LNCrawler

บทที่ 40 ยืมดาบสังหารคน (1)

มารร้าย (魔女) — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 40 ยืมดาบสังหารคน (1)

บทที่ 40 ยืมดาบสังหารคน (1)

“เช่นนั้น...วันหน้าข้าคงต้องหาโอกาสไปขอบคุณนางด้วยตัวเอง ที่ช่วยชีวิตท่านพี่เอาไว้เจ้าค่ะ”

มู่ชิงเหยาปั้นรอยยิ้มตอบรับ ทว่าในอกกลับบังเกิดความรู้สึกแปลกประหลาดที่ยากจะอธิบาย

กู้จิ่นหยางพยักหน้ารับอย่างเห็นพ้อง ก่อนจะเอ่ยปากเสนอความคิดขึ้นมาด้วยความกระตือรือร้น

“เอาเช่นนี้ดีหรือไม่เหยาเออร์ คราวหน้าที่พวกเรานัดรวมตัวสหายทานอาหารกันนอกจวน ข้าอยากจะส่งเทียบเชิญไปยังจวนสกุลอัน เชิญคุณหนูอันมาร่วมโต๊ะกับพวกเราด้วย เจ้าเห็นว่าอย่างไร?”

มู่ชิงเหยานิ่งงันไปชั่วอึดใจ ตลอดเวลาที่รู้จักกันมา แม้กู้จิ่นหยางจะเป็นสุภาพบุรุษผู้อ่อนโยนและให้เกียรติทุกคน ทว่าเขาไม่เคยเปิดรับหรือให้ความสำคัญกับสตรีแปลกหน้านางใดเป็นพิเศษถึงขั้นอยากดึงเข้ามาร่วมวงสหายสนิทเช่นนี้มาก่อน

นี่นับว่าเป็นครั้งแรกที่นางเห็นเขาแสดงความใส่ใจต่อสตรีนอกตระกูลขุนนางถึงเพียงนี้...

สายลมอ่อนพัดผ่านระเบียงนำพากลิ่นหอมของดอกหลิวร่วงหล่นลงสู่พื้นไม้ มู่ชิงเหยาหลุบสายตามองจอกชาที่ควันกรุ่นตรงหน้า ความรู้สึกบางอย่างในใจเริ่มก่อตัวเป็นระลอกคลื่นเล็ก ๆ

นางรู้ดีว่ากู้จิ่นหยางเป็นคนซื่อตรงและกตัญญูรู้คุณคน ทว่าความกระตือรือร้นที่ฉายชัดในแววตาของเขายามเอ่ยถึงสตรีแซ่อันผู้นั้น กลับทำให้นางรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงที่ไม่อาจมองข้าม

แต่ถึงกระนั้นเพื่อไม่ให้เสียกิริยา มู่ชิงเหยาจึงเก็บซ่อนความคลางแคลงใจไว้ใต้รอยยิ้มอันสงบนิ่ง

“แน่นอนว่าย่อมได้เจ้าค่ะ ในเมื่อนางมีบุญคุณช่วยชีวิตท่านพี่ การจัดเลี้ยงอาหารเพื่อตอบแทนน้ำใจย่อมเป็นสิ่งที่สมควรยิ่ง เอาไว้เมื่อท่านพี่หายดีและสบโอกาสเหมาะเจาะเมื่อใด พวกเราค่อยส่งเทียบเชิญไปให้นางนะเจ้าคะ”

“เหยาเออร์เข้าใจข้าที่สุดเสมอ” กู้จิ่นหยางกล่าวชมนางด้วยรอยยิ้มพึงใจ

“แน่นอนอยู่แล้วเจ้าค่ะ...”

มู่ชิงเหยายิ้มรับอย่างอ่อนหวาน ทว่าภายในใจกลับเริ่มจับจ้องและตั้งคำถามต่อชื่อของอันฉิงอย่างเงียบเชียบ นางนั่งสนทนากับกู้จิ่นหยางต่ออีกครู่ใหญ่ คอยดูแลหยิบจับสิ่งของให้เขาจนกระทั่งได้เวลาอันสมควร จึงได้เอ่ยปากขอตัวเดินทางกลับจวนแม่ทัพไป

 

จวนสกุลสวี

ขณะเดียวกัน ทางด้านแม่ทัพสวีเฟิง แม้ภายนอกจะถูกราชสำนักสั่งพักราชการและกักบริเวณอยู่แต่ในจวนพัก ทว่าภายในใจของขุนศึกผู้เจนสมรภูมิกลับไม่เคยยอมจำนนต่อความอยุติธรรม เขายังคงส่งองครักษ์เงาและกองกำลังที่ไว้ใจได้ออกไปสืบสาวราวเรื่องอย่างลับ ๆ ลอบแกะรอยตามเบาะแสในจดหมายนิรนามอย่างเงียบเชียบที่สุด เพื่อไม่ให้ฝ่ายสกุลหลานไหวตัวทัน

กระทั่งในที่สุด เสียงเคาะประตูลับก็ดังขึ้น องครักษ์คนสนิทก้าวเข้ามารายงานตัวในห้องหนังสือด้วยสีหน้าตื่นเต้นระคนจริงจัง

“ได้เรื่องอย่างไรบ้าง?” สวีเฟิงเอ่ยถามด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

“เรียนนายท่าน พบหลักฐานและร่องรอยทั้งหมดแล้วขอรับ!” องครักษ์หนุ่มประคองม้วนรายงานและหลักฐานชิ้นสำคัญส่งมอบให้ถึงมือ

“นี่เป็นบันทึกเส้นทางการเงินและคำสารภาพของพยานเท็จ ยืนยันชัดเจนว่าเป็นฝีมือของคุณชายหลานเฉินจริง ๆ ขอรับ เขาได้ว่าจ้างและจ่ายเงินก้อนโตเพื่อติดสินบนพยานให้สร้างหลักฐานเท็จป้ายสีฉินฝู ข้าน้อยได้รวบรวมหลักฐานทั้งหมดไว้อย่างแน่นหนาแล้วขอรับ”

เมื่อสวีเฟิงกวาดสายตาตรวจดูม้วนรายงานอย่างละเอียด มือหนาก็กำแน่นจนแผ่นกระดาษยับยู่ยี่ นัยน์ตาวาวโรจน์ไปด้วยเพลิงโทสะที่ลุกท่วมอก

หลักฐานทุกชิ้นชี้ชัดว่าหลานเฉินคือผู้วางยาหมีป่า ทว่ากลับจัดฉากโยนความผิดมาให้คนสนิทของเขาต้องถูกประหาร ส่วนตัวเขาเองก็ต้องสูญสิ้นทั้งอำนาจบัญชาการและความไว้วางพระทัยจากองค์รัชทายาท!

ทว่าเมื่อข่มกลั้นความเดือดดาลและไตร่ตรองให้ลึกซึ้ง สวีเฟิงก็ตระหนักได้ว่าลำพังเพียงคุณชายเสเพลอย่างหลานเฉิน ย่อมไม่มีปัญญาจัดฉากได้แนบเนียนถึงเพียงนี้ หากไม่ใช่เพราะมีหลานชางไห่คอยชักใยและกอบโกยผลประโยชน์อยู่เบื้องหลัง

“เจ้าออกไปก่อนเถิด...”

สวีเฟิงโบกมือสั่งการเสียงเรียบ ครั้นเมื่อองครักษ์ล่าถอยออกไป ชายหนุ่มก็พรูลมหายใจยาวออกมาด้วยความกลัดกลุ้ม

เขานั่งนิ่งครุ่นคิดอยู่หลังโต๊ะทำงานเป็นเวลานาน ในยามนี้ หลานชางไห่เพิ่งจะได้กุมอำนาจทางทหารแทนเขา ทั้งยังมีองค์รัชทายาทคอยกางปีกปกป้อง หากเขาวู่วามนำหลักฐานชิ้นนี้ไปยื่นฟ้องร้องต่อทางการโดยตรง ฝ่ายสกุลหลานย่อมต้องหาทางเบี่ยงเบนประเด็น โยนให้เป็นเพียงเรื่องวิวาทและตัณหาชู้สาวของคนรุ่นหนุ่มสาวเพื่อตัดตอนความผิด และไม่มีทางลากหลานชางไห่ลงมาจากตำแหน่งได้อย่างเด็ดขาด

แสงเทียนในห้องหนังสือไหววูบตามแรงลมที่เล็ดลอดเข้ามา ความเงียบงันยิ่งขับเน้นความตึงเครียดในใจของขุนศึกผู้ตกเป็นเบี้ยล่าง การเคลื่อนไหวในเวลานี้ไม่อาจใช้เพียงความโกรธแค้นนำทาง เพราะหากเดินหมากผิดเพียงก้าวเดียว ไม่เพียงแต่ไม่อาจล้างมลทินให้ตนเองและผู้ใต้บังคับบัญชาได้ ทว่าอาจเป็นการเปิดช่องให้สกุลหลานตลบหลังจนถึงแก่ชีวิต

ทว่าในจังหวะนั้นเอง ประกายความคิดอันแยบคายก็วาบขึ้นมาในสมอง

ในเมื่อตัวเขาในยามนี้ถูกริบอำนาจและไม่อาจเคลื่อนไหวอย่างเปิดเผยได้ เช่นนั้นก็มีแต่ต้องยืมดาบสังหารคนเสียแล้ว

ซึ่งผู้ที่มีอำนาจและความสามารถพอจะบดขยี้สกุลหลานให้แหลกเป็นผุยผงได้ ก็มีเพียงองค์หญิงเจาหนิงและจวนราชครูกู้เท่านั้น!

แม้ทั่วทั้งเมืองหลวงจะเลื่องลือว่าองค์หญิงเจาหนิงเป็นสตรีผู้เปี่ยมเมตตา วางตัวสงบเสงี่ยมและไร้พิษภัย ทว่าในแวดวงขุนนางชั้นสูงย่อมรู้ดีว่า กู้จิ่นหยางคือเกล็ดมังกรและแก้วตาดวงใจที่ผู้ใดจะแตะต้องไม่ได้!

หากสกุลกู้ล่วงรู้ว่าแผนการชั่วช้าของสองพ่อลูกสกุลหลาน เป็นต้นเหตุให้บุตรชายเพียงคนเดียวต้องเกือบกลายเป็นซากศพใต้กรงเล็บพยัคฆ์ มีหรือที่พวกเขาจะยอมนิ่งเฉย!

สวีเฟิงกระตุกรอยยิ้มเย็นเยียบที่มุมปาก แววตาแปรเปลี่ยนเป็นเด็ดเดี่ยว เขาตัดสินใจแล้วว่าจะลอบส่งหลักฐานชิ้นนี้ไปให้ถึงมือองค์หญิงเจาหนิง เพื่อยืมมือของจวนราชครูกู้เข้าฟาดฟันและขุดรากถอนโคนสกุลหลานให้ดับสูญไปจากแผ่นดิน...

 

ในวันรุ่งขึ้น ทันทีที่สวีเฟิงได้รับรายงานจากองครักษ์เงาว่า องค์หญิงเจาหนิงมีกำหนดการเสด็จออกไปไหว้พระทำบุญที่อารามนอกเมืองหลวง เขาก็ไม่รอช้า รีบผลัดเปลี่ยนเครื่องแต่งกายอย่างรัดกุม แล้วเดินทางมุ่งตรงไปยังอารามดังกล่าวเพื่อดักรอเข้าพบพระนางเป็นการส่วนตัวในทันควัน

ในขณะเดียวกันนั้น องค์หญิงเจาหนิงพร้อมด้วยแม่นมหลิ่วและขบวนนางกำนัลก็ได้เดินทางมาถึงอาราม พระนางก้าวเข้าสู่พระวิหารใหญ่เพื่อจุดธูปสวดมนต์ขอพรตามปกติ

ซึ่งกิจวัตรอันเปี่ยมด้วยจิตศรัทธานี้เป็นสิ่งที่พระนางทรงปฏิบัติมาอย่างต่อเนื่องยาวนานจนกลายเป็นภาพที่ผู้คนในเมืองหลวงต่างเห็นจนชินตา

ครั้นเมื่อเสร็จสิ้นการไหว้พระและเตรียมจะเสด็จกลับจวน รองแม่ทัพสวีที่รอคอยจังหวะอยู่แล้วก็ก้าวเข้ามาคุกเข่าทำความเคารพเบื้องหน้าพระพักตร์

“บังเอิญเสียจริง ข้าไม่คิดเลยว่าจะได้พบรองแม่ทัพสวีที่อารามแห่งนี้”

เจาหนิงแย้มรอยยิ้มละมุนทักทายอย่างมีเมตตา ทว่าในใจกลับบังเกิดความเคลือบแคลงสงสัยขึ้นมาทันควัน ด้วยเป็นที่รู้แจ้งกันดีว่า ขุนศึกอย่างสวีเฟิงวัน ๆ คลุกคลีอยู่แต่ในค่ายทหาร ไม่เคยสนใจเรื่องการเข้าวัดฟังธรรม การปรากฏตัวอย่างกะทันหันเช่นนี้ย่อมต้องมีจุดประสงค์แอบแฝงอย่างไม่ต้องสงสัย

“ทูลองค์หญิง แท้จริงแล้วกระหม่อมไม่ได้มาด้วยความบังเอิญ หากแต่ตั้งใจมาเพื่อขอเข้าเฝ้าพระองค์เป็นการส่วนตัวพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมมีเรื่องสำคัญคอขาดบาดตายที่จำเป็นต้องกราบทูลให้ทรงทราบ” สวีเฟิงเอ่ยเข้าประเด็นอย่างตรงไปตรงมา

“ในเมื่อรองแม่ทัพสวีมีธุระสำคัญกับข้า เช่นนั้นก็เชิญไปนั่งสนทนากันที่ศาลาหลังอารามเถิด”

เจาหนิงยังคงมีสีหน้าอ่อนโยนและสงบนิ่ง นางเดินนำเขาไปยังศาลาริมสวนอันเงียบสงัดด้านหลังอาราม ซึ่งไร้ผู้คนพลุกพล่าน ก่อนจะนั่งลงแล้วเอ่ยถามอย่างเป็นกันเอง

“รองแม่ทัพสวีว่ามาเถิด มีเรื่องสำคัญอันใดจะพูดคุยกับข้าหรือ?”