บทที่ 38 เบื้องหลังความจริง (1)
บทที่ 38 เบื้องหลังความจริง (1)
บทที่ 38 เบื้องหลังความจริง (1)
ความเงียบงันอันน่าสะพรึงกลัวเข้าปกคลุมชั่วขณะ สายตาของพี่น้องร่วมอุทรประสานกันอย่างดุเดือดประหนึ่งจะฟาดฟันกันให้แหลกลาญ หลานเฉินขบกรามแน่นจนนูนเป็นสัน ความกริ้วโกรธและหวาดระแวงแทบจะแผดเผาสติสัมปชัญญะ เขารู้ดีว่าหากเรื่องนี้ถึงหูมู่ชิงเหยา โทสะของจวนแม่ทัพมู่และราชสำนักย่อมถล่มลงมาที่หัวของเขาแต่เพียงผู้เดียว
“อยากรู้นักใช่หรือไม่? ได้! เช่นนั้นข้าก็จะบอกให้เอาบุญ!”
หลานหลินเชิดหน้าขึ้น แสยะรอยยิ้มเย้ยหยันออกมาอย่างสะใจ
“ข้าก็บอกนางไปตามตรงว่าท่านเป็นผู้อยู่เบื้องหลังเรื่องทั้งหมดในลานล่าสัตว์อย่างไรเล่า! หากไม่ใช่เพราะท่านทำงานสะเพร่าจนทิ้งร่องรอยเอาไว้ มู่ชิงเหยาก็คงไม่มีทางสืบสาวเบาะแสจนรู้ความจริงทั้งหมดหรอก! อีกอย่าง ที่ข้าต้องบากหน้าไปพบ ก็เพราะนางเป็นฝ่ายส่งเทียบจดหมายมานัดข้าออกไปสะสางเรื่องนี้เองต่างหากเล่า!”
คำสารภาพอันเลือดเย็นทำเอาหลานเฉินถึงกับชะงักงัน เขาส่ายหน้าปฏิเสธอย่างไม่ยอมรับความจริง
“ไม่มีทาง! เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด! ข้าสั่งให้คนเก็บกวาดทำลายหลักฐานจนหมดสิ้นแล้ว ไม่มีทางหลงเหลือร่องรอยใด ๆ และยิ่งไม่มีทางที่คุณหนูมู่จะสืบพบเรื่องนี้ได้รวดเร็วถึงเพียงนี้!”
“อย่างนั้นหรือ?” หลานหลินหัวเราะเยาะในลำคอ
“ข้าจะบอกอันใดให้นะท่านพี่ ครั้งนี้ท่านประเมินมู่ชิงเหยาต่ำไปเสียแล้ว นางล่วงรู้ความจริงหมดสิ้นแล้ว และแผนการสร้างภาพวีรบุรุษจอมปลอมที่ท่านอุตส่าห์ทุ่มเทวางมา มันพังพินาศย่อยยับลงหมดแล้ว!”
หลานเฉินนิ่งงันไปชั่วครู่ ชายหนุ่มเค้นสมองทบทวนอย่างบ้าคลั่ง เขามั่นใจในฝีมือของคนสนิทและตนเองก็ได้ตรวจตราซ้ำแล้ว ย่อมไม่มีทางที่มู่ชิงเหยาจะแกะรอยได้รวดเร็วปานเทพเซียนเช่นนี้
หากจะมีช่องโหว่เพียงหนึ่งเดียวที่ทำให้เรื่องรั่วไหล โอกาสย่อมมาจากน้องสาวสารเลวตรงหน้านี้เท่านั้น!
นางคงแค้นเคืองที่ถูกเขาหลอกใช้ จึงจงใจคาบข่าวไปบอกมู่ชิงเหยาเพื่อลากเขาลงสู่ขุมนรกและแก้แค้นเขาเป็นแน่ ทันใดนั้นเองเพลิงโทสะในใจของชายหนุ่มก็พลันระเบิดออกจนขาดสติ
หมับ!
หลานเฉินพุ่งพรวดเข้าไปคว้าหมับเข้าที่ต้นแขนทั้งสองข้างของหลานหลิน แล้วออกแรงบีบกระชากอย่างบ้าคลั่งจนผิวกายของนางขึ้นรอยแดงช้ำ นัยน์ตาคู่คมฉายแววอำมหิตเจียนคลั่ง
“สารภาพมาเดี๋ยวนี้! เจ้าจงใจเอาความลับไปบอกมู่ชิงเหยาเพื่อแก้แค้นข้าใช่หรือไม่!”
“ข้าบอกไปแล้วว่านางสืบรู้ได้ด้วยตัวเอง! ถ้าจะโทษ ก็จงโทษความโง่เขลาไม่ได้เรื่องของตัวท่านเองเถอะ!” หลานหลินแผดเสียงเถียงกลับอย่างไม่ยอมแพ้
“หุบปากนังสารเลว! หากไม่ใช่เพราะเจ้าคาบข่าวไปบอก นางจะรู้ได้อย่างไร!”
แรงอารมณ์ที่ปะทุขึ้นจนถึงขีดสุดทำให้บรรยากาศภายในห้องนอนร้อนระอุ ยิ่งหลานหลินดื้อดึง หลานเฉินก็ยิ่งเพิ่มแรงบีบจนกระดูกแขนของนางแทบแหลกละเอียด
ความหวาดกลัวเริ่มแทรกซึมเข้ามาในแววตาของหญิงสาวเมื่อเห็นประกายสังหารที่ลุกโชนในดวงตาของพี่ชาย ทว่าทิฐิและความเคียดแค้นกลับสั่งให้นางไม่ยอมก้มหัวให้เขา หลานหลินกรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด พยายามดิ้นรนสะบัดตัวให้หลุดพ้นจากพันธนาการ
“ปล่อยข้า! ข้าเจ็บนะ! หากท่านกล้าทำร้ายข้าแม้แต่ปลายเล็บ คอยดูเถิดว่าท่านพ่อจะลงโทษท่านอย่างไร!”
เมื่อสู้แรงบุรุษไม่ได้ หลานหลินจึงรีบแผดเสียงอ้างชื่อบิดาขึ้นมาอีกครา ด้วยทั่วทั้งจวนต่างรู้ดีว่า หลานชางไห่รักใคร่และทะนุถนอมตามใจบุตรสาวผู้นี้ดั่งแก้วตาดวงใจเหนือกว่าบุตรชายยิ่งนัก
ทว่าในระหว่างที่สองพี่น้องกำลังยื้อยุดฉุดกระชากและแผดเสียงวิวาทกันอยู่นั้น
ปัง!
เสียงถีบบานประตูเปิดออกอย่างรุนแรง พร้อมกับเสียงตวาดกร้าวอันทรงพลังที่ดังสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วทั้งเรือนพัก
“พวกเจ้าสองคนกำลังทำอันใดกันอยู่!”
เมื่อหลานชางไห่ก้าวเท้าพ้นธรณีประตูเข้ามาในเรือน บรรยากาศที่เคยเอะอะโวยวายก็พลันสงบเงียบกริบลงทันควัน ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยไอความกดดันอันหนักหน่วงของแม่ทัพใหญ่ผู้กุมอำนาจ
ทว่าภายใต้ความตึงเครียดนั้น มุมปากของหลานหลินกลับลอบกระตุกรอยยิ้มพึงใจขึ้นมาอย่างเงียบเชียบ ก่อนที่นางจะแสร้งเปลี่ยนสีหน้าเป็นหวาดผวา ช้อนสายตาที่เปียกปอนไปด้วยหยาดน้ำตาขึ้นมองบิดาอย่างน่าเวทนา
“ท่านพ่อช่วยข้าด้วยเจ้าค่ะ! ท่านพี่จะทำร้ายข้า!”
หลานชางไห่ผู้รักใคร่และทะนุถนอมบุตรสาวคนนี้ดั่งแก้วตาดวงใจ เมื่อเห็นรอยแดงช้ำบนข้อมือของนาง ใบหน้าที่เคยเคร่งขรึมก็พลันบึ้งตึงมืดครึ้มลงด้วยเพลิงโทสะทันที
“ปล่อยมือออกจากน้องสาวของเจ้าเดี๋ยวนี้ หลานเฉิน!” เขาตวาดสั่งการเสียงเข้ม
หลานเฉินลอบกัดฟันกรอด เขารู้แจ้งแก่ใจดีว่าแต่ไหนแต่ไรมา บิดามักจะลำเอียงเข้าข้างและตามใจหลานหลินเสมอ หากขัดขืนไม่ยอมปล่อยมือตรงนี้ ย่อมมีแต่ตัวเขาเองที่จะถูกลงทัณฑ์ ชายหนุ่มจึงจำใจต้องคลายมือที่บีบต้นแขนของน้องสาวออกอย่างหลีกเลี่ยงมิได้
“ท่านพ่อ ข้าเจ็บเหลือเกินเจ้าค่ะ...”
ทันทีที่ได้รับอิสรภาพ หลานหลินก็รีบโผกายวิ่งเข้าไปหลบอยู่ด้านหลังของหลานชางไห่ สองมือน้อย ๆ กำชายเสื้อคลุมของบิดาไว้แน่นพลางสะอื้นไห้ตัวโยน หลานชางไห่จึงเอื้อมมือไปโอบประคองไหล่บุตรสาวเอาไว้อย่างอ่อนโยนและทะนุถนอม ก่อนจะตวัดสายตาดุดันหันไปเค้นถามบุตรชาย
“เกิดเรื่องอันใดขึ้น! เหตุใดพวกเจ้าพี่น้องถึงได้มาวิวาทลงไม้ลงมือกันเสียงดังลั่นจนได้ยินไปถึงนอกเรือนเช่นนี้!”
หลานหลินเห็นว่าโอกาสทองในการเอาตัวรอดมาถึงมือแล้ว นางจึงไม่รอช้า ชิงตัดหน้าเอ่ยฟ้องบิดาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือทันที
“ท่านพ่อ ก็ท่านพี่น่ะสิเจ้าคะ เขาไปแอบก่อเรื่องในงานล่าสัตว์เอาไว้ จนกระทั่งคุณหนูมู่ชิงเหยาสืบรู้ความจริงทั้งหมด แล้วพอท่านพี่รู้ว่าแผนแตกก็พาลโมโหบุกมาโวยวายบีบคั้นจะทำร้ายข้า ทั้ง ๆ ที่ข้าไม่ได้รู้เห็นเป็นใจกับเรื่องเลวทรามนั้นเลยแม้แต่น้อย!”
“เจ้าโกหก!”
หลานเฉินแผดเสียงเถียงกลับทันควัน นัยน์ตาวาวโรจน์ด้วยความแค้น “หากไม่ใช่เพราะเจ้าเป็นคนปากสว่างลอบคาบข่าวไปบอกมู่ชิงเหยา มีหรือที่นางจะสืบสาวราวเรื่องได้รวดเร็วถึงเพียงนี้!”
เขาปักใจเชื่อเกินสิบส่วนว่าหลานหลินจงใจนำเรื่องไปฟ้องเพื่อแก้แค้นเขา ยิ่งเห็นท่าทีแสร้งทำเป็นไร้เดียงสาบริสุทธิ์ของน้องสาว เพลิงโทสะในอกของเขาก็ยิ่งปะทุจนแทบจะควบคุมสติไม่อยู่
ความตึงเครียดภายในห้องทวีความรุนแรงจนน่าอึดอัด ไอสังหารจากขุนศึกผู้ผ่านสมรภูมิแผ่กำจายออกมาจนอากาศรอบด้านเย็นยะเยือก หลานชางไห่กวาดสายตามองบุตรทั้งสองด้วยความระแวงสงสัย เขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายหายนะบางอย่างที่อาจสั่นคลอนรากฐานของตระกูลหลาน
หากเรื่องนี้มีจวนแม่ทัพมู่และมู่ชิงเหยาเข้ามาพัวพัน ย่อมไม่ใช่เรื่องทะเลาะเบาะแว้งในเรือนหลังธรรมดาเสียแล้ว
“เงียบทั้งคู่เดี๋ยวนี้!”
หลานชางไห่ตวาดลั่นจนเรือนแทบสั่นสะเทือน แววตาคมกริบจ้องเขม็งไปยังบุตรชายและบุตรสาวสลับกัน
“บอกข้ามาตามตรงว่ามันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่! อย่าได้คิดริอ่านปิดบังข้าเป็นอันขาด!”
สิ้นเสียงคำรามอันเด็ดขาดของบิดา หลานเฉินถึงกับนิ่งงัน หน้าถอดสีและปิดปากเงียบสนิท
เขาย่อมรู้ดีว่าความผิดฐานปล่อยสัตว์ร้ายไปทำร้ายกู้จิ่นหยางและจัดฉากในงานล่าสัตว์หลวงนั้น เป็นโทษคอขาดบาดตาย หากบิดาล่วงรู้ เขาคงไม่แคล้วถูกหักขาทิ้งเป็นแน่
ในขณะที่หลานหลินเหลือบมองท่าทีหวาดกลัวของพี่ชาย นางลอบประเมินสถานการณ์ในใจอย่างรวดเร็ว
ในเมื่อมู่ชิงเหยาก็กุมความลับไว้แล้ว หากนางบอกความจริงให้บิดารับรู้ตรงนี้ นอกจากจะไม่ทำให้ตนเองเสียหายแล้ว บิดายังจะช่วยใช้บารมีกางปีกปกป้องและสะสางเรื่องนี้ให้แก่สกุลหลานอีกด้วย
เมื่อคิดได้ดังนั้น หลานหลินจึงรวบรวมความกล้าเอ่ยปากเล่าความจริงออกมาทันที
“เรียนท่านพ่อ แท้จริงแล้ว เหตุการณ์สัตว์ร้ายหลุดเข้ามาในงานล่าสัตว์ทั้งหมด ล้วนเป็นแผนการจัดฉากของท่านพี่แต่เพียงผู้เดียวเจ้าค่ะ!”
สิ้นถ้อยคำสารภาพของบุตรสาว บรรยากาศภายในห้องก็พลันเงียบสงัดลงจนน่าสะพรึงกลัว
หลานชางไห่ถึงกับยืนตัวแข็งทื่อ ตะลึงงันไปด้วยความตกใจสุดขีด เขามองดูใบหน้าขาวซีดของหลานเฉินสลับกับหลานหลินด้วยหัวใจที่เต้นระรัว
หากเรื่องนี้เป็นความจริงตามที่บุตรสาวกล่าวอ้าง นั่นย่อมหมายความว่า บุตรชายโง่เขลาผู้นี้ได้ลอบก่อหายนะครั้งร้ายแรงที่พร้อมจะฉุดลากตระกูลหลานทั้งตระกูลลงสู่ลานประหารเข้าให้แล้ว!