บทที่ 38 เบื้องหลังความจริง (2)
บทที่ 38 เบื้องหลังความจริง (2)
บทที่ 38 เบื้องหลังความจริง (2)
ทันใดนั้นเอง บรรยากาศโดยรอบพลันเงียบงันจนได้ยินแม้กระทั่งเสียงลมหายใจ หลานชางไห่ทอดมองบุตรสาวคนเล็กด้วยแววตาเคลือบแคลงระคนตึงเครียด
“หลินเออร์ ที่เจ้าว่าเมื่อครู่เป็นเรื่องจริงใช่หรือไม่?”
“ท่านพ่อ ที่ลูกพูดมาเป็นความจริงทุกประการเจ้าค่ะ หากท่านพ่อไม่เชื่อก็ลองถามท่านพี่ดูได้”
“ว่าอย่างไรหลานเฉิน เจ้าจงอธิบายเรื่องนี้มาให้ชัดเจนเดี๋ยวนี้!”
หลานชางไห่หรี่ตามองบุตรชายอย่างจับผิด ไอความกดดันแผ่ซ่านจนหลานเฉินจนปัญญาจะปิดบังต่อไปได้ ชายหนุ่มลอบกลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดเคือง ก่อนจะยอมรับสารภาพไปตามตรง
“ใช่แล้วขอรับ เป็นฝีมือข้าเอง แต่ข้ามั่นใจว่าทำลายหลักฐานทั้งหมดทิ้งไปแล้วนะขอรับ ไม่มีทางที่จะสาวมาถึงข้าแน่นอน อีกอย่างข้าได้ให้คนไปสร้างหลักฐานเท็จเรียบร้อยแล้ว ต่อให้จะสืบเจอร่องรอยก็เชื่อมโยงไปยังคนที่ข้าเตรียมเอาไว้ อย่างไรเสียเรื่องนี้ก็มีแพะมารับบาปแทนขอรับ”
หลานเฉินพยายามอธิบายละล่ำละลัก เขายังคงมั่นใจเต็มเปี่ยมว่าไม่มีทางที่เรื่องจะสาวมาถึงตัว อีกทั้งแพะรับบาปที่เขาเตรียมการไว้ก็มีหลักฐานมัดตัวแน่นหนา ย่อมไม่มีทางดิ้นหลุดได้อย่างแน่นอน
ทว่าหลานชางไห่ที่ได้ฟังคำยืนยันจากปากบุตรชายกลับมีสีหน้าเคร่งขรึมและเคร่งเครียดจนถึงขีดสุด เขารู้แจ้งแก่ใจดีว่าเรื่องนี้ร้ายแรงถึงเพียงใด ยิ่งเป็นบุตรชายของตนที่กระทำการอยู่เบื้องหลังทั้งหมด หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป ทั้งตระกูลหลานอาจต้องโทษประหารหรือถูกเนรเทศยกโคตร
และที่ร้ายแรงไปกว่านั้น แพะรับบาปที่บุตรชายของเขาสร้างขึ้นเพื่อรับโทษแทนดันเป็นคนสนิทของรองแม่ทัพสวีเฟิง หากอีกฝ่ายทราบเรื่องเข้า ย่อมต้องเปิดศึกแตกหักกันจนถึงขั้นเอาชีวิตเป็นแน่
ยิ่งคิดก็ยิ่งบันดาลโทสะ หลานชางไห่สาวเท้าเข้าไปประชิดตัว ก่อนจะสะบัดฝ่ามือตบเข้าที่ใบหน้าของหลานเฉินอย่างแรง
เพี๊ยะ!
แรงตบทำเอาชายหนุ่มถึงกับเซถลาล้มลงกับพื้น มุมปากแตกจนเลือดกบปาก ตามติดด้วยเสียงตวาดกร้าวที่ดังสะเทือนเลื่อนลั่นออกไปถึงนอกเรือน
“เจ้าทำบ้าอันใดลงไป รู้ตัวบ้างหรือไม่!”
หลานเฉินได้แต่ก้มหน้านิ่งด้วยความหวาดกลัว ทว่าในใจก็ยังคงดื้อดึงมั่นใจในแผนการของตน จึงพยายามเอ่ยปากอ้อนวอนบิดาอีกครา
“ท่านพ่อขอรับ ข้ามั่นใจว่าคนของข้าจัดการทำลายหลักฐานหมดทุกอย่างแล้วจริง ๆ นะขอรับ”
“หุบปากของเจ้าเสีย!”
หลานชางไห่ชี้นิ้วสั่งบุตรชายด้วยความเดือดดาล ก่อนจะหันไปหาบุตรสาวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง
“หลินเออร์ เรื่องนี้ยังมีผู้ใดล่วงรู้อีกบ้าง?”
“เรื่องนี้ ข้าคิดว่าน่าจะมีแค่มู่ชิงเหยาเจ้าค่ะ แต่อีกฝ่ายรู้ได้อย่างไรเรื่องนี้ข้าก็ไม่อาจทราบได้ แต่ข้าคิดว่าอาจจะมีหลักฐานหรือเบาะแสที่ท่านพี่ทำตกหล่นไว้ จึงทำให้นางสืบพบได้เจ้าค่ะ”
หลานหลินรีบรายงานบิดาทันที คำพูดของนางแม้จะฟังดูเรียบง่ายไร้พิษภัย ทว่าแท้จริงแล้วคือการตอกย้ำให้บิดาเห็นถึงความผิดพลาดและสะเพร่าของพี่ชายอย่างแนบเนียน
หลานชางไห่พยักหน้ารับรู้ด้วยแววตาหนักอึ้ง เขาย่อมคิดเห็นเช่นนั้น มิฉะนั้นจู่ ๆ มู่ชิงเหยาจะล่วงรู้ความลับคอขาดบาดตายนี้ได้อย่างไร เขาจึงหันกลับไปหาหลานเฉิน จ้องมองอีกฝ่ายด้วยสายตาคมกริบ ก่อนจะสั่งการเสียงเข้มเฉียบขาด
“เจ้าจงเก็บตัวสำนึกตนอยู่แต่ในเรือนพัก ห้ามก้าวเท้าออกจากเรือนแม้แต่ครึ่งก้าวจนกว่าจะมีคำสั่งจากข้า และห้ามเจ้าก่อเรื่องใดขึ้นมาอีก มิเช่นนั้นข้าจะลงโทษเจ้าให้หนักกว่าแค่การกักบริเวณแน่!”
สิ้นเสียง หลานชางไห่ก็สะบัดชายเสื้อเดินออกจากเรือนไปอย่างขุ่นเคืองและไม่สบอารมณ์ยิ่งนัก
หลานเฉินไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยปากขัดคำสั่งของบิดา เพราะตระหนักดีว่าตนเองมีความผิดติดตัว จึงจำใจต้องยันกายลุกขึ้นเพื่อกลับไปกักบริเวณที่เรือนของตน
ทว่าในจังหวะที่ก้าวเดินผ่านหน้าหลานหลิน เขากลับเหลือบเห็นรอยยิ้มเยาะเย้ยอันเหี้ยมเกรียมที่ผุดขึ้นบนใบหน้างดงามของน้องสาว ทว่าด้วยมีบิดาคอยให้ท้ายและหนุนหลัง ชายหนุ่มจึงไม่อาจทำสิ่งใดนางได้ ทำได้เพียงลอบขบกรามแน่นจนข้อนิ้วสั่นเทา สะกดกลั้นโทสะเอาไว้ในอก...
หลังจากที่หลานชางไห่กลับมายังเรือนใหญ่ มุ่งตรงเข้าสู่ห้องหนังสือส่วนตัวด้วยหัวใจที่ร้อนรุ่มแล้ว เขาก็สั่งการเรียกตัวหัวหน้าองครักษ์เงาคนสนิทเข้ามาพบเป็นการด่วนที่สุด
ยามนี้มิใช่เวลาที่จะมามัวลงทัณฑ์บุตรชายโง่เขลา เพราะหากเรื่องความชั่วช้าที่หลานเฉินก่อไว้รั่วไหลไปถึงพระกรรณขององค์รัชทายาทหรือหูของจวนราชครูกู้ ไม่เพียงแต่อำนาจทางทหารที่เพิ่งแย่งชิงมาจากสวีเฟิงจะหลุดลอย ทว่าศีรษะของคนทั้งสกุลหลานคงได้หลุดออกจากบ่าไปพร้อมกัน
ทันทีที่องครักษ์เงาก้าวเข้ามารายงานตัว หลานชางไห่ก็ตวาดสั่งการด้วยน้ำเสียงต่ำทว่าเหี้ยมเกรียมทันควัน
“เจ้าจงนำกำลังฝีมือดีที่สุด ลอบออกไปกวาดล้างและทำลายร่องรอยทั้งหมดที่หลงเหลืออยู่ในเขตลานล่าสัตว์หลวงเดี๋ยวนี้! หากมีพยานคนใดรู้เห็นหรือมีเบาะแสใดที่ยังหลงหูหลงตา จงจัดการฆ่าปิดปากให้หมด อย่าได้ปล่อยให้มีเบาะแสหรือหลักฐานใดหลุดรอดให้ผู้ใดใช้ตามกลิ่นสืบสาวมาถึงสกุลหลานได้อีกเป็นอันขาด!”
“ขอรับนายท่าน”
องครักษ์เงาค้อมกายรับคำสั่งด้วยความหนักแน่น ก่อนจะเร้นกายหายลับไปในเงามืดอย่างรวดเร็ว
เพียงชั่วครู่ต่อมา เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นแผ่วเบา พ่อบ้านชราคนสนิทก้าวเท้าเข้ามาในห้อง พร้อมกับค้อมกายรายงานด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
“เรียนนายท่าน บ่าวได้จัดแจงเตรียมรถม้าไร้ตราประจำตระกูลไว้ที่ประตูด้านหลังเรียบร้อยแล้วขอรับ”
หลานชางไห่ที่ยืนเอามือไพล่หลังจ้องมองเปลวตะเกียงที่ไหววูบ พยักหน้ารับอย่างสุขุม นัยน์ตาคมกริบฉายแววอำมหิตและมืดมนอย่างถึงที่สุด เขาโบกมือเป็นสัญญาณให้พ่อบ้านถอยออกไปอย่างเงียบเชียบ
ตกดึกในค่ำคืนอันเงียบสงัด รถม้าไม้ธรรมดาไร้ตราประทับประจำตระกูลได้เคลื่อนตัวออกจากประตูด้านหลังของจวนสกุลหลานอย่างเงียบเชียบ สารถีบังคับม้าลัดเลาะไปตามตรอกซอกซอยอันเปลี่ยวร้าง มุ่งตรงออกสู่แถบชานเมืองหลวงอันมืดมิด
ความเงียบสงัดของยามวิกาลช่วยปกปิดร่องรอยการเดินทาง ทำให้ไม่มีผู้ใดล่วงรู้หรือระแคะระคายถึงการเคลื่อนไหวลับของรองแม่ทัพใหญ่ในครานี้
เพียงไม่นาน รถม้าของหลานชางไห่ก็เลี้ยวเข้าสู่ตรอกซิงผิง ก่อนจะหยุดเทียบลงหน้าเรือนพักลับหลังหนึ่ง บรรยากาศโดยรอบวังเวง มีเพียงแสงไฟสลัวจากโคมตะเกียงหน้าประตูที่ทอดเงาไหววูบ
ชายฉกรรจ์ร่างกำยำในชุดรัดกุมที่ยืนเฝ้าเวรยามอยู่หน้าประตู เมื่อเพ่งสายตาเห็นว่าผู้ที่ก้าวลงมาจากรถม้าคือหลานชางไห่ ก็รีบค้อมศีรษะทำความเคารพอย่างนอบน้อม พร้อมกับผายมือเชิญผู้เป็นนายเข้าสู่ด้านในทันที
หลานชางไห่สาวเท้ายาวก้าวข้ามธรณีประตู มุ่งตรงลึกเข้าไปยังห้องลับที่อยู่ด้านในสุดของเรือน
ภายในห้องอันมิดชิด ปรากฏร่างของหญิงสาวผู้หนึ่งที่ถูกกักขังเอาไว้ นางเพิ่งผ่านพ้นพิธีปักปิ่นมาได้ไม่นานและตกเป็นเครื่องมือรองรับความต้องการอย่างวิปริตของหลานชางไห่มาโดยตลอด
ซึ่งตลอดทั้งวันที่ผ่านมา ความเคร่งเครียดจากแรงกดดันของราชสำนัก รวมถึงความวิตกกังวลต่อหายนะที่บุตรชายก่อขึ้นได้สุมแน่นอยู่ในอกของหลานชางไห่จนแทบระเบิด และมีเพียงสถานที่ลับแห่งนี้เท่านั้น ที่เขาจะสามารถปลดเปลื้องความเหี้ยมเกรียมและโทสะในใจออกมาได้อย่างไร้ผู้ขัดขวาง
ทันทีที่สายตาคมกริบเหลือบไปเห็นร่างอันสั่นเทาของหญิงสาว เพลิงโทสะที่เคยคุกรุ่นก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นความเย็นเยียบอันน่าสะพรึงกลัว
หลานชางไห่ย่างสามขุมก้าวตรงเข้าไปหานางอย่างช้า ๆ ริมฝีปากกระตุกรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมขึ้นที่มุมปาก รังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาสะกดบรรยากาศรอบด้านจนหนาวเหน็บ หญิงสาวเบิกตากว้างด้วยความหวาดผวา พยายามถอยร่นหนีอย่างสิ้นหวัง ทว่าเบื้องหลังกลับมีเพียงผนังหินอันเย็นชืดที่ไร้ทางออก
ในค่ำคืนอันมืดมิด บานประตูหนาทึบถูกปิดสนิทลง ตัดขาดโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิง ไร้ซึ่งผู้ใดล่วงรู้ถึงความโหดร้ายและโทสะอันมืดบอดที่ถูกระบายออกมา มีเพียงเสียงสะอื้นไห้ด้วยความหวาดกลัวที่ดังเล็ดลอดออกมาอย่างแผ่วเบาในความมืด...