บทที่ 37 แพะรับบาป (2)
บทที่ 37 แพะรับบาป (2)
บทที่ 37 แพะรับบาป (2)
“ในเมื่อหลักฐานชี้ชัดเจนถึงเพียงนี้ ข้าก็จะออกคำสั่งให้ประหารชีวิตฉินฝูเสีย เพื่อสังเวยความผิดและชดเชยให้แก่จวนราชครูกู้! ส่วนตัวเจ้า สวีเฟิง ในเมื่อเจ้าไร้ซึ่งความสามารถในการควบคุมผู้ใต้บังคับบัญชาจนก่อความเสียหายใหญ่หลวง เจ้าก็จำต้องรับโทษทัณฑ์เช่นกัน!”
“ดูท่าเจ้าคงจะมีภาระงานในกองทัพมากเกินไปจนละเลยหน้าที่สำคัญ เช่นนั้นก็จงส่งมอบตราบัญชาการ ปลดภาระงานทั้งหมดในมือ แล้วไสหัวกลับไปกักบริเวณพักผ่อนสงบจิตสงบใจอยู่แต่ในจวนเสียหนึ่งเดือนเต็ม! ส่วนหน้าที่และอำนาจการดูแลกองกำลังทั้งหมดของเจ้า ข้าจะมอบหมายให้รองแม่ทัพหลานชางไห่เป็นผู้เข้าควบคุมและจัดการแทนแต่เพียงผู้เดียว!”
สิ้นพระสุรเสียงทรงอำนาจ ใบหน้าของสวีเฟิงก็พลันขาวซีดเผือดไร้สีเลือดในพริบตา
คำสั่งพักผ่อนหนึ่งเดือน แม้ไม่ใช่การถอดยศโดยตรง ทว่าในทางการเมือง การถูกริบตราอำนาจและถ่ายโอนกำลังพลทั้งหมดไปให้อริราชศัตรูอย่างหลานชางไห่ ก็เท่ากับว่าเขาได้ถูกองค์รัชทายาทลอยแพเข้าแล้วนั่นเอง และอำนาจทางทหารได้เปลี่ยนขั้วย้ายข้างไปสู่มือของสกุลหลานโดยสมบูรณ์แล้ว
สวีเฟิงลอบกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ ความเจ็บใจแล่นพล่านจนลำคอตีบตัน เขารู้ดีว่าการถูกริบตราบัญชาการในยามที่คลื่นใต้น้ำกำลังโหมกระหน่ำเช่นนี้ เท่ากับเป็นการเปิดทางให้สกุลหลานเข้าครอบงำและแทรกซึมกำลังพลในสังกัดของเขาจนหมดสิ้น
ผู้ที่กอบโกยผลประโยชน์ของเขาในครานี้ มีเพียงหลานชางไห่แต่เพียงผู้เดียว!
แม้ในอกจะเจ็บแค้นจุกแน่นจนแทบกระอักเลือด และรู้แจ้งแก่ใจว่าตนเองตกเป็นเบี้ยล่างในแผนการร้าย ทว่าสวีเฟิงก็ไร้ซึ่งอำนาจที่จะทัดทาน เขาทำได้เพียงน้อมกายก้มศีรษะลงจรดพื้นพรม รับพระบัญชาด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง
“กระหม่อม...น้อมรับพระบัญชาพ่ะย่ะค่ะ”
สวีเฟิงจำต้องลุกขึ้นอย่างหมดอาลัยตายอยาก ก้าวเท้าล่าถอยออกจากตำหนักบูรพาเพื่อกลับไปกักขังตนเองอยู่ในจวนอันเงียบงัน
บรรยากาศภายนอกตำหนักมืดครึ้มประหนึ่งพายุใหญ่กำลังตั้งเค้า โดยที่ไม่มีใครล่วงรู้ว่า ชัยชนะอันหอมหวานของสกุลหลานในตอนนี้ แท้จริงแล้วเป็นเพียงเหยื่อล่อชั้นดีที่อันฉิงวางไว้เพื่อเตรียมดึงตระกูลหลานทั้งตระกูลลงสู่ลานประหารในก้าวต่อไป...
จวนสกุลสวี
เมื่อแม่ทัพสวีเฟิงเดินทางกลับมาถึงจวนพัก ความอัปยศอดสูและเพลิงโทสะจากการถูกปลดเปลื้องอำนาจกลางตำหนักบูรพายังคงคุกรุ่นอยู่ในอก ทว่าด้วยราชโองการอันเด็ดขาดขององค์รัชทายาท เขาจึงจำต้องข่มกลั้นความเจ็บแค้น สาวเท้ามุ่งตรงเข้าสู่ห้องทำงานเพื่อจัดเตรียมเอกสารบันทึกกำลังพล และตราบัญชาการกองทัพที่จำเป็น เพื่อส่งมอบให้แก่หลานชางไห่ตามพระบัญชา
ทว่าทันทีที่ทรุดกายนั่งลงหลังโต๊ะทำงาน สายตาของเขากลับเหลือบไปเห็นซองจดหมายปริศนาฉบับหนึ่ง วางเด่นอยู่บนกองม้วนเอกสาร โดยไร้ซึ่งชื่อของผู้ส่งและตราประทับใด ๆ
ด้วยความฉงนสงสัยระคนระแวง สวีเฟิงจึงหยิบซองจดหมายนั้นขึ้นมาแล้วคลี่เปิดออกอ่านทันที
เมื่อกวาดสายตาผ่านตัวอักษรที่เขียนด้วยลายมืออันประณีต นัยน์ตาของเขาก็พลันเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง
เนื้อความในจดหมายระบุถึงเบื้องลึกเบื้องหลังของโศกนาฏกรรมในลานล่าสัตว์หลวงไว้อย่างละเอียดลออ ชี้ชัดว่าแท้จริงแล้วตัวการผู้วางยาหมีป่าและจัดฉากสร้างสถานการณ์ทั้งหมดคือหลานเฉิน บุตรชายหัวแก้วหัวแหวนของหลานชางไห่
ซ้ำในจดหมายยังระบุตำแหน่งร้านโอสถลับที่ใช้จัดซื้อยาสลบ รวมถึงรายชื่อพยานที่ถูกสกุลหลานใช้เงินปิดปากเอาไว้อย่างครบถ้วน
มือหนาของสวีเฟิงกำกระดาษแน่นจนยับยู่ยี่ นัยน์ตาวาวโรจน์ไปด้วยเพลิงแค้นอันบ้าคลั่ง
หากข้อมูลในจดหมายฉบับนี้เป็นความจริง นั่นย่อมหมายความว่า ตัวเขาและฉินฝูเป็นเพียงแพะรับบาปที่ถูกจัดฉากยัดเยียดความผิดอย่างเลือดเย็น
หลานเฉินเป็นเพียงคุณชายเสเพล จะมีปัญญาและความกล้าหาญมาจากที่ใดในการวางแผนสะเทือนฟ้าดินเช่นนี้ได้ หากไม่ใช่เพราะมีบิดาอย่างหลานชางไห่คอยบงการและหนุนหลังอยู่เบื้องหลัง
เช่นนี้ก็ชี้ชัดแล้วว่า ทั้งหมดคือแผนการชั่วช้าที่สกุลหลานจงใจจัดฉากขึ้น เพื่อเขี่ยเขาให้พ้นจากตำแหน่ง แล้วชุบมือเปิบยึดกุมอำนาจการบังคับบัญชากองทัพหลวงไปไว้ในกำมือตนเองแต่เพียงผู้เดียว!
สายลมหวีดหวิวพัดผ่านหน้าต่างห้องทำงานจนแสงตะเกียงสั่นไหว สวีเฟิงขบกรามแน่นจนได้ยินเสียงฟันกระทบกัน ความเจ็บแค้นที่ถูกหักหลังและป้ายสีแล่นพล่านไปทั่วร่าง
แม้ในใจจะเดือดดาล ทว่าสวีเฟิงก็ไม่ใช่ขุนพลไร้สมอง เขายังคงรั้งสติและตระหนักดีว่าในยามนี้จะผลีผลามไม่ได้ การจะลากคอสองพ่อลูกสกุลหลานลงมาคุกเข่าบนลานประหาร จำต้องมีหลักฐานที่แน่นหนาจนไม่อาจปฏิเสธได้เท่านั้น
“องครักษ์!”
สวีเฟิงตวาดสั่งการเสียงต่ำทว่าเหี้ยมเกรียม องครักษ์คนสนิทรีบก้าวเข้ามาค้อมกายรับคำสั่งทันที
“เจ้าจงนำกำลังฝีมือดีที่ไว้ใจได้ ลอบออกไปแกะรอยและรวบรวมพยานหลักฐานตามเบาะแสในจดหมายนี้อย่างเงียบเชียบที่สุด ไปลากตัวคนขายยาและพยานที่รู้เห็นมาซ่อนไว้ในที่ปลอดภัย จงจำไว้ อย่าให้คนของสกุลหลานไหวตัวทันเป็นอันขาด!”
“ข้าน้อยน้อมรับคำสั่งขอรับ”
องครักษ์คนสนิทรับคำสั่งแล้วรีบเร้นกายหายไปในเงามืดทันที
สวีเฟิงทอดสายตามองดูจดหมายในมือด้วยแววตาคมกริบดุจคมดาบเปื้อนเลือด จากเดิมที่เขากับหลานชางไห่เป็นเพียงคู่แข่งชิงดีชิงเด่นในราชสำนัก ทว่ายามนี้รอยร้าวได้แปรเปลี่ยนเป็นความแค้นฝังลึกที่ไม่อาจอยู่ร่วมแผ่นดินเดียวกันได้อีกต่อไป...
จวนสกุลหลาน
ด้านหลานเฉิน ภายในห้องหนังสืออันเงียบสงบ ชายหนุ่มกำลังนั่งตรวจดูสมุดบัญชีด้วยความกระหยิ่มใจ ด้วยหลงคิดว่าแผนการโยนความผิดให้รองแม่ทัพสวีดำเนินไปได้อย่างราบรื่นไร้ร่องรอย ทว่าความสำราญใจก็พลันพังทลายลง เมื่อองครักษ์คนสนิทก้าวเข้ามารายงานความเคลื่อนไหวด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“เรียนคุณชาย เมื่อวานนี้คุณหนูหลานหลินได้ลอบนั่งรถม้าออกจากจวนไปยังอารามซิงฝู เพื่อพบปะกับคุณหนูมู่ชิงเหยาขอรับ ทั้งสองใช้เวลาสนทนากันตามลำพังอยู่ในศาลาริมน้ำเป็นเวลานานก่อนจะแยกย้ายกันกลับ ส่วนหัวข้อที่พวกนางพูดคุยกันนั้น คนของเราไม่อาจเข้าใกล้ได้จึงไม่อาจทราบความขอรับ”
ทันทีที่ได้ยินชื่อของมู่ชิงเหยาหลุดรอดออกมา หัวคิ้วของหลานเฉินก็พลันขมวดมุ่นเข้าหากันแน่นด้วยความเคลือบแคลงสงสัยระคนตื่นตระหนก
หลานหลินชิงชังมู่ชิงเหยาเข้ากระดูกดำ มีหรือที่จู่ ๆ จะนัดแนะออกไปพบปะพูดคุยดั่งสหายทั่วไป ลางสังหรณ์ร้ายร้องเตือนว่าน้องสาวผู้นี้อาจจะแพร่งพรายความลับจนทำลายแผนการใหญ่ของเขาเป็นแน่
ชายหนุ่มผุดลุกขึ้นจากเก้าอี้ด้วยเพลิงโทสะ ก้าวเท้ายาวมุ่งตรงไปยังเรือนพักของหลานหลินในทันที
เมื่อผลักบานประตูเรือนเข้าไป หลานเฉินก็พบว่าหลานหลินกำลังนั่งยกจอกชาขึ้นจิบอย่างสบายอารมณ์ ท่าทีทองไม่รู้ร้อนเช่นนั้นยิ่งกระตุ้นโทสะของเขาให้ลุกโชน เขาสาวเท้าปรี่เข้าไปประชิดตัวแล้วตวาดถามเสียงกร้าว
“บอกข้ามาเดี๋ยวนี้! เจ้าออกไปพบคุณหนูมู่ด้วยเหตุอันใด เจ้าไปพูดจาเพ้อเจ้อสิ่งใดกับนาง!”
หลานหลินที่กำลังละเลียดชารู้แจ้งแก่ใจได้ในทันทีว่าพี่ชายยังคงลอบส่งองครักษ์มาจับตาดูความเคลื่อนไหวของตน นางจึงตวัดสายตามองอย่างไม่สบอารมณ์ ก่อนจะลุกขึ้นยืนประจันหน้ากับเขาอย่างไม่เกรงกลัว
“ท่านกล้าดีอย่างไรถึงได้ส่งคนมาคอยสะกดรอยตามข้า! ข้าเป็นถึงคุณหนูใหญ่แห่งจวนสกุลหลาน ข้าจะไปที่ใดหรือพบผู้ใด ไยจึงต้องคอยรายงานท่านด้วย! หากท่านยังไม่เลิกทำตัวระรานข้าละก็...ข้าจะนำเรื่องนี้ไปฟ้องท่านพ่อให้ลงโทษท่านแน่!”
นางยกชื่อของบิดาขึ้นมาข่มขู่เพื่อบ่ายเบี่ยงการตอบคำถาม
“ข้าถามว่าเจ้าพูดสิ่งใดกับมู่ชิงเหยา!” หลานเฉินแผดเสียงตวาดลั่น