บทที่ 40 ยืมดาบสังหารคน (2)
บทที่ 40 ยืมดาบสังหารคน (2)
บทที่ 40 ยืมดาบสังหารคน (2)
“ที่กระหม่อมบังอาจมาเข้าเฝ้าในวันนี้ เพราะปรารถนาจะชี้แจงความจริงเบื้องหลังเหตุการณ์สะเทือนขวัญในงานล่าสัตว์ให้พระองค์ทรงทราบ เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดต่อกระหม่อมและคนในบังคับบัญชาพ่ะย่ะค่ะ”
สวีเฟิงค้อมกายลงพลางประคองม้วนรายงานและหลักฐานทั้งหมดส่งมอบให้แก่แม่นมหลิ่ว เพื่อนำไปถวายต่อองค์หญิงเจาหนิง
“นี่เป็นหลักฐานชี้ชัดถึงตัวการที่แท้จริงพ่ะย่ะค่ะ แท้จริงแล้ว เรื่องร้ายทั้งหมดเป็นแผนการที่หลานเฉิน บุตรชายของรองแม่ทัพหลานชางไห่จงใจจัดฉากขึ้นมา เพื่อหวังจะเล่นบทวีรบุรุษช่วยสาวงามต่อหน้าคุณหนูมู่ชิงเหยา”
“ทว่าในขณะเดียวกัน เขาก็จงใจปล่อยให้สัตว์ร้ายเข้าทำร้ายคุณชายกู้ เพื่อหวังจะกำจัดเสี้ยนหนามและคู่แข่งคนสำคัญให้พ้นทางไปด้วย แม้ทางการจะเพิ่งสั่งประหารฉินฝูคนของกระหม่อมไป ทว่านั่นก็เป็นเพียงแพะรับบาปที่สกุลหลานสร้างหลักฐานเท็จขึ้นมาเพื่อปัดความรับผิดชอบเท่านั้น”
“กระหม่อมไม่อยากให้พระองค์ทรงเข้าใจผิด จึงนำความจริงทั้งหมดมาถวายรายงานพ่ะย่ะค่ะ!”
เสียงใบไม้เสียดสีตามแรงลมที่พัดผ่านศาลาเงียบสงบยิ่งขับเน้นความกดดันที่ก่อตัวขึ้นอย่างฉับพลัน แม่นมหลิ่วคลี่ม้วนบันทึกหลักฐานถวายอย่างระมัดระวัง ทุกตัวอักษรและตราประทับที่ปรากฏบ่งบอกเส้นทางการเงินและพยานแวดล้อมอย่างแน่นหนาจนไม่อาจปฏิเสธได้
สวีเฟิงก้มหน้าสงบนิ่ง ทว่าแววตากลับจับจ้องทุกความเคลื่อนไหวของสตรีสูงศักดิ์ตรงหน้าอย่างไม่วางตา
เขารู้ดีว่าตนเองกำลังเดินหมากตัวสำคัญ และจงใจเน้นย้ำประเด็นเรื่องที่หลานเฉินจงใจมุ่งร้ายต่อกู้จิ่นหยางอย่างเด่นชัด
ซึ่งทันทีที่ได้ยินว่ามีคนจงใจวางแผนหมายเอาชีวิตบุตรชายหัวแก้วหัวแหวน รอยยิ้มอันแสนอ่อนโยนบนใบหน้าขององค์หญิงเจาหนิงก็พลันหยุดชะงักลง แววตาหงส์คู่งามทอประกายไอสังหารอันเย็นเยียบดุจน้ำแข็งพันปีขึ้นมาในชั่วพริบตา
เจาหนิงรับม้วนรายงานจากแม่นมหลิ่วมาถือไว้โดยไม่ได้คลี่เปิดอ่านในทันที นางยังคงรักษากิริยาสงบนิ่ง แย้มรอยยิ้มละมุนละไมอันเปี่ยมเมตตาดั่งเดิม
“ข้าต้องขอบคุณรองแม่ทัพสวีที่อุตส่าห์นำความจริงมาบอกกล่าวด้วยตนเอง วางใจเถิด...ข้าย่อมแยกแยะผิดชอบชั่วดีได้ และไม่มีทางเข้าใจเจตนาของท่านผิดไปอย่างแน่นอน”
“ในเมื่อส่งมอบหลักฐานถึงพระหัตถ์แล้ว กระหม่อมก็ไม่มีสิ่งใดรบกวนเวลาไหว้พระของพระองค์อีกพ่ะย่ะค่ะ หวังเพียงความจริงจะปรากฏ และทรงเชื่อมั่นว่าสกุลสวีไม่เคยคิดร้ายต่อจวนราชครูแม้แต่น้อย วันนี้กระหม่อมขอทูลลาพ่ะย่ะค่ะ”
แม่ทัพสวีค้อมกายทำความเคารพอย่างนอบน้อมก่อนจะถอยร่นจากไป
เจาหนิงทอดสายตามองตามแผ่นหลังของขุนศึกจนลับสายตา รอยยิ้มอ่อนโยนบนใบหน้างามก็พลันเหือดแห้งไปในพริบตา นางคลี่เปิดรายงานออกอ่านอย่างรวดเร็ว กวาดสายตาไล่เรียงทุกตัวอักษร บันทึกเส้นทางการเงินและคำให้การของพยานถูกระบุไว้อย่างไร้ช่องโหว่
แม้หลักฐานจะชี้ชัดไปยังหลานเฉิน ทว่าด้วยนิสัยระแวดระวังภัย นางจึงยังไม่ปักใจเชื่อคำพูดของสวีเฟิงไปเสียทั้งหมด
ปลายนิ้วเรียวงามลูบไล้ขอบม้วนกระดาษอย่างแผ่วเบา แววตาหงส์ทอดมองลึกล้ำราวกับผืนน้ำไร้ก้นบึ้ง นางรู้ดีว่าในวังวนอำนาจย่อมมีการใส่ร้ายป้ายสีและหักหลังกันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน สวีเฟิงเพิ่งถูกริบอำนาจย่อมต้องดิ้นรนหาทางรอด การยื่นดาบเล่มนี้มาให้นางจึงแฝงเจตนายืมกำลังจวนราชครูไปล้างแค้นสกุลหลานอย่างไม่ต้องสงสัย
หากนางยอมก้าวเดินตามเกมของผู้อื่นโดยไม่ไตร่ตรอง ย่อมไม่แคล้วตกเป็นหมากในกระดานของคนอื่นเสียเอง
เจาหนิงจึงสั่งให้แม่นมหลิ่วเก็บรายงานลับนั้นไว้ให้มิดชิด ก่อนจะกลับจวนสกุลกู้ในทันที เพื่อเตรียมสั่งการให้คนของตนออกไปตรวจสอบความจริงอีกชั้นหนึ่งอย่างเงียบเชียบที่สุด
จวนสกุลกู้
เมื่อเจาหนิงกลับถึงเรือนพัก บ่าวรับใช้ก็เข้ามารายงานว่าหัวหน้าองครักษ์เงาของจวนมารอเข้าเฝ้าอยู่ก่อนแล้ว เจาหนิงจึงก้าวเข้าสู่ห้องรับรองพลางรับถ้วยชาอุ่นขึ้นมาจิบช้า ๆ
“มีสิ่งใดคืบหน้าก็ว่ามาเถิด”
องครักษ์เงาคุกเข่าลงเบื้องหน้า ก่อนจะประคองม้วนรายงานลับส่งถวายผ่านสาวใช้
“ทูลองค์หญิง หน่วยเงาสืบพบว่านายกองฉินฝูที่ถูกสั่งประหาร เป็นเพียงแพะรับบาปที่ถูกจัดฉากขึ้นมาจริง ๆ พ่ะย่ะค่ะ องครักษ์พบร่องรอยการสั่งการลับของคุณชายหลานเฉิน ในการลักลอบนำสัตว์ร้ายเข้ามาในเขตลานล่าสัตว์หลวงเพื่อสร้างสถานการณ์พ่ะย่ะค่ะ”
เจาหนิงกวาดสายตาอ่านรายงานของหน่วยเงาไปพร้อมกับฟังคำรายงาน เนื้อความและหลักฐานทั้งหมดสอดคล้องตรงกับรายงานของรองแม่ทัพสวีอย่างไม่มีผิดเพี้ยน
ที่แท้หลานเฉินผู้นี้ก็กล้าเอาชีวิตบุตรชายของนางไปเสี่ยงตาย เพียงเพื่อแผนการชิงรักหักสวาทตื้นเขินของตนเอง!
“ข้ารู้แล้ว เจ้าออกไปได้”
สิ้นเสียงราบเรียบ องครักษ์เงาก็เร้นกายหายไปอย่างเงียบเชียบ
เจาหนิงวางม้วนกระดาษลงบนโต๊ะ ดวงตาหงส์ที่เคยสงบนิ่งฉายแววขุ่นเคืองและเยียบเย็นอย่างชัดเจน ยามนึกไปถึงต้นเหตุแห่งความวุ่นวายอย่างมู่ชิงเหยา
ในอดีต นางเคยนึกเอ็นดูบุตรสาวแม่ทัพผู้นี้ไม่น้อย ด้วยเห็นว่ามีชาติตระกูลสูงส่งและมีวรยุทธ์ ทว่าในยามนี้ มู่ชิงเหยากลับกลายเป็นตัวนำพาหายนะมาสู่บุตรชายของนางเสียได้!
นอกจากหลานเฉินจะลุ่มหลงจนหน้ามืดตามัวกล้าลงมืออำมหิตแล้ว นางยังเคยได้ยินมาว่าองค์รัชทายาทเองก็ทรงพึงพระทัยในตัวมู่ชิงเหยาอยู่เช่นกัน หากปล่อยให้กู้จิ่นหยางเข้าไปพัวพัน ย่อมเท่ากับผลักบุตรชายไปยืนเป็นศัตรูกับองค์รัชทายาทโดยไม่จำเป็น
แสงตะเกียงในห้องรับรองทอประกายสีทองสะท้อนความเย็นเยียบในดวงตาหงส์ เจาหนิงลอบถอนหายใจแผ่วเบาด้วยความหนักอึ้งในอก สำหรับคนเป็นมารดาแล้ว ไม่มีสิ่งใดสำคัญไปกว่าความปลอดภัยและอนาคตของบุตรชายเพียงคนเดียว
หากสตรีนางใดนำพาภัยคุกคามและคลื่นลมมืดมนมาสู่กู้จิ่นหยาง ต่อให้สนิทสนมคุ้นเคยกันมาแต่เยาว์วัยเพียงใด นางก็พร้อมจะตั้งกำแพงกั้นไว้อย่างไม่ลังเล
แล้วเช่นนี้จะให้พระนางมองมู่ชิงเหยาด้วยสายตาเอ็นดูดั่งเดิมได้อย่างไร...
ส่วนตระกูลหลาน ในเมื่อกล้าลูบเกล็ดมังกรและแตะต้องแก้วตาดวงใจของนาง พวกมันก็จงเตรียมตัวรับผลกรรมอันสาสม นางจะไม่มีวันปล่อยให้คนสกุลหลานลอยนวลไปได้อย่างแน่นอน!
ในจังหวะนั้นเอง แม่นมหลิ่วก็ประคองถาดของว่างที่เพิ่งปรุงเสร็จใหม่เข้ามารับใช้
“องค์หญิงเพคะ เรื่องของคุณหนูอันที่ทรงรับสั่งให้ไปสืบความ หม่อมฉันตรวจสอบประวัติมาเรียบร้อยแล้วเพคะ นางเป็นบุตรสาวเพียงคนเดียวของอดีตราชครูอันเมื่อสามรัชสมัยก่อน ต่อมาภายหลังตระกูลอันได้ถอนตัวจากราชสำนักและหันไปทำการค้าจนรุ่งเรืองใหญ่โต”
“เมื่อสองปีก่อนบิดามารดาของนางล่วงลับ นางซึ่งเป็นทายาทเพียงคนเดียวจึงต้องรับช่วงดูแลกิจการทั้งหมด และเพิ่งเดินทางมายังเมืองหลวงเพื่อขยายการค้าได้ไม่นาน จึงไม่ค่อยมีผู้ใดรู้จักเพคะ”
เจาหนิงพยักหน้ารับรู้ นางหยิบขนมขึ้นมาชิมคำหนึ่งพลางครุ่นคิดไปด้วย
สกุลอันนับเป็นตระกูลบัณฑิตเก่าแก่ที่มีชื่อเสียง ทั้งยังไม่ได้มีอำนาจขั้วการเมืองใด ๆ ในราชสำนักปัจจุบัน จากประวัติที่ใสสะอาดไร้พิษภัยเช่นนี้ ดูท่าความระแวงในคราแรกคงเป็นเพราะนางคิดมากไปเอง
ในเมื่ออีกฝ่ายมีพระคุณช่วยชีวิตกู้จิ่นหยางไว้ ในฐานะมารดาย่อมต้องตอบแทนอย่างสมเกียรติ
“ในเมื่อนางช่วยเหลือหยางเออร์ของข้าไว้ พรุ่งนี้เจ้าจงนำของกำนัลล้ำค่าจากคลังสมบัติของข้า ไปมอบขอบคุณนางด้วยตนเองเถิด เลือกสิ่งของที่หายากและประณีตที่สุด นางเป็นถึงทายาทสกุลคหบดีใหญ่ย่อมผ่านตาสมบัติมามาก ประเดี๋ยวจะหาว่าข้าตระหนี่และไม่ใส่ใจ หากนางมีเวลาว่าง ก็จงเอ่ยปากเชิญชวนให้นางแวะเวียนมาร่วมจิบชาที่จวนสกุลกู้บ้าง”
“เพคะ หม่อมฉันจะจัดเตรียมทุกอย่างให้สมพระเกียรติที่สุดเพคะ”
แม่นมหลิ่วค้อมกายรับคำสั่ง ก่อนจะขยับเข้าไปช่วยบีบนวดคลายความเมื่อยล้าให้แก่ผู้เป็นนายอย่างรู้ใจ