LNCrawler

บทที่ 39 ความอยุติธรรม (2)

มารร้าย (魔女) — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 39 ความอยุติธรรม (2)

บทที่ 39 ความอยุติธรรม (2)

เมื่อได้รับฟังความจริงจากปากบุตรชาย สีหน้าของเจาหนิงก็ผ่อนคลายลง นางพยักหน้ารับอย่างเข้าใจและเอ่ยปลอบประโลมด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล

“หยางเออร์ เจ้าเพิ่งจะฟื้นคืนสติ ร่างกายยังบอบช้ำนัก จงนอนพักผ่อนรักษาตัวให้หายดีเสียก่อนเถิด ส่วนเรื่องคุณหนูอันผู้นั้น ในเมื่อนางมีบุญคุณช่วยชีวิตเจ้าไว้ สกุลกู้และแม่ย่อมไม่มีทางละเลยที่จะตอบแทนนางอย่างสมเกียรติแน่นอน เจ้าอย่าได้กังวลใจไปเลย ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของแม่จัดการเถิดนะ”

“ขอบคุณท่านแม่ขอรับ...”

กู้จิ่นหยางพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย เมื่อเห็นมารดารับปากว่าจะจัดการให้ตามความเหมาะสม เขาก็คลายความกังวลใจลง ก่อนจะค่อย ๆ เอนกายล้มตัวลงนอนหลับพักฟื้นต่อด้วยความอ่อนล้า เจาหนิงจึงจัดแจงห่มผ้าให้บุตรชาย

ท่ามกลางกลิ่นกำยานอ่อน ๆ ภายในห้องช่วยขับกล่อมบรรยากาศให้อบอุ่นขึ้น แสงแดดรำไรที่สาดส่องผ่านรอยต่อม่านหน้าต่างกระทบใบหน้าซูบซีดของกู้จิ่นหยาง

เจาหนิงลอบมองบุตรชายด้วยความสะท้อนใจ ความเฉียดตายในครานี้ทำให้ทั้งจวนสกุลกู้ตกอยู่ในเงามืดมาหลายเพลา เมื่อเห็นว่าเขากลับมามีชีวิตและมีสติแจ่มชัด หัวอกผู้เป็นมารดาจึงค่อย ๆ คลายความตึงเครียดลง

จากนั้นนางจึงหมุนกายก้าวเท้าออกจากห้องนอนไป เพื่อเริ่มตระเตรียมการตอบแทนบุญคุณตามที่ได้รับปากไว้

เมื่อเจาหนิงเดินกลับมาถึงเรือนพักส่วนตัว แม่นมหลิ่วที่คอยสังเกตการณ์อยู่ตลอดก็รีบยกถาดน้ำชาอุ่นเข้ามาปรนนิบัติอย่างรู้ใจ

ในจังหวะนั้นเอง สีหน้าอันแสนอ่อนโยนของเจาหนิงก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชาและเคร่งขรึมลงทันควัน

“แม่นมหลิ่ว...เมื่อครู่นี้ ข้าได้ยินหยางเออร์เอ่ยถึงคุณหนูอันผู้หนึ่งขึ้นมา เจ้าจงสั่งการให้คนของเราลอบออกไปขุดคุ้ยและสืบประวัติของสตรีแซ่อันผู้นี้มาให้ละเอียดที ไปดูว่านางเป็นบุตรเต้าเหล่าใครในเมืองหลวง และที่สำคัญที่สุด ไปสืบดูว่านางจงใจเข้าหาหยางเออร์ของข้าด้วยเจตนาอันใดกันแน่” เจาหนิงเอ่ยสั่งการด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าเฉียบขาด

“เพคะ” แม่นมหลิ่วค้อมกายรับคำสั่งอย่างรวดเร็วก่อนจะล่าถอยออกไป

เจาหนิงค่อย ๆ ยกถ้วยชาขึ้นมาจิบช้า ๆ นัยน์ตาหงส์คู่งามหรี่ลงทอประกายระแวดระวังภัยอันลึกล้ำ

นางไม่เคยได้ยินชื่อเสียงเรียงนามของสตรีสกุลอันผู้นี้ในแวดวงชนชั้นสูงมาก่อน อีกทั้งการที่หญิงสาวผู้นี้ปรากฏตัวขึ้นมาช่วยชีวิตบุตรชายของนางได้ทันท่วงทีในจังหวะความเป็นความตาย มันช่างเหมาะเจาะและพอดิบพอดีจนผิดธรรมชาติเกินไป

ไอเย็นจากสายลมภายนอกพัดผ่านม่านโปร่งเข้ามาในห้องพักอันโอ่อ่า เจาหนิงวางถ้วยกระเบื้องเคลือบลงบนโต๊ะไม้สลักลายอย่างแผ่วเบา เสียงกระทบกระทั่งเบาบางนั้นสะท้อนถึงความเด็ดเดี่ยวในหัวอกผู้เป็นมารดาและองค์หญิงแห่งราชวงศ์

นางผ่านร้อนผ่านหนาวและเห็นการเชือดเฉือนในวังหลวงมานับครั้งไม่ถ้วน ย่อมตระหนักดีว่าความบังเอิญที่สมบูรณ์แบบเกินไป มักซ่อนคมมีดที่พร้อมจะแทงข้างหลังไว้เสมอ

ในเมืองหลวงที่เต็มไปด้วยเล่ห์กลและการแก่งแย่งชิงดีเช่นนี้ นางย่อมไม่อาจไว้วางใจผู้ใดได้ง่าย ๆ ต่อให้สตรีผู้นั้นจะได้ชื่อว่าเป็นผู้มีพระคุณของบุตรชายก็ตามที

ตราบใดที่ยังไม่อาจสืบสาวจนเห็นไส้เห็นพุงและล่วงรู้ความจริงเบื้องหลังทั้งหมด นางย่อมต้องจับตาดูทุกฝีก้าวอย่างระมัดระวังที่สุด เพื่อไม่ให้ใครหน้าไหนใช้บุตรชายอันเป็นที่รักของนางเป็นสะพานก้าวไปสู่ผลประโยชน์อันดำมืดได้เป็นอันขาด!

 

หลายวันต่อมา ทันทีที่มู่ชิงเหยาได้รับข่าวว่ากู้จิ่นหยางฟื้นคืนสติและอาการบาดเจ็บเริ่มทุเลาลง นางก็ไม่รอช้า รีบจัดเตรียมรังนกชั้นเลิศและโอสถบำรุงล้ำค่ามุ่งตรงมาเยี่ยมเยือนเขาถึงจวนสกุลกู้ในทันที

ด้วยความที่สองตระกูลมีความสัมพันธ์อันดีและทั้งสองเติบโตวิ่งเล่นด้วยกันมาตั้งแต่วัยเยาว์ การมาเยือนของนางจึงไม่ใช่เรื่องผิดแปลกอันใด ทว่ายามเติบใหญ่สู่วัยหนุ่มสาว จำต้องคำนึงถึงระยะห่างและขนบธรรมเนียมเพื่อไม่ให้เกิดคำครหา นางจึงไม่ได้แวะเวียนมาบ่อยครั้งเช่นอดีต มักเลือกที่จะนัดพบปะพร้อมหน้ากับเหล่าสหายตามเหลาอาหารนอกจวนเสียมากกว่า

ทว่าครานี้กู้จิ่นหยางต้องเผชิญเคราะห์กรรมเฉียดตาย มีเพียงการได้มาเห็นกับตาตนเองว่าเขาปลอดภัยดีแล้วเท่านั้น จึงจะคลายก้อนหินที่ถ่วงแน่นอยู่ในอกของนางลงได้

“คุณหนูมู่ เชิญทางนี้เจ้าค่ะ”

แม่นมหลิ่วออกมาให้การต้อนรับด้วยตนเองตามคำสั่งขององค์หญิงเจาหนิง ด้วยมู่ชิงเหยาเป็นถึงบุตรสาวเอกของแม่ทัพใหญ่ ทั้งยังมีเกียรติยศและวรยุทธ์โดดเด่น การที่นางจะคบหาสมาคมกับคุณชายกู้ จึงเป็นสิ่งที่ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายต่างเห็นพ้องต้องกัน

“แม่นมหลิ่ว ไม่ได้พบกันเสียนานเลยนะเจ้าคะ องค์หญิงทรงเป็นอย่างไรบ้างหรือเจ้าคะ?” มู่ชิงเหยาเอ่ยทักทายด้วยกิริยานอบน้อม

“องค์หญิงทรงสบายดีเจ้าค่ะ เพียงแต่วันนี้ทรงมีภารกิจส่วนพระองค์ จึงไม่สะดวกออกมาต้อนรับด้วยตนเอง จึงได้รับสั่งให้ข้าน้อยมาคอยดูแลคุณหนูแทนเจ้าค่ะ” แม่นมหลิ่วเอ่ยตอบด้วยรอยยิ้มละมุนและแววตาเปี่ยมเมตตา

มู่ชิงเหยาเห็นความอ่อนโยนเช่นนั้นมาโดยตลอด จึงปักใจเชื่อเสมอว่าแม่นมหลิ่วและองค์หญิงเจาหนิงเป็นผู้ใหญ่ที่จิตใจเมตตาและเปี่ยมด้วยคุณธรรม ทำให้นางรู้สึกผ่อนคลายและไว้วางใจอย่างยิ่ง

“เป็นเพราะข้ามาเยือนโดยไม่ได้ส่งเทียบแจ้งล่วงหน้า ต้องขออภัยด้วยนะเจ้าคะ”

“หาเป็นเช่นนั้นไม่เจ้าค่ะคุณหนู เชิญตามสบายเถิด คุณชายกู้เพิ่งจะดื่มยาบำรุงเสร็จ ยามนี้กำลังนั่งพักผ่อนรับลมอยู่เจ้าค่ะ”

กลิ่นหอมสะอาดของแมกไม้ในสวนหน้าเรือนพักช่วยปัดเป่าความกังวลใจของมู่ชิงเหยาไปจนเกือบหมดสิ้น นางกวาดสายตามองระเบียงไม้ทอดยาวที่คุ้นเคยในความทรงจำ

แม่นมหลิ่วนำทางมู่ชิงเหยามาจนถึงหน้าเรือนพัก ก่อนจะค้อมกายขอตัวล่าถอยออกไป ปล่อยให้คนคุ้นเคยทั้งสองได้พูดคุยสนทนากันตามลำพัง เพื่อถามไถ่สารทุกข์สุกดิบให้คลายความคิดถึงและความห่วงใยที่คั่งค้างมาเนิ่นนาน

 

บริเวณระเบียงเรือนอันร่มรื่น กู้จิ่นหยางที่สวมอาภรณ์ตัวหลวมสีขาวบริสุทธิ์กำลังนั่งเอนกายอ่านตำราอยู่ริมระเบียง ใบหน้าหล่อเหลาเริ่มมีเลือดฝาดกลับคืนมาบ้างแล้ว ทันทีที่เหลือบเห็นร่างของมู่ชิงเหยา ชายหนุ่มก็พลันคลี่รอยยิ้มอบอุ่นออกมาทันควัน

“ท่านพี่จิ่นหยาง ท่านเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ?”

มู่ชิงเหยาสาวเท้าเข้าไปนั่งลงฝั่งตรงข้าม พลางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสั่นไหวที่เปี่ยมด้วยความห่วงใย หลายวันที่ผ่านมา นางกินไม่ได้นอนไม่หลับ จิตใจพะวงอยู่แต่กับอาการของเขาจนแทบสิ้นเรี่ยวแรง

“ข้าดีขึ้นมากแล้ว เจ้าเล่า ได้รับบาดเจ็บตรงที่ใดหรือไม่?”

กู้จิ่นหยางทอดสายตามองนางด้วยความอาทร เพียงเห็นสีหน้ากังวลของหญิงสาว เขาก็รู้แจ้งแล้วว่านางเป็นห่วงเขามากเพียงใด แม้ในใจจะอยากปกป้องนาง ทว่าฝีมือยุทธ์ของนางกลับเหนือชั้นกว่าเขามากนัก สุดท้ายจึงกลายเป็นเขาเสียเองที่ทำให้นางต้องคอยทุกข์ใจ

“ข้ามีเพียงรอยขีดข่วนเล็กน้อยเท่านั้นเจ้าค่ะ ทว่าท่านพี่ต่างหากที่บาดเจ็บหนักเจียนตายถึงเพียงนี้ยังจะมีหน้ามายิ้มหน้าระรื่นอยู่อีกหรือเจ้าคะ”

มู่ชิงเหยาแสร้งทำเสียงดุตัดพ้อ ทว่ายามสบสายตาอันแสนอบอุ่นนั้น นางกลับดุเขาต่อไม่ลง

“เหยาเออร์บ่นยาวถึงเพียงนี้ คงเป็นห่วงข้ามากเลยสินะ” ชายหนุ่มหัวเราะเบา ๆ ในลำคออย่างเอ็นดู

“ก็ใช่น่ะสิเจ้าคะ!” นางเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย

“ท่านไม่รู้หรอกว่าข้ากระวนกระวายใจเพียงใด หากข้าสามารถเจ็บแทนท่านได้ ข้าคงเลือกรับบาดแผลเหล่านั้นไว้เองไปแล้ว”

แม้น้ำเสียงจะดูคล้ายประชดประชัน ทว่าในใจของมู่ชิงเหยากลับคิดเช่นนั้นจริง ๆ ด้วยนางเป็นนักรบ ย่อมคุ้นชินกับบาดแผลและทนทานต่อความเจ็บปวดได้ดีกว่าบัณฑิตสายบุ๋นเช่นเขามากนัก

“อย่าลำบากเช่นนั้นเลย...”

กู้จิ่นหยางส่ายหน้าช้า ๆ แววตาของเขาทอประกายลึกล้ำขึ้นมาชั่วครู่

“เจ้าก็เห็นแล้วว่าข้าปลอดภัยดี ทั้งหมดนี้ต้องขอบคุณคุณหนูอันฉิงที่ยอมเสี่ยงชีวิตกระโจนเข้ามาช่วยข้าไว้ ไม่เช่นนั้นข้าคงกลายเป็นซากศพใต้กรงเล็บพยัคฆ์ไปแล้ว”

นามของคุณหนูอันฉิงที่หลุดออกมาพร้อมประกายตาอันซาบซึ้งของกู้จิ่นหยาง ทำให้หัวใจของมู่ชิงเหยากระตุกวูบลงเล็กน้อย

นี่เป็นครั้งแรกที่นางรับรู้ถึงการมีตัวตนของสตรีผู้นี้อย่างแจ่มชัด ในอดีตอันฉิงเป็นเพียงบุตรสาวคหบดีธรรมดาที่ไม่เคยอยู่ในสายตาหรือแวดวงสังคมชั้นสูงของนางเลยแม้แต่น้อย