LNCrawler

บทที่ 4 ความหวัง (1)

มารร้าย (魔女) — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 4 ความหวัง (1)

บทที่ 4 ความหวัง (1)

กาลเวลาหมุนเวียนผ่านไปเนิ่นนานครึ่งเดือน อาการป่วยหนักของหยางเหมยก็ดีขึ้นมากอย่างเห็นได้ชัด ร่างกายที่เคยซูบผอมได้รับการเยียวยาด้วยโอสถต้มชั้นเลิศและของบำรุงล้ำค่าที่องค์หญิงเจาหนิงประทานมาให้ไม่ขาดสาย จนบัดนี้ผิวพรรณเริ่มมีเลือดฝาด นางสามารถลุกขึ้นเดินเหินและช่วยตนเองได้ตามปกติ

ทว่าตลอดช่วงเวลาครึ่งเดือนที่ผ่านมา องค์หญิงเจาหนิงกลับไม่เคยมีรับสั่งเรียกตัวหยางเหมยหรือเด็กน้อยทั้งสองไปเข้าเฝ้าเลยแม้แต่คราเดียว แม้ว่าทั้งอันรุ่ยและอันฉิงจะเพียรบอกผ่านแม่นมหลิ่วอยู่เนือง ๆ ว่าพวกนางพร้อมที่จะถวายการรับใช้ตามแต่จะทรงรับสั่ง ทว่าองค์หญิงกลับปฏิเสธ ด้วยต้องการให้เด็กน้อยทั้งสองได้ทุ่มเทเวลาอยู่ดูแลข้างกายมารดาอย่างเต็มที่โดยไม่ต้องกังวลสิ่งใด

ด้วยความเมตตาที่ได้รับ ทำให้หยางเหมยและลูก ๆ รู้สึกเจียมเนื้อเจียมตัวเกินกว่าจะนอนเสพสุขอยู่ภายในเรือนพักเฉย ๆ ในทุก ๆ วัน สามแม่ลูกจึงพร้อมใจกันตื่นแต่เช้าตรู่ ออกมาช่วยปัดกวาดเช็ดถูเรือนพักท้ายจวนและดูแลแต่งแต้มสวนดอกไม้ที่อยู่ใกล้เคียง

นอกจากนี้ยังยื่นมือเข้าไปช่วยเหลืองานของเหล่าบ่าวรับใช้คนอื่น ๆ จนทำให้งานในจวนลุล่วงเร็วขึ้น เป็นที่เอ็นดูของบ่าวไพร่ทั่วทั้งจวน

จวบจนกระทั่งในเช้าของวันนี้ก็เช่นกัน สามแม่ลูกตื่นขึ้นมาตระเตรียมอุปกรณ์ตั้งแต่รุ่งอรุณ ช่วยกันเช็ดถูฝุ่นควันบนโต๊ะและเก้าอี้ในสวนหลังจวนอย่างบรรจง

ในระหว่างที่สามแม่ลูกกำลังขะมักเขม้นอยู่กับการทำงาน ร่างของแม่นมหลิ่วก็เยื้องกรายเดินตรงเข้ามาหาในสวน ยามเมื่อเห็นอีกฝ่ายเข้ามา หยางเหมยจึงรีบวางผ้าเช็ดในมือลงแล้วพาบุตรีทั้งสองก้าวเข้าไปหาทันทีด้วยความนอบน้อม

“แม่นมหลิ่ว มีสิ่งใดให้พวกข้ารับใช้หรือเจ้าคะ?” หยางเหมยเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเกรงใจและตื่นตัว

ทว่าแม่นมหลิ่วเพียงแต่ส่ายหน้าเบา ๆ พลางคลี่ยิ้มเอ็นดูให้พวกนางอย่างอ่อนโยนเช่นเคย “องค์หญิงมีรับสั่งเรียกให้พวกเจ้าสามแม่ลูกไปพบที่เรือนหลัก จำเอาไว้ให้ดี ยามอยู่ต่อหน้าพระพักตร์องค์หญิง จงสำรวมกิริยาท่าทางและใช้คำพูดคำจาให้ถูกต้องเหมาะสม เข้าใจหรือไม่?”

เมื่อได้ยินว่าองค์หญิงเจาหนิงทรงมีรับสั่งเรียกพบ หัวใจของสามแม่ลูกก็พลันเต้นตึกตักด้วยความตื่นเต้นระคนหวั่นเกรง อันฉิงน้อยกุมมือพี่สาวไว้แน่น ทั้งสามรีบก้มศีรษะลงรับคำเตือนอย่างนบนอบ

“เข้าใจแล้วเจ้าค่ะแม่นม”

แม่นมหลิ่วพยักหน้ารับด้วยความพึงพอใจ ก่อนจะหมุนกายเดินนำทางสามแม่ลูกลัดเลาะผ่านระเบียงไม้และสวนหินอันเงียบสงบ มุ่งตรงไปยังเรือนพักหลักอันทรงเกียรติขององค์หญิงเจาหนิงในทันที

 

ขณะเดียวกันนั้น ภายในห้องโถงกว้างอันหรูหราของเรือนหลัก เจาหนิงกำลังนั่งพูดคุยหยอกล้ออยู่กับกู้จิ่นหยาง บุตรชายวัยสิบขวบปีอย่างมีความสุข นางทั้งรักทั้งเอ็นดูบุตรชายผู้นี้เป็นอย่างมาก

ด้วยกู้จิ่นหยางเป็นเด็กว่านอนสอนง่าย กิริยาสุภาพเรียบร้อย ทั้งยังมีจิตใจเอื้ออารีโอบอ้อมอารี ยิ่งเติบใหญ่ก็ยิ่งฉายแววเฉลียวฉลาดปัญญาดี ละม้ายคล้ายคลึงกับพระสวามีอย่างกู้เยี่ยนเฉินไม่มีผิดเพี้ยน

ในระหว่างที่สองแม่ลูกกำลังเอื้อนเอ่ยหยอกเย้าด้วยเสียงหัวเราะอบอุ่น แม่นมหลิ่วก็เดินนำพาพวกของหยางเหมยและบุตรีทั้งสองก้าวเข้ามาภายในห้องโถงพอดี เจาหนิงจึงหันไปพยักหน้าให้แม่นมหลิ่วเล็กน้อยเป็นเชิงว่ารับรู้

ในชั่วขณะนั้นเอง ทั้งหยางเหมย อันรุ่ย และอันฉิง ต่างก็ทรุดตัวลงคุกเข่าหมอบอยู่บนพื้นเบื้องหน้าสตรีสูงศักดิ์ด้วยความเคารพ และด้วยความประหม่าทำเอาพวกนางไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นสบตาผู้สูงศักดิ์ ทว่าด้วยความซุกซนและอยากรู้อยากเห็นตามประสาเด็กวัยเจ็ดขวบ อันฉิงน้อยกลับช้อนสายตาขึ้น ลอบมองคุณชายน้อยในอาภรณ์เนื้อดีที่นั่งอยู่ข้างกายองค์หญิงด้วยความสนใจ

ยามเมื่ออันรุ่ยผู้เป็นพี่สาวเหลือบไปเห็นเข้า ก็รีบกระตุกแขนเสื้อน้องสาวเบา ๆ เป็นสัญญาณเชิงปรามให้นางก้มหน้าลง ด้วยเกรงว่าการเสียกิริยาจนสร้างความไม่พอใจให้แก่เจ้านายได้ อันฉิงจึงรีบก้มหน้าชิดอกในทันที

“เจ้าพาคุณชายกลับไปพักผ่อนที่เรือนก่อนเถิด หยางเอ๋อร์ เจ้ากลับไปก่อนนะลูก อีกเดี๋ยวแม่จะให้คนนำขนมของโปรดไปให้” เจาหนิงสั่งการกับสาวใช้ประจำตัวคุณชาย ก่อนจะหันไปเอ่ยกับบุตรชายด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

“ลูกขอตัวก่อนนะขอรับท่านแม่”

กู้จิ่นหยางลุกขึ้นก้มตัวทำความเคารพมารดาอย่างนอบน้อม ก่อนจะเดินตามสาวใช้ออกไปจากห้องโถงอย่างว่าง่าย โดยก้าวผ่านร่างของสามแม่ลูกที่คุกเข่าอยู่ไปอย่างได้ใส่ใจอันใดนัก

เมื่อบุตรชายกลับออกไปแล้ว เจาหนิงจึงหันกลับมาสนใจสามแม่ลูกเบื้องหน้า นางกวาดสายตามองสำรวจหยางเหมยที่มีผิวพรรณดูมีเลือดฝาดและฟื้นตัวหายดีเป็นปกติแล้วครู่หนึ่ง พลางถามไถ่ด้วยความห่วงใย

“ร่างกายของเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?”

หยางเหมยรีบก้มศีรษะลงกราบทูลตอบอย่างตะกุกตะกัก “ทะ ทูลองค์หญิง หม่อมฉันหายดีเป็นปกติแล้วเพคะ เป็นเพราะพระมหากรุณาธิคุณขององค์หญิงแท้ ๆ หม่อมฉันและลูก ๆ ถึงได้มีชีวิตรอดมาจนถึงวันนี้ หม่อมฉันยินดีจะถวายชีวิตรับใช้องค์หญิงไปตลอดชีวิตเพคะ!”

นางพยายามเค้นคำพูดราชาศัพท์อย่างเก้ ๆ กัง ๆ ตามแต่ที่ได้แอบเรียนรู้มาจากพวกบ่าวรับใช้ตลอดครึ่งเดือนที่ผ่านมา รวมถึงพยายามสั่งสอนบุตรีให้จดจำด้วย

“เจ้าหายดีก็ดีแล้ว ข้าเองไม่ได้คิดว่าสิ่งที่ทำเป็นบุญคุณใหญ่หลวงอันใดหรอก ถึงอย่างไรพวกเจ้าก็เป็นราษฎรในปกครอง ข้าในฐานะองค์หญิงย่อมไม่อาจนิ่งดูดายเห็นคนเดือดร้อนอยู่ตรงหน้าได้ ทว่าทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากไม่มีบุตรีของเจ้า” เจาหนิงมองไปยังอันรุ่ยและอันฉิงด้วยสายตาเอ็นดู ก่อนจะเอ่ยต่อ “นับว่าโชคดีนักที่เจ้ามีบุตรที่กตัญญูและกล้าหาญเช่นนี้”

“หามิได้เลยเพคะ ทั้งหมดเป็นเพราะพระเมตตาอันล้นพ้นของพระองค์ หากไม่ได้พระองค์ยื่นมือเข้าช่วย หม่อมฉันคงต้องกลายเป็นศพเฝ้าค่ายอพยพไปแล้ว และลูก ๆ ก็คงไม่รู้ว่าจะต้องเผชิญชะตากรรมโหดร้ายเช่นไร”

หยางเหมยเอ่ยปฏิเสธด้วยความอ่อนน้อมถ่อมตนและเจียมเนื้อเจียมตัวอย่างที่สุด

“เอาล่ะ ๆ ในเมื่อตอนนี้เจ้าหายดีแล้ว ต่อไปก็ช่วยดูแลงานจิปาถะของคนในจวนก็แล้วกัน”

“เพคะ”

หยางเหมยรีบรับคำสั่งทันทีด้วยหัวใจที่พองโต ยามนี้นางมีเพียงกำลังกายเท่านั้นที่จะพอใช้ตอบแทนพระคุณอันยิ่งใหญ่นี้ได้

“เช่นนั้นแม่นมหลิ่ว เจ้าช่วยจัดหางานที่เหมาะสมให้นางทำด้วยก็แล้วกัน ส่วนเด็กสองคนนี้ ก็ให้ช่วยงานเล็ก ๆ น้อย ๆ ทั่วไป อย่าได้ให้ทำงานหนักจนเกินกำลังของเด็กนัก” เจาหนิงหันไปกำชับกับข้ารับใช้เก่าแก่

“เพคะองค์หญิง” แม่นมหลิ่วโค้งกายรับคำสั่งอย่างนอบน้อม

“ขอบพระทัยองค์หญิงเพคะที่ทรงเมตตา อันรุ่ย อันฉิง รีบขอบพระทัยองค์หญิงเร็วเข้าลูก!” หยางเหมยน้อมรับพระบัญชา ก่อนจะรีบสะกิดเตือนบุตรีทั้งสอง

“ขอบพระทัยเพคะองค์หญิง!” เด็กสาวทั้งสองเอ่ยขอบคุณขึ้นพร้อมกันด้วยน้ำเสียงเจื้อยแจ้ว

“เช่นนั้นก็ไปเถิด หากมีสิ่งใด ข้าจะให้คนไปเรียกหา” เจาหนิงคลี่ยิ้มบางให้พวกนางทั้งสาม ก่อนที่แม่นมหลิ่วจะนำทางสามแม่ลูกเดินออกจากเรือนหลักไป

ทว่าในขณะนั้นเอง กู้เยี่ยนเฉินที่กำลังก้าวเดินตรงไปยังเรือนขององค์หญิงก็พลันสวนทางกับกลุ่มของสามแม่ลูกที่หน้าประตูเรือนพอดี ราชครูหนุ่มชะงักเท้าลงชั่วครู่ แม่นมหลิ่วจึงรีบนำพาพวกของหยางเหมยทำความเคารพท่านราชครูอย่างรวดเร็ว ก่อนจะขอตัวไปทำงานต่อ

ทางด้านกู้เยี่ยนเฉินไม่ได้เอื้อนเอ่ยสิ่งใด เขาเพียงแต่พยักหน้ารับคำแม่นมหลิ่วด้วยสีหน้าเรียบเฉย ทว่าเมื่อสามแม่ลูกเดินผ่านพ้นไป สายตาคมของเขากลับลอบเหลือบมองตามแผ่นหลังของพวกนางด้วยแววตาล้ำลึกและแปลกประหลาดอยู่ครู่หนึ่ง เป็นแววตาที่ยากจะคาดเดาความหมาย ก่อนที่เขาจะหมุนกายก้าวเข้าสู่เรือนหลักไปอย่างเงียบงัน

 

หลังจากได้รับมอบหมายภาระหน้าที่จากแม่นมหลิ่ว สามแม่ลูกก็แยกย้ายกันไปทำงานตามที่ได้รับมอบหมายอย่างขยันขันแข็ง ไร้ซึ่งความเกียจคร้าน หยางเหมยผู้เป็นมารดาได้รับหน้าที่ดูแลทำความสะอาดภายในจวน หากวันใดจะต้องไปปัดกวาดเช็ดถูเรือนหลักแต่ละหลัง ก็จะมีบ่าวรับใช้มาแจ้งเรียกตัวไปเป็นครั้งคราว

ส่วนสองพี่น้องอันรุ่ยและอันฉิงได้รับรับหน้าที่คอยเป็นลูกมือช่วยเหลืองานบ่าวรับใช้ในจวน บางวันก็ถูกส่งตัวไปช่วยงานล้างผักในครัว บางวันก็ลัดเลาะไปช่วยตัดแต่งพรวนดินในสวนดอกไม้ ซึ่งล้วนเป็นงานเบาแรงที่เด็กวัยเจ็ดและสิบขวบปีพอจะทำได้อย่างไม่เกินกำลัง

ยามใดที่สองพี่น้องเสร็จสิ้นภารกิจของตน พวกนางก็มักจะไปช่วยมารดาปัดกวาดทำความสะอาดเรือนพักเสมอ ความนอบน้อมและความขยันขันแข็งของพวกนางทำให้บ่าวไพร่ทั่วทั้งจวนตระกูลกู้ต่างเอ็นดูและประทับใจไม่น้อย

เรียกได้ว่าทั้งสามแม่ลูกได้ใช้ชีวิตอยู่ภายในจวนตระกูลกู้อย่างสงบสุข และอบอุ่นอย่างที่ไม่เคยได้รับมาก่อนในชีวิต

จนกระทั่งในคืนหนึ่ง หลังจากที่สามแม่ลูกเสร็จสิ้นภารกิจประจำวันและกำลังเตรียมตัวจะพากันเข้านอนบนเตียงไม้หนานุ่ม ท่ามกลางความเงียบสงัดของยามวิกาล เสียงเคาะประตูห้องพักท้ายจวนก็พลันดังขึ้นกะทันหัน

ก๊อก ก๊อก

หยางเหมยขมวดคิ้วแน่นด้วยความสงสัย ด้วยปกติแล้วยามเมื่อตกดึก นางและลูก ๆ มักจะได้รับอนุญาตให้พักผ่อนตามอัธยาศัย ไม่เคยมีผู้ใดมาเรียกหาให้ไปรับใช้กลางดึกเช่นนี้เลยสักครา หญิงสาวจึงขยับลุกขึ้นเดินไปเปิดประตูออกดู ก่อนจะพบร่างของสาวใช้นางหนึ่งยืนหน้าเครียดรออยู่ด้านนอก

“มีเรื่องอันใดอย่างนั้นหรือ?” หยางเหมยเอ่ยถามด้วยความสงสัย

“หัวหน้าพ่อบ้านสั่งให้ข้ามาตามเจ้าไปพบที่เรือนหลักเป็นการด่วน” สาวใช้นางนั้นเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง

“ดึกดื่นค่ำคืนถึงเพียงนี้แล้ว เจ้าพอจะรู้หรือไม่ว่าหัวหน้าพ่อบ้านเรียกพบข้าด้วยเรื่องอันใดกัน?”

หยางเหมยเอ่ยถามซ้ำด้วยความกังวลใจ ลางสังหรณ์บางอย่างทำให้หัวใจของนางเริ่มเต้นไม่เป็นจังหวะ ทว่าสาวใช้นางนั้นกลับชักสีหน้ารำคาญใจออกมาอย่างไม่คิดปิดบัง ยามที่เห็นสตรีตรงหน้าถามเซ้าซี้ไม่หยุด

“หากไม่มีเรื่องด่วนเรื่องสำคัญ เขาจะเรียกหาเจ้ากลางดึกด้วยเหตุใดกัน! อีกอย่าง ข้ามีหน้าที่แค่มาตามตัวเจ้า จะไปรู้เรื่องนั้นได้อย่างไร อยากรู้ก็รีบตามมา!”