LNCrawler

บทที่ 41 ตัดไฟแต่ต้นลม (2)

มารร้าย (魔女) — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 41 ตัดไฟแต่ต้นลม (2)

บทที่ 41 ตัดไฟแต่ต้นลม (2)

มู่ลี่รับคำอย่างหนักแน่น ทว่าสีหน้ากลับยังคงมีความลังเลใจเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยรายงานเรื่องสำคัญต่อ

“เพียงแต่ยังมีอีกเรื่องหนึ่งเจ้าค่ะ เกี่ยวกับความเคลื่อนไหวของรองแม่ทัพหลานชางไห่ องครักษ์รายงานมาว่า เมื่อหลายวันก่อนเขาได้ลอบนั่งรถม้าไร้ตราประจำตระกูลเดินทางไปยังตรอกซิงผิงอีกแล้วเจ้าค่ะ และยังเดินทางไปติดต่อกันถึงสามวันเต็ม”

ทันทีที่ได้ยินชื่อตรอกซิงผิง บรรยากาศภายในห้องก็พลันเงียบงันลงชั่วขณะ อันฉิงนิ่งงันไปพักใหญ่ แววตาที่เคยเยือกเย็นฉายประกายความรู้สึกหนักอึ้งและซับซ้อนขึ้นมาชั่ววูบ ก่อนที่นางจะสูดลมหายใจเข้าลึกแล้วเอ่ยตัดบทด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

“ข้ารู้แล้ว เจ้าออกไปจัดการงานต่อเถิด”

“เจ้าค่ะคุณหนู”

มู่ลี่ค้อมกายรับคำสั่งแล้วเร้นกายถอยออกจากห้องไป ปล่อยให้อันฉิงอยู่ตามลำพังท่ามกลางความเงียบงัน นางทอดสายตามองตัวหมากบนกระดานด้วยจิตใจที่สับสนชั่วครู่ ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นแน่วแน่และเด็ดเดี่ยวในที่สุด

 

จวนสกุลกู้

ตกเย็นของวันเดียวกันนั้น แสงอาทิตย์อัสดงเริ่มทอดเงายาว มู่ชิงเหยาได้เดินทางมายังจวนสกุลกู้อีกครั้ง ทว่าครานี้นางไม่ได้มามือเปล่า หากแต่ตั้งใจเคี่ยวตุ๋นน้ำแกงบำรุงและตระเตรียมสำรับอาหารรสเลิศมาจากจวนแม่ทัพด้วยตนเอง หมายมั่นว่าจะมาร่วมโต๊ะรับประทานมื้อเย็นและพูดคุยคลายเหงากับกู้จิ่นหยาง

เมื่อเดินทางมาถึง นางก็แจ้งความประสงค์แก่บ่าวหน้าจวนตามธรรมเนียมปฏิบัติ ทว่าแทนที่จะถูกนำทางไปยังเรือนพักของกู้จิ่นหยาง สาวใช้กลับผายมือเชิญนางมุ่งตรงไปยังเรือนหลักขององค์หญิงเจาหนิงแทน โดยแจ้งว่ายามนี้คุณชายกำลังอยู่ที่นั่น

มู่ชิงเหยาไม่ได้คิดระแวงอันใด จึงสั่งให้สาวใช้คนสนิทนำปิ่นโตอาหารไปจัดเตรียมรอไว้ที่เรือนพักของคุณชายก่อน ส่วนตัวนางก็เดินตามไปเข้าเฝ้าองค์หญิง

ทว่าทันทีที่ก้าวเท้าพ้นธรณีประตูเรือนหลักเข้ามา ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าคือกู้จิ่นหยางที่กำลังนั่งร่วมโต๊ะรับประทานอาหารเย็นเคียงข้างมารดาอย่างอบอุ่น มู่ชิงเหยาชะงักฝีเท้าไปเล็กน้อย หัวใจกระตุกวูบด้วยความฉงน

เนื่องจากก่อนจะเดินทางมา นางได้ส่งคนสนิทมาแจ้งล่วงหน้าแล้วว่าจะมาร่วมมื้อเย็น เหตุใดเขาจึงมานั่งรับประทานอาหารอยู่ที่นี่ก่อนเล่า ทว่าเมื่ออยู่ต่อหน้าเชื้อพระวงศ์ นางจึงจำต้องระงับความสงสัย ย่อกายทำความเคารพตามขนบธรรมเนียมอย่างสำรวม

“คุณหนูมู่มาอีกแล้วหรือ มานั่งทานอาหารด้วยกันสิ”

เจาหนิงแย้มรอยยิ้มบางเบาพลางเอ่ยทักทาย ทว่านับตั้งแต่วันที่นางล่วงรู้ว่าสตรีผู้นี้คือชนวนเหตุที่ทำให้บุตรชายต้องเกือบเอาชีวิตไปทิ้งในลานล่าสัตว์ สายตาที่ทอดมองมู่ชิงเหยาก็เปลี่ยนไปจนหมดสิ้น

นางไม่ปรารถนาให้กู้จิ่นหยางเข้าไปพัวพันกับสตรีที่เป็นเป้าหมายของทั้งหลานเฉินและองค์รัชทายาทอีกต่อไป ทว่าต่อหน้าบุตรชาย นางจึงจำต้องปั้นหน้าเอื้ออารีไว้ก่อน

“ขอบพระทัยในพระเมตตาเพคะองค์หญิง ทว่าหม่อมฉันไม่กล้ารบกวนเวลาเสวยของพระองค์จะดีกว่าเพคะ”

มู่ชิงเหยารู้สึกแปลกใจต่อท่าทีที่เปลี่ยนไปขององค์หญิงไม่น้อย น้ำเสียงที่ฟังดูนุ่มนวลทว่ากลับแฝงคำเหน็บแนมราวกับตำหนิว่านางมาบ่อยจนวุ่นวายอย่างไรอย่างนั้น

แม้นางจะพยายามไม่คิดมาก แต่สัญชาตญาณก็ร้องเตือนถึงความหมางเมินที่ก่อตัวขึ้นอย่างผิดสังเกต

“เหยาเออร์ มานั่งทานด้วยกันเถิด”

กู้จิ่นหยางที่สังเกตเห็นสีหน้าเจื่อนลงของมู่ชิงเหยา รีบเอ่ยปากชักชวนด้วยรอยยิ้มอบอุ่น เขาไม่ระแคะระคายเลยแม้แต่น้อยว่านางส่งคนมาแจ้งข่าวล่วงหน้า ยามที่มารดาเอ่ยปากชวนมาร่วมสำรับ เขาจึงรับปากมาอยู่เป็นเพื่อนด้วยความกตัญญู

เมื่อเห็นนางมาเยือนกะทันหันเช่นนี้ ชายหนุ่มก็อดรู้สึกผิดไม่ได้ จึงตั้งใจว่าเมื่อทานเสร็จแล้วจะพานางไปเดินเล่นในสวนเพื่อชดเชยให้

“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ท่านพี่ทานให้อิ่มตามสบายเถิด เช่นนั้นข้าขอตัวไปนั่งรับลมรอที่ศาลาในสวนนะเจ้าคะ”

มู่ชิงเหยาไม่อยากอยู่ขัดจังหวะความอบอุ่นของสองแม่ลูก นางจึงค้อมกายขอตัวปลีกตัวออกจากเรือนหลักไป ด้วยคิดว่าอีกประเดี๋ยวกู้จิ่นหยางก็คงจะตามออกมาพบ

“อืม เจ้าไปนั่งรอสักประเดี๋ยวนะ”

กู้จิ่นหยางพยักหน้ารับพร้อมรอยยิ้ม ก่อนจะหันกลับมาคีบเนื้อปลาใส่ชามให้มารดาอย่างเอาใจใส่

สายลมยามพลบค่ำพัดพาริ้วความเย็นยะเยือกเข้ามาในห้องโถง กลิ่นกำยานมังกรลอยอวลบางเบาตัดกับบรรยากาศอันซับซ้อน มู่ชิงเหยาก้าวถอยหลังออกไปอย่างเงียบเชียบ ทว่าความรู้สึกอึดอัดใจยังคงตกค้างอยู่ในอก นางสัมผัสได้ถึงกำแพงบางอย่างที่ถูกสร้างขึ้นมากั้นขวางอย่างแยบคาย

ขณะเดียวกัน มุมปากขององค์หญิงเจาหนิงก็ลอบกระตุกรอยยิ้มเย็นเยียบขึ้นมา โดยที่บุตรชายไม่มีโอกาสได้สังเกตเห็น

แท้จริงแล้ว ยามที่คนของมู่ชิงเหยามาแจ้งข่าวเรื่องมื้อเย็น เจาหนิงเป็นผู้ออกคำสั่งให้ดักสกัดและสั่งปิดปากบ่าวไพร่ทุกคนไม่ให้แพร่งพรายเรื่องนี้แก่กู้จิ่นหยางแม้แต่ครึ่งคำ จากนั้นจึงแสร้งชวนบุตรชายมาทานมื้อเย็นที่เรือนของตน เพื่อตัดหน้าและแยกทั้งสองคนออกจากกันอย่างแยบคาย

ในเมื่อไม่อาจเอ่ยปากสั่งห้ามบุตรชายตรง ๆ เพราะเกรงจะกระทบกระเทือนสายสัมพันธ์แม่ลูก นางจึงเลือกที่จะใช้เล่ห์กลอันแนบเนียนในเงามืด ค่อย ๆ บั่นทอนและตัดรอนความสัมพันธ์ระหว่างกู้จิ่นหยางและมู่ชิงเหยาให้ขาดสะบั้นลงทีละน้อยแทน

 

ทางด้านมู่ชิงเหยาที่ปลีกตัวออกมารออยู่ภายในสวนของจวนสกุลกู้ นางนั่งทอดสายตามองดูเงาจันทร์ที่สะท้อนบนผิวน้ำในศาลาริมสระบัว ร่างบางนั่งรอคอยอยู่ตามลำพังเนิ่นนานจนล่วงเลยไปเกือบหนึ่งชั่วยามเต็ม ลมราตรียามค่ำคืนเริ่มพัดผ่านพาเอาไอเย็นยะเยือกมาต้องผิวกาย แสงตะวันลับขอบฟ้าถูกแทนที่ด้วยความมืดมิด ทว่าเงาร่างของกู้จิ่นหยางก็ยังคงไร้วี่แววว่าจะก้าวเท้าออกมาจากเรือนหลักขององค์หญิงเสียที

เสียงน้ำกระเพื่อมไหวเบา ๆ เคล้าสายลมหวีดหวิว ยิ่งขับเน้นความเงียบเหงาและอ้างว้างภายในสวนกว้าง มู่ชิงเหยาลูบฝ่ามือทั้งสองข้างเข้าหากันเพื่อคลายความหนาวเหน็บ พลางลอบทอดถอนใจออกมาอย่างแผ่วเบา

ความเย็นชาที่สัมผัสได้จากองค์หญิงเจาหนิงเมื่อครู่ยังคงตกค้างเป็นตะกอนอยู่ในใจ นางรู้ดีว่าธรรมเนียมของสตรีชั้นสูงไม่อาจรั้งรออยู่ในจวนบุรุษจนดึกดื่นมืดค่ำไปมากกว่านี้ได้ มู่ชิงเหยาจึงตัดสินใจจะลุกขึ้นเดินทางกลับจวนแม่ทัพก่อน แล้วค่อยหาโอกาสมาเยี่ยมเยียนใหม่ในวันหน้า

ประจวบเหมาะกับในตอนนั้นเอง สาวใช้ประจำจวนคนหนึ่งก็ก้าวเข้ามาในศาลา ย่อกายค้อมศีรษะรายงานด้วยท่าทีนอบน้อม

“เรียนคุณหนูมู่ คุณชายกู้ถูกท่านราชครูเรียกตัวไปพบด่วนในห้องหนังสือใหญ่ จึงไม่สะดวกที่จะออกมาพบคุณหนูได้ในค่ำคืนนี้เจ้าค่ะ คุณชายจึงฝากให้บ่าวมาเรียนคุณหนูว่าไม่ให้ต้องรอนาน และขอให้คุณหนูเดินทางกลับไปพักผ่อนก่อนเจ้าค่ะ”

เมื่อได้ยินว่าอีกฝ่ายไม่สะดวก มู่ชิงเหยาจึงไม่ได้ติดใจสงสัยอันใด นางพยักหน้ารับอย่างเข้าใจและมีเหตุผล

“ข้าเข้าใจแล้ว เช่นนั้นข้าขอตัวกลับก่อน”

นางก้าวเท้าออกจากสวน มุ่งหน้าขึ้นรถม้ากลับสู่จวนแม่ทัพแต่โดยดี โดยที่นางไม่มีทางล่วงรู้ได้เลยว่า ถ้อยคำเหล่านั้นล้วนเป็นเพียงฉากบังตาที่องค์หญิงเจาหนิงทรงสั่งการจัดฉากขึ้นมาทั้งสิ้น

เพียงชั่วพริบตาหลังจากที่รถม้าของนางเคลื่อนพ้นประตูจวนไป กู้จิ่นหยางที่เพิ่งร่ำลามารดาเสร็จก็รีบสาวเท้ายาวก้าวพรวดพราดออกมายังสวนด้านหลังด้วยความร้อนรนใจ หมายมั่นจะรีบมาหานางและกล่าวคำขอโทษที่ปล่อยให้นั่งรอนาน

ทว่าศาลาริมน้ำเบื้องหน้ากลับว่างเปล่า ไร้แม้เงาร่างของมู่ชิงเหยา

กู้จิ่นหยางขมวดคิ้วด้วยความฉงน เขาจึงกวักมือเรียกสาวใช้ที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ เข้ามาสอบถาม ครั้นเมื่อได้รับคำตอบว่าคุณหนูมู่เห็นว่าดึกมากแล้วจึงขอตัวกลับไปก่อน ชายหนุ่มก็พรูลมหายใจยาวออกมาด้วยความเสียดาย

เขายืนทอดสายตามองความมืดมิดริมสระบัวอยู่ชั่วครู่ด้วยความรู้สึกผิดที่ไม่อาจมาพบตามนัด ทว่าด้วยความซื่อตรงและไม่เคยระแวงเล่ห์กลของมารดาตนเอง เขาจึงไม่ได้นึกเอะใจอันใด แล้วหมุนกายเดินกลับเข้าสู่เรือนนอนของตนเพื่อหยิบตำราขึ้นมาอ่านตามปกติ