LNCrawler

บทที่ 41 ตัดไฟแต่ต้นลม (1)

มารร้าย (魔女) — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 41 ตัดไฟแต่ต้นลม (1)

บทที่ 41 ตัดไฟแต่ต้นลม (1)

จวนสกุลอัน

ภายในเรือนหลักของจวนสกุลอัน นับตั้งแต่เช้าตรู่ แม้อาการบาดเจ็บที่แผ่นหลังจะเพิ่งทุเลาลงได้ไม่นาน แต่อันฉิงก็ไม่ยอมปล่อยเวลาให้สูญเปล่า นางนั่งตรวจตราสมุดบัญชีการค้าและรายงานความเคลื่อนไหวของกิจการแต่ละสาขาอย่างละเอียดรอบคอบ

ทันใดนั้นเอง สาวใช้ประจำเรือนก็ก้าวเข้ามารายงานว่า มีตัวแทนจากจวนสกุลกู้นำขบวนของกำนัลมาขอเข้าพบ

แววตาของอันฉิงไม่ได้ฉายความประหลาดใจแม้แต่น้อย ด้วยทุกสิ่งล้วนอยู่ในข้อสันนิษฐานและกระดานหมากที่นางวางไว้ตั้งแต่ต้น นางสั่งการให้บ่าวรับใช้เชิญแขกไปยังห้องโถงรับรองใหญ่ ก่อนที่ตนเองจะจัดแจงอาภรณ์ให้เรียบร้อยแล้วก้าวเท้าออกไปพบ

เมื่อย่างเท้าเข้าสู่ห้องโถงรับรอง สายตาของอันฉิงก็พลันปะทะเข้ากับร่างของสตรีวัยกลางคนผู้ยืนสงบนิ่งอยู่เคียงข้างหีบสมบัติล้ำค่าหลายใบที่วางเรียงราย

ทันทีที่เห็นใบหน้านั้น ความทรงจำอันโหดร้ายและคาวเลือดในอดีตก็พลันหวนคืนกลับมาฉีกกระชากหัวใจของนางอย่างรุนแรง ทว่าอันฉิงก็สะกดกลั้นคลื่นอารมณ์อันบ้าคลั่งไว้ใต้แผ่นอกได้อย่างสมบูรณ์แบบ ใบหน้างดงามไร้ซึ่งพิรุธ นางคลี่รอยยิ้มละมุนละไมอันแสนบริสุทธิ์แล้วเอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงเกรงอกเกรงใจ

“ต้องขออภัยด้วยนะเจ้าคะที่ข้าออกมารับรองช้า พอดีมีสมุดบัญชีด่วนที่ต้องตรวจตราให้เสร็จแต่เช้า ว่าแต่ของกำนัลมากมายเหล่านี้คือสิ่งใดกันหรือเจ้าคะ?”

อันฉิงแสร้งทำเป็นสตรีผู้ไม่ประสีประสาต่อเรื่องราวในราชสำนัก ทอดสายตามองดูหีบไม้เคลือบทองสลับกับใบหน้าของแม่นมหลิ่วด้วยความสงสัยใคร่รู้

แม่นมหลิ่วซึ่งลอบสังเกตอากัปกิริยาของอีกฝ่ายอยู่ตลอดเวลา รีบค้อมกายย่อตัวลงคารวะอย่างอ่อนช้อย พร้อมกับเอ่ยแนะนำตนเองด้วยรอยยิ้มเปี่ยมเมตตา

“ท่านคงจะเป็นคุณหนูอันฉิงสินะเจ้าคะ ข้าน้อยได้รับพระบัญชาจากองค์หญิงเจาหนิง ให้เป็นตัวแทนนำของกำนัลล้ำค่าเหล่านี้มามอบให้แก่ท่าน เพื่อเป็นการแสดงความขอบคุณจากใจจริงที่ท่านได้เสี่ยงชีวิตช่วยเหลือคุณชายกู้จิ่นหยางเอาไว้ คุณหนูอันจะเรียกข้าน้อยว่าแม่นมหลิ่วก็ได้เจ้าค่ะ”

อันฉิงพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย รอยยิ้มใสซื่อประดับอยู่บนดวงหน้า ทว่าลึกเข้าไปในดวงตาคู่งามกลับทอประกายเย็นเยียบขึ้นมาชั่วพริบตา

ช่างน่าขันสิ้นดี...

กาลเวลาผันผ่านเนิ่นนานเพียงใด สตรีตรงหน้านี้ก็ยังคงปั้นหน้ายิ้ม แสร้งแสดงท่าทีเป็นแม่พระผู้เปี่ยมด้วยความเมตตาได้อย่างแนบเนียนไม่เปลี่ยน!

ในสายตาของคนภายนอก แม่นมหลิ่วอาจดูเป็นหญิงชราผู้น่าเคารพนับถือ ทว่าในสายตาของอันฉิง นางรู้แจ้งแก่ใจดีว่าสตรีผู้นี้ก็คือปีศาจร้ายในคราบมนุษย์นั่นเอง!

กลิ่นหอมของชาในห้องโถงไม่อาจกลบกลิ่นคาวเลือดในความทรงจำที่ฝังลึก อันฉิงลอบผ่อนลมหายใจอย่างแผ่วเบาเพื่อคุมจังหวะการเต้นของหัวใจ นางเตือนตนเองอยู่เสมอว่าความแค้นที่สะสมมาแรมปีต้องอาศัยความเยือกเย็นเป็นเกราะกำบัง หากเผลอแสดงพิรุธเพียงนิดเดียว กระดานหมากที่อุตส่าห์ปูทางไว้เพื่อลากคนชั่วลงสู่นรกย่อมต้องพังทลายลง

บนกระดานหมากนี้ ผู้ที่ควบคุมอารมณ์ได้ดีที่สุด ย่อมเป็นผู้ชนะ...

อันฉิงกล้ำกลืนความแค้นลงสู่ก้นบึ้งของหัวใจ ก่อนจะเอ่ยปฏิเสธด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลและถ่อมตนอย่างที่สุด

“ลำบากแม่นมหลิ่วต้องเดินทางมาด้วยตนเองแล้วเจ้าค่ะ ทว่าที่จริงแล้ว ข้าไม่เคยคิดว่าเรื่องในวันนั้นเป็นบุญคุณอันยิ่งใหญ่แต่อย่างใด ในยามคับขันเมื่อเห็นว่าคุณชายกู้กำลังเผชิญหน้ากับสัตว์ร้าย ข้าก็เพียงยื่นมือเข้าช่วยตามสัญชาตญาณและไมตรีจิตของเพื่อนมนุษย์เท่านั้น หาได้หวังในลาภยศ ทรัพย์สิน หรือของมีค่าใด ๆ เลยแม้แต่น้อยเจ้าค่ะ”

คำตอบอันไร้ซึ่งความโลภและแววตาอันไร้เดียงสาของอันฉิง ทำให้แม่นมหลิ่วที่พยายามจับพิรุธถึงกับคลายความระแวงลงจนหมดสิ้น ตรงกันข้าม ในสายตาของแม่นมหลิ่วยามนี้ คุณหนูอันฉิงช่างดูเป็นสตรีที่มีจิตใจงดงาม ซื่อตรง และเปี่ยมด้วยคุณธรรมยิ่งกว่าที่คาดการณ์ไว้มากนัก

“คุณหนูอันอย่าได้เกรงใจไปเลยเจ้าค่ะ นี่เป็นเพียงน้ำใจเล็กน้อยเท่านั้น หวังว่าคุณหนูจะพึงพอใจ อีกอย่างองค์หญิงของเราก็มีพระประสงค์จะตอบแทนท่านจากใจจริง จึงได้ทรงคัดสรรแต่ของล้ำค่าและหายากยิ่งมาให้ หวังว่าท่านจะยอมรับเอาไว้นะเจ้าค่ะ”

“เช่นนั้นรบกวนแม่นมหลิ่วช่วยกราบทูลขอบพระทัยในพระเมตตาขององค์หญิงด้วยนะเจ้าคะ แล้วยามนี้คุณชายกู้เป็นอย่างไรบ้างแล้วหรือ อาการบาดเจ็บทุเลาลงบ้างหรือไม่เจ้าคะ” อันฉิงเอ่ยถามไถ่ด้วยสีหน้าและแววตาที่ฉายแววห่วงใยอย่างเป็นธรรมชาติ

“ยามนี้คุณชายอาการดีขึ้นมากแล้วเจ้าค่ะ เพียงแต่ยังต้องนอนพักรักษาบาดแผลและฟื้นฟูกำลังอีกสักระยะจึงจะหายเป็นปกติ” แม่นมหลิ่วยิ้มแย้มพลางตอบด้วยน้ำเสียงและท่าทีอันเป็นมิตรสนิทสนม

“ได้ยินเช่นนั้นข้าก็เบาใจ นับว่าเป็นเรื่องน่ายินดียิ่ง ข้าขอฝากความห่วงใยไปถึงคุณชายด้วยนะเจ้าคะ หวังว่าเขาจะหายดีในเร็ววัน”

อันฉิงคลี่รอยยิ้มละมุนละไมรับคำตลอดเวลา นางรักษาท่าทีของดรุณีแรกรุ่นผู้ไร้เดียงสาและอ่อนน้อมถ่อมตนได้อย่างไร้ที่ติ

ทางด้านแม่นมหลิ่วเห็นว่าธุระที่ได้รับมอบหมายเสร็จสิ้นลงด้วยดี จึงไม่ได้ซักไซ้สิ่งใดต่อและเอ่ยปากขอตัวกลับจวน

“วันนี้ข้าน้อยมารบกวนเวลาของคุณหนูอันมากแล้ว ต้องขอตัวลากลับก่อนเจ้าค่ะ ต้องขอขอบคุณท่านอีกครั้งที่ยอมเสี่ยงชีวิตเพื่อช่วยเหลือคุณชายกู้เอาไว้ นอกจากนี้องค์หญิงยังมีรับสั่งกำชับมาว่า หากคุณหนูมีเวลาว่างเมื่อใด ก็สามารถแวะเวียนไปร่วมจิบชาที่จวนสกุลกู้ได้ทุกเมื่อ จวนราชครูยินดีต้อนรับท่านเสมอเจ้าค่ะ”

แม่นมหลิ่วเอ่ยขอบคุณซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพื่อแสดงความจริงใจและความซาบซึ้ง จากนั้นจึงเดินออกจากห้องโถงเพื่อกลับไปยังรถม้า โดยมีสาวใช้ของจวนอันคอยนำทางและส่งถึงหน้าประตูใหญ่

ทว่าทันทีที่ก้าวเท้าพ้นห้องโถงรับรอง แม่นมหลิ่วกลับรู้สึกสะดุดใจขึ้นมาอย่างประหลาด นางรู้สึกคลับคล้ายคลับคลาว่าโครงหน้าและดวงตาคู่งามของคุณหนูอันฉิงช่างดูคุ้นตา ราวกับเคยพบเห็นที่ใดมาก่อนในอดีต

ทว่าต่อให้เค้นสมองทบทวนเพียงใด นางก็นึกไม่ออกว่าเคยพานพบสตรีผู้นี้ที่ไหนมาก่อน หญิงชราจึงสลัดความคิดฟุ้งซ่านนั้นทิ้งไปด้วยคิดว่าตนเองคงจะเหน็ดเหนื่อยจนคิดมากไปเอง ก่อนจะก้าวขึ้นรถม้าแล้วเคลื่อนขบวนจากไป

ทางด้านอันฉิงที่ยืนส่งแขกด้วยรอยยิ้ม ทันทีที่ร่างของแม่นมหลิ่วลับสายตาไป รอยยิ้มอันอ่อนหวานบนดวงหน้างามก็พลันเลือนหายไปในพริบตา ถูกแทนที่ด้วยไอความเย็นเยียบดุจน้ำค้างแข็งในฤดูหนาว ก่อนจะแปรเปลี่ยนกลับเป็นความเรียบเฉยอันยากจะหยั่งถึง

นางกวาดสายตามองหีบไม้ล้ำค่าหลายใบที่เปิดอ้าอยู่ ภายในอัดแน่นไปด้วยผ้าไหมชั้นเลิศ ไข่มุกราตรี และเครื่องประดับทองคำฝังหยกหายาก ทว่าสิ่งของมีค่าเหล่านี้ไม่อาจดึงดูดสายตาของนางได้แม้แต่น้อย หากแต่ในเมื่อศัตรูนำมามอบให้ถึงที่ นางย่อมไม่ปฏิเสธที่จะเก็บรับไว้

เพราะทรัพยากรเหล่านี้สามารถแปรเปลี่ยนเป็นเงินทุนในการเดินหมากตาต่อไปได้ไม่น้อย นางจึงสั่งการให้บ่าวรับใช้นำหีบสมบัติทั้งหมดไปจัดเก็บไว้ในคลังอย่างมิดชิด ส่วนตนเองก็สาวเท้ากลับไปยังเรือนพักส่วนตัว

เมื่ออันฉิงก้าวเข้าสู่ห้องทำงานอันเงียบสงบ นางเดินตรงไปยังโต๊ะไม้ตัวยาวที่มีกระดานหมากวางเด่นอยู่ ปลายนิ้วเรียวงามลูบไล้ตัวหมากสีดำที่นางบรรจงวางตำแหน่งดักทางไว้อย่างสุขุม ก่อนจะเอ่ยปากเรียกสาวใช้คนสนิท

“มู่ลี่”

ร่างของมู่ลี่ก้าวเข้ามาค้อมกายรับใช้อย่างเงียบเชียบ

“เรื่องที่ข้าสั่งให้ไปสืบความ ยามนี้ได้เรื่องคืบหน้าอย่างไรบ้าง?” อันฉิงเอ่ยถามเสียงเรียบ สายตายังคงจับจ้องอยู่ที่กระดานหมากอย่างครุ่นคิด

“เรียนคุณหนู คนของเราส่งข่าวลับมารายงานว่า ทางด้านองค์หญิงเจาหนิงเริ่มเคลื่อนไหวตามที่คาดการณ์ไว้แล้วเจ้าค่ะ โดยเฉพาะความเคลื่อนไหวในกองทัพ ยามนี้เริ่มมีการลักลอบขนย้ายอาวุธและยุทธภัณฑ์บางส่วนออกจากค่ายทหารหลวงอย่างเงียบเชียบ เพื่อนำไปซุกซ่อนไว้ที่ค่ายลับนอกเมืองเจ้าค่ะ” มู่ลี่รายงานทุกรายละเอียดอย่างแม่นยำ

อันฉิงที่ได้ฟังรายงานก็ยกยิ้มขึ้นที่มุมปากอย่างพึงใจ ประกายตาคมกริบทอแสงอำมหิตแผ่วเบา ดูเหมือนว่าหมากทุกตัวบนกระดานที่นางวางกับดักไว้จะเริ่มทำหน้าที่ของตนเองได้อย่างยอดเยี่ยมเกินคาด

“ดีมาก...จงส่งข่าวเรื่องการเคลื่อนย้ายอาวุธนี้ไปยังโม่หยวนเฟิงทันที”

“บ่าวน้อมรับคำสั่งเจ้าค่ะ”