บทที่ 39 ความอยุติธรรม (1)
บทที่ 39 ความอยุติธรรม (1)
บทที่ 39 ความอยุติธรรม (1)
เช้าตรู่ของวันต่อมา หลังจากการไต่สวนคดีสะเทือนขวัญในงานล่าสัตว์ได้ปิดฉากลง แผ่นป้ายประกาศคำพิพากษาอย่างเป็นทางการจากราชสำนักก็ถูกนำมาปิดประกาศทั่วเมืองหลวง ระบุโทษประหารชีวิตนายกองฉินฝูทันทีในฐานะตัวการผู้บกพร่องต่อหน้าที่และละเลยคำเตือนเรื่องสัตว์ร้าย
ด้านมู่ชิงเหยา เมื่อได้รับฟังรายงานข่าวจากสาวใช้คนสนิท เพลิงโทสะอันร้อนรุ่มก็พลันลุกโชนขึ้นท่วมอกทันที
นางรู้แจ้งแก่ใจดีที่สุดว่าผู้ใดคือตัวการชั่วช้าที่อยู่เบื้องหลัง ทว่าผู้ที่ต้องสังเวยชีวิตกลับเป็นเพียงนายกองตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งเท่านั้น ความอยุติธรรมอันโจ่งแจ้งนี้เป็นสิ่งที่ไม่ว่าอย่างไร นางก็ไม่อาจก้มหน้ายอมรับได้
การที่ทางการปิดคดีลงเช่นนี้ ย่อมหมายความว่าสกุลหลานไม่ได้คิดที่จะให้หลานเฉินมามอบตัวตามที่หลานหลินได้รับปากไว้ ทว่ากลับเลือกใช้อำนาจสกปรกสร้างแพะรับบาปและป้ายสีผู้อื่นเพื่อตัดตอนความผิดอย่างเลือดเย็น
ปัง!
มู่ชิงเหยาวางม้วนตำราในมือกระแทกลงบนโต๊ะอย่างแรง ก่อนจะผุดลุกขึ้นแล้วสาวเท้ายาวมุ่งตรงไปยังห้องหนังสือของบิดาทันควัน
เมื่อผลักบานประตูเข้าไป นางก็พบว่าบิดากำลังสั่งการมอบหมายงานแก่พ่อบ้านชราอยู่ ครั้นเมื่อเห็นบุตรสาวก้าวเข้ามาด้วยสีหน้าตึงเครียด แม่ทัพมู่จึงโบกมือเป็นสัญญาณให้พ่อบ้านถอยออกไปก่อน
“เหยาเออร์ เจ้าผลีผลามมาหาพ่อในเวลานี้ มีเรื่องด่วนอันใดอย่างนั้นหรือ?”
มู่ชิงเหยาสูดลมหายใจเข้าลึก พลางประสานสายตากับบิดาด้วยความแน่วแน่และจริงจัง
“ท่านพ่อเจ้าคะ ลูกมีเรื่องสำคัญที่ต้องรายงานให้ท่านทราบ คนร้ายที่เพิ่งถูกราชสำนักสั่งตัดสินประหารชีวิตในคดีลานล่าสัตว์ แท้จริงแล้วเป็นเพียงแพะรับบาปที่สกุลหลานจงใจจัดฉากสร้างขึ้นมา เพื่อปกปิดความผิดเจ้าค่ะ!”
แม่ทัพมู่ได้ยินเช่นนั้นก็ถึงกับเลิกคิ้วขึ้นด้วยความตกใจ แววตาคมกล้าฉายประกายสงสัยระคนเคลือบแคลง
“เหยาเออร์ ถ้อยคำที่เจ้าเอ่ยมานี้หมายความว่าอย่างไรกัน เจ้าไปเอาความมั่นใจมาจากที่ใด”
“ลูกไม่ได้กล่าวอ้างลอย ๆ เจ้าค่ะท่านพ่อ” มู่ชิงเหยาเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“ก่อนหน้านี้ หลานหลินได้ส่งเทียบจดหมายลอบนัดหมายให้ลูกไปพบที่อารามซิงฝู และเป็นตัวนางเองที่คุกเข่าสารภาพทั้งน้ำตาว่าแท้จริงแล้วหลานเฉิน พี่ชายของนางคือผู้อยู่เบื้องหลังการวางยาสัตว์ร้ายทั้งหมดเพื่อสร้างสถานการณ์!”
“ลูกอุตส่าห์ให้โอกาสสกุลหลานสามวันเพื่อนำตัวคนผิดมารับโทษตามกฎหมาย ทว่าสิ่งที่พวกเขากระทำกลับเป็นการโยนบาปให้คนบริสุทธิ์ ลูกจึงอยากขอร้องให้ท่านพ่อช่วยยื่นมือเข้าแทรกแซง เปิดโปงความจริงและลากตัวหลานเฉินออกมารับทัณฑ์ให้จงได้เจ้าค่ะ!”
แม่ทัพมู่ได้ฟังคำบอกเล่าของบุตรสาวพลางนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ เขารู้จักนิสัยใจคอของมู่ชิงเหยาดีว่านางมิใช่คนเหลวไหลหรือกุเรื่องขึ้นมาอย่างแน่นอน ทว่าในฐานะขุนศึกผู้เจนจัดในวังวนอำนาจ เขาย่อมมองเห็นขวากหนามและเล่ห์เหลี่ยมทางการเมืองที่ซับซ้อนยิ่งกว่านั้น
“เหยาเออร์ เจ้าจงวางใจเถิด พ่อจะส่งคนออกไปตรวจสอบเรื่องนี้อย่างละเอียด และจะหาทางนำความจริงออกมาให้กระจ่างแจ้ง” แม่ทัพมู่เอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและสุขุม
“เพียงแต่...เรื่องที่จะลากตัวหลานเฉินมาลงทัณฑ์ พ่อคงไม่อาจรับปากเจ้าได้อย่างเต็มปากเต็มคำนัก เพราะหากเป็นจริงดั่งที่เจ้าว่า รองแม่ทัพหลานก็คงใช้กำลังพลทำลายหลักฐานและตัดตอนเส้นสายทั้งหมดจนหมดสิ้นไปแล้ว การจะสืบสาวเพื่อเอาผิดบุตรชายของเขาในยามนี้ ย่อมเป็นเรื่องที่ยากลำบากไม่น้อย”
ความเงียบงันแผ่ซ่านเข้ามาในห้องหนังสือ แสงแดดยามเช้าสาดส่องกระทบใบหน้าเคร่งขรึมของสองพ่อลูก มู่ชิงเหยากัดริมฝีปากแน่น แม้จะเข้าใจสิ่งที่บิดากล่าวเป็นอย่างดี ทว่าภาพของกู้จิ่นหยางที่ได้รับบาดเจ็บสาหัส ในขณะที่คนร้ายตัวจริงยังคงลอยนวลก็ทำให้นางไม่อาจยอมรับได้จริง ๆ
“ลูกเข้าใจดีเจ้าค่ะท่านพ่อ ลูกขอเพียงแค่ความอยุติธรรมนี้จะไม่ถูกกลบฝังไปพร้อมกับความตายของแพะรับบาปก็พอเจ้าค่ะ” มู่ชิงเหยาพยักหน้ารับอย่างมีเหตุผล
“พ่อจะทำอย่างสุดกำลังความสามารถ”
เมื่อได้รับคำมั่นสัญญาจากบิดา มู่ชิงเหยาจึงค้อมกายทำความเคารพแล้วขอตัวกลับเรือนพักของตนไป
ทันทีที่แผ่นหลังของบุตรสาวลับสายตาไป สีหน้าอันสุขุมของแม่ทัพมู่ก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นเย็นยะเยือกและเคร่งขรึมลงในพริบตา เขาสั่งการเรียกตัวหัวหน้าหน่วยสอดแนมเงาคนสนิทเข้ามาพบในห้องหนังสือทันที
“เจ้าจงนำกำลังฝีมือดีลอบออกไปจับตาดูความเคลื่อนไหวของคนในจวนสกุลหลาน จงเฝ้าดูทุกฝีก้าวและทุกการติดต่อลับของหลานชางไห่และหลานเฉิน อย่าได้ปล่อยให้คลาดสายตาแม้แต่เพียงครึ่งก้าว”
“ขอรับ”
เมื่อหน่วยสอดแนมเร้นกายหายไปในเงามืด แม่ทัพมู่ก็ทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่างด้วยหัวใจที่หนักอึ้ง
เขาสัมผัสได้ถึงคลื่นลมพายุและกระแสคลื่นใต้น้ำที่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างบ้าคลั่งในเงามืด และหลังจากนี้เป็นต้นไป เมืองหลวงคงไม่อาจหวนคืนสู่ความสงบสุขได้อีกต่อไปแล้ว...
จวนสกุลกู้
ตลอดหลายวันมานี้ องค์หญิงเจาหนิงแทบไม่ได้ก้าวเท้าออกจากเรือนพักของบุตรชายเลยแม้แต่ก้าวเดียว แม้จะมีคณะหมอหลวงฝีมือเอกคอยเฝ้าถวายการรักษาอยู่ไม่ห่าง ทว่าหัวอกของคนเป็นแม่ก็ยังคงไม่อาจวางใจได้ จำต้องมานั่งเฝ้าดูอาการด้วยตนเองทุกชั่วยาม
กระทั่งในช่วงสายของวันนี้เอง เปลือกตาที่ปิดสนิทของกู้จิ่นหยางก็ค่อย ๆ ขยับไหว ชายหนุ่มค่อย ๆ ลืมตาตื่นขึ้นมาด้วยความยากลำบาก และภาพแรกที่ปรากฏสู่สายตาคือใบหน้าอันแสนคุ้นเคยของมารดาที่กำลังนั่งมองเขาด้วยแววตาห่วงใย
“ท่านแม่ เกิดเรื่องอันใดขึ้นหรือขอรับ? แล้ว...แล้วคุณหนูอันเล่าขอรับ ยามนี้นางเป็นอย่างไรบ้างแล้ว?”
กู้จิ่นหยางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแหบพร่าและแผ่วเบา ความทรงจำสุดท้ายที่ตกค้างอยู่ในสมอง คือภาพความดุร้ายของพยัคฆ์ตัวมหึมาในป่าทึบ และภาพเงาร่างอันบอบบางของอันฉิงที่ยอมกระโจนเข้ามาขวางคมเขี้ยวเล็บจนแผ่นหลังของนางชุ่มโชกไปด้วยโลหิตแดงฉาน
หลังจากนั้นสติของเขาก็ดำดิ่งสู่ความมืดมิด รู้สึกตัวอีกคราก็พบว่าตนนอนอยู่บนเตียงในจวนแล้ว
เจาหนิงรีบเอื้อมมือเข้าไปช่วยประคองร่างของบุตรชายให้ลุกขึ้นนั่งพิงหมอนหนานุ่มอย่างแผ่วเบา นางรู้สึกประหลาดใจไม่น้อยที่ทันทีที่ฟื้นคืนสติ คำแรกที่หลุดออกจากปากของบุตรชายกลับเป็นการถามไถ่ถึงสตรีนางหนึ่ง ทว่าในยามนี้นางยังไม่ได้ใส่ใจซักไซ้ ด้วยความเป็นห่วงสุขภาพของเขามาเป็นอันดับแรก
“หยางเออร์เจ้าเป็นอย่างไรบ้างลูก ยังเจ็บตรงที่ใดอยู่อีกหรือไม่?”
นางเอ่ยถามพลางลูบแขนและสำรวจบาดแผลตามร่างกายของเขาด้วยความร้อนรน แม้หัวหน้าหมอหลวงจะยืนยันว่าอาการของเขาดีขึ้นมากแล้วก็ตาม
กู้จิ่นหยางส่ายหน้าเบา ๆ แทนคำตอบ
“ลูกรู้สึกดีขึ้นมากแล้วขอรับ เพียงแต่ยังรู้สึกตึงและปวดแผลอยู่บ้างยามขยับตัว แต่ท่านแม่ขอรับ แล้วคุณหนูอันเล่า นางได้รับการรักษาแล้วหรือไม่? นางปลอดภัยดีใช่หรือไม่ขอรับ?”
ในใจของชายหนุ่มยังคงเต็มไปด้วยความกังวลใจต่ออันฉิงอย่างล้นพ้น หากในวันนั้นไม่ได้สตรีผู้นั้นยอมเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อถ่วงเวลาและปกป้องเขาไว้ ตัวเขาคงไม่แคล้วต้องกลายเป็นซากศพใต้กรงเล็บเสือไปแล้ว และนางเองก็คงไม่ต้องมารับเคราะห์บาดเจ็บสาหัสเช่นนี้
“เจ้าหมายถึงสตรีใดกันหรือหยางเออร์ ที่นี่นอกจากเจ้าและบ่าวไพร่แล้วก็ไม่มีสตรีอื่นใด แล้วคุณหนูอันที่เจ้าเอ่ยถึง นางเป็นใครมาจากไหนกัน?” เจาหนิงขมวดคิ้วถามด้วยความฉงน
“เรียนท่านแม่ คุณหนูอันคือผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตลูกไว้ในยามที่ลูกกำลังจะเพลี่ยงพล้ำให้แก่พยัคฆ์ร้ายขอรับ”
กู้จิ่นหยางเล่าเรื่องราวเหตุการณ์ในป่าให้มารดาฟังอย่างละเอียด นัยน์ตาคู่คมฉายประกายความซาบซึ้งและกตัญญูรู้คุณจากใจจริง
“เป็นเพราะนางยื่นมือเข้าช่วยลูก นางจึงถูกกรงเล็บเสือทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัสไม่ต่างจากลูกเลย ลูกจึงเป็นห่วงนางยิ่งนัก และตั้งใจจะหาทางตอบแทนนางที่ช่วยชีวิตลูกไว้ขอรับ”