเพื่อรับทัณฑ์แทนความผิดพลาดนี้เป็นแน่

ในเมื่อหลักฐานมัดตัวแน่นหนาเช่นนี้ เขาย่อมไม่มีวันปล่อยให้โอกาสทองในการบดขยี้ศัตรูทางการเมืองหลุดลอยไปอย่างแน่นอน

“องครักษ์! ไปเตรียมม้า ข้าจะนำหลักฐานชิ้นนี้ เข้าเฝ้าองค์รัชทายาทในวังหลวงเดี๋ยวนี้!”

หลานชางไห่ตวาดสั่งการเสียงกึกก้อง ทรงพลังและเปี่ยมด้วยไอสังหาร

“ขอรับ!”

สิ้นคำสั่ง องครักษ์ก็รีบรุดออกไปจัดแจงอย่างรวดเร็ว

เพียงชั่วครู่ เสียงฝีเท้าม้าศึกของหลานชางไห่ก็ควบตะบึงฝ่าสายลม มุ่งหน้าตรงเข้าสู่วังหลวงเพื่อเปิดฉากหักโค่นรองแม่ทัพสวีในทันที ทิ้งไว้เพียงฝุ่นควันที่ลอยตลบหลังการเคลื่อนพลอันดุดัน

 

ในวันต่อมา รองแม่ทัพสวีเฟิงเพิ่งจะก้าวเท้ากลับมาถึงจวนพักหลังจากเหน็ดเหนื่อยกับการตรวจตราค่ายทหารตลอดทั้งคืน ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะได้ปลดชุดเกราะหรือผลัดเปลี่ยนอาภรณ์ ขันทีประจำตำหนักบูรพาก็นำราชโองการด่วนมาแจ้งว่า องค์รัชทายาททรงมีรับสั่งให้เขาเข้าเฝ้าเป็นการด่วนที่สุด

แม้ในใจจะบังเกิดความสับสนไม่น้อยต่อการเรียกพบอันกะทันหันนี้ ทว่าด้วยหน้าที่ สวีเฟิงจึงไม่กล้ารอช้า เขารีบจัดแจงเครื่องแต่งกายแล้วควบม้ามุ่งตรงเข้าสู่วังหลวงทันที

เมื่อย่างเท้าเข้าสู่โถงตำหนักบูรพา บรรยากาศภายในห้องกลับเย็นยะเยือกและอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก องค์รัชทายาทประทับตระหง่านอยู่บนตั่งทอง พระพักตร์ดำมืดและทอดสายพระเนตรมองตรงมายังเขาด้วยประกายตาเคียดแค้นและไม่สบอารมณ์อย่างถึงที่สุด

สวีเฟิงสัมผัสได้ถึงลางร้าย เขาจึงรีบคุกเข่าลงทำความเคารพตามธรรมเนียมปฏิบัติ

ตุบ!

ทว่าแทนที่จะเอ่ยปากตรัสถาม องค์รัชทายาทกลับทรงคว้าม้วนบันทึกรายงานหนาเตอะบนโต๊ะ แล้วเขวี้ยงเข้าใส่ร่างของสวีเฟิงอย่างเกรี้ยวกราด ม้วนกระดาษกระแทกเข้าที่แผงอกก่อนจะร่วงหล่นกระจายอยู่บนพื้นเบื้องหน้าเขา

“ดีเหลือเกินนะแม่ทัพสวี! เจ้าปกครองและควบคุมคนใต้บังคับบัญชาของเจ้าประสาอันใด ถึงได้ปล่อยให้มันก่อเรื่องบัดซบสะเทือนขวัญเช่นนี้ขึ้นมาได้!”

สุรเสียงตวาดลั่นดังก้องไปทั่วทั้งตำหนัก สวีเฟิงตื่นตระหนกเป็นอย่างยิ่ง เขารีบก้มลงหยิบม้วนรายงานขึ้นมาคลี่อ่านอย่างรวดเร็ว

ทว่ายามเมื่อกวาดสายตามองดูข้อความด้านใน ดวงตาของขุนศึกผู้เจนสมรภูมิก็พลันเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงสุดขีด

เนื้อความในบันทึกระบุหลักฐานการสับเปลี่ยนเวรยามโดยพลการ การลักลอบถอนทหารชำนาญการออกแล้วส่งทหารฝึกหัดไร้ฝีมือเข้ามาประจำการแทนอย่างจงใจ รวมถึงบันทึกการเพิกเฉยต่อรายงานเรื่องรอยเท้าพยัคฆ์ร้ายก่อนวันงาน

ซึ่งชื่อของตัวการผู้ออกคำสั่งทั้งหมด กลับเป็นฉินฝูนายกองมือขวาผู้จงรักภักดีของเขานั่นเอง!

สวีเฟิงถึงกับพูดไม่ออกและแทบไม่อยากเชื่อสายตาตนเอง ด้วยตลอดเวลาที่ผ่านมา ฉินฝูเป็นคนซื่อตรงและจงรักภักดีอย่างยิ่งยวด มีหรือที่จะกล้ากระทำเรื่องคอขาดบาดตายเช่นนี้โดยพลการ

ซ้ำร้าย หากมีการสับเปลี่ยนกำลังพลในหน่วยจริง มีหรือที่แม่ทัพอย่างเขาจะไม่ระแคะระคายแม้แต่น้อย

เหงื่อกาฬเย็นเยียบผุดซึมเต็มแผ่นหลังภายใต้เกราะเหล็กอันหนักอึ้ง สวีเฟิงสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของแผนการลอบกัดทางการเมืองที่ถูกวางกับดักไว้อย่างแยบคาย การที่หลักฐานทุกชิ้นพุ่งเป้ามายังคนสนิทของเขาอย่างเหมาะเจาะเช่นนี้ ย่อมไม่ใช่เรื่องบังเอิญ หากแต่เป็นเจตนาตัดแขนตัดขาเพื่อโค่นล้มอำนาจของเขาในกองทัพหลวงอย่างแน่นอน

ทว่าเบื้องหน้ามีทั้งหลักฐานเอกสาร ตราประทับ และคำซัดทอดของพยานบุคคลมัดตัวแน่นหนาไร้ช่องโหว่ จนทำให้เขาจนมุมและไม่อาจเอ่ยปากโต้แย้งแก้ต่างอันใดได้เลยแม้แต่ครึ่งคำ

สวีเฟิงทำได้เพียงกัดฟันแน่น ก้มหน้ายอมจำนนรับชนักบาปนี้ไว้แต่โดยดี ท่ามกลางเพลิงโทสะอันคุกรุกของรัชทายาท

“ข้าไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่า รองแม่ทัพสวีจะใจกว้างและหย่อนยานถึงเพียงนี้ ถึงขนาดปล่อยให้นายกองตัวเล็ก ๆ สั่งการตัดหน้าตามอำเภอใจ จนนำพาความวุ่นวายมาสู่ราชสำนักและทำให้ผู้บริสุทธิ์ต้องมารับเคราะห์ปางตายเพราะความประมาทเลินเล่อของพวกเจ้า!”

องค์รัชทายาททรงแค่นเสียงเหี้ยม สายพระเนตรเย็นชาดุจมัจจุราชที่ไร้ความปรานี