บทที่ 42 การโต้กลับขององค์หญิง (1)
บทที่ 42 การโต้กลับขององค์หญิง (1)
บทที่ 42 การโต้กลับขององค์หญิง (1)
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ที่โรงครัวด้านหลังเรือนพัก แม่นมหลิ่วได้ยืนคุมเชิงสั่งการให้สาวใช้เทน้ำแกงบำรุงและสำรับอาหารเลิศรสที่มู่ชิงเหยาอุตส่าห์เคี่ยวตุ๋นด้วยความตั้งใจทิ้งลงถังเศษอาหารจนหมดสิ้น
จานชามกระเบื้องเคลือบถูกล้างทำความสะอาดจนเกลี้ยงเกลา ก่อนที่กู้จิ่นหยางจะก้าวเท้ากลับมาถึงเรือน ทำให้เขาไม่เคยรับรู้เลยแม้แต่น้อยว่า ในค่ำคืนนี้มีสำรับอาหารที่เปี่ยมด้วยความห่วงใยถูกนำมาส่งให้ถึงมือ ทว่ากลับต้องมลายหายไปในพริบตา
เมื่อจัดการทำลายหลักฐานจนราบคาบ แม่นมหลิ่วก็รีบสาวเท้ากลับมารายงานผลต่อองค์หญิงเจาหนิงที่ เรือนหลักทันที
“ทูลองค์หญิง หม่อมฉันจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้วเพคะ คุณหนูมู่นั่งรออยู่นาน หม่อมฉันจึงให้สาวใช้ออกไปแจ้งว่าคุณชายถูกท่านราชครูเรียกพบ นางจึงยอมกลับจวนไปแต่โดยดีเพคะ อีกทั้งสำรับอาหารที่นางนำมา หม่อมฉันก็สั่งให้คนนำไปเททิ้งจนหมดสิ้น ไม่หลงเหลือร่องรอยใด ๆ ให้คุณชายได้ระแคะระคายเลยแม้แต่น้อยเพคะ” แม่นมหลิ่วค้อมกายรายงานด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
เจาหนิงที่กำลังเอนกายจิบชาอุ่น คลี่รอยยิ้มพึงพอใจและเย็นเยียบออกมาที่มุมปาก
นางรู้ดีว่าบุตรชายและมู่ชิงเหยามีความรู้สึกผูกพันอันลึกซึ้งต่อกัน ทว่านางย่อมไม่มีวันยอมให้เมล็ดพันธุ์แห่งความรักนี้เติบโตขึ้นได้เป็นอันขาด เพราะนอกจากมู่ชิงเหยาจะนำพาภัยพิบัติจากความริษยาของหลานเฉินมาสู่บุตรชายแล้ว การปล่อยให้กู้จิ่นหยางแย่งชิงสตรีที่เป็นเป้าหมายขององค์รัชทายาท ย่อมเป็นการชักศึกเข้าบ้านและจุดชนวนความบาดหมางกับราชบัลลังก์อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง
แสงเปลวเทียนในตะเกียงทองเหลืองสั่นไหวสะท้อนเงาทะมึนบนผนังห้อง เจาหนิงวางถ้วยชาลงอย่างแผ่วเบา แววตาคมกริบไร้ซึ่งความลังเล นางผ่านการแก่งแย่งชิงดีในรั้ววังมาทั้งชีวิต ย่อมตระหนักดีว่าความรักความผูกพันของหนุ่มสาวนั้นเปราะบางและไร้ค่ายิ่งนักเมื่อเทียบกับความอยู่รอดของตระกูล
การตัดสัมพันธ์ที่อาจนำพามหันตภัยมาเยือนจวน จึงเป็นสิ่งที่พระนางต้องลงมือทำอย่างเด็ดขาดโดยไม่ยอมให้ผู้ใดมาขัดขวาง
“ทำได้ดีมากแม่นมหลิ่ว...” เจาหนิงเอ่ยชมด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าแฝงรังสีเด็ดขาด
“ต่อไปในภายภาคหน้า หากสตรีแซ่มู่ผู้นั้นแวะเวียนมาหาอีก ก็จงสั่งการให้คนแจ้งไปว่าหยางเออร์ติดธุระหรือไม่สะดวกพบ ไล่นางกลับไปเสียทุกครั้ง และอย่าได้ปล่อยให้หยางเออร์ของข้าระแคะระคายเรื่องนี้เป็นอันขาด”
“เพคะ หม่อมฉันจะไม่ยอมให้เกิดข้อผิดพลาดเด็ดขาด”
แม่นมหลิ่วค้อมกายรับคำสั่งด้วยความเข้าใจ ก่อนจะขยับเข้าไปปรนนิบัติผู้เป็นนายตามปกติ
ท้องพระโรง
เช้าวันต่อมา ในการประชุมราชสำนัก หลังจากเหล่าขุนนางได้กราบทูลรายงานและโต้เถียงกันเรื่องปัญหาทุกข์สุขของราษฎรจนลุล่วงไปเปลาะหนึ่ง ฮ่องเต้จึงมีพระราชโองการมอบหมายให้ขุนนางผู้รับผิดชอบนำไปปฏิบัติการอย่างเคร่งครัด
ทว่าก่อนที่ขันทีประจำพระองค์จะได้ทันขานเลิกการประชุมราชสำนัก ผู้ตรวจการหลี่ ขุนนางตงฉินแห่งสำนักตรวจการแผ่นดินก็พลันก้าวเท้าพรวดพราดออกมาคุกเข่าลงกลางท้องพระโรง พร้อมกับชูม้วนฎีกาขึ้นเหนือศีรษะ ท่ามกลางสายตาตื่นตะลึงของเหล่าขุนนางทุกหมู่เหล่า
“ทูลฝ่าบาท กระหม่อมมีเรื่องสำคัญยิ่งยวดขอถวายฎีการ้องเรียนพ่ะย่ะค่ะ!”
ผู้ตรวจการหลี่ยื่นม้วนฎีกาและบันทึกหลักฐานหนาเตอะส่งมอบให้แก่หัวหน้าขันที เพื่อประคองขึ้นไปทูลเกล้าฯ ถวายเบื้องหน้าพระพักตร์
ฮ่องเต้ทรงคลี่เปิดม้วนฎีกาออกทอดพระเนตรช้า ๆ ก่อนจะตรัสด้วยพระสุรเสียงราบเรียบ
“ผู้ตรวจการหลี่ เจ้ามีเรื่องร้ายแรงอันใดก็จงว่ามาเถิด”
“กระหม่อมขอถวายฎีการ้องเรียนรองแม่ทัพหลานชางไห่ ในข้อหาลักลอบยักยอกอาวุธยุทโธปกรณ์ของกองทัพหลวงพ่ะย่ะค่ะ!”
สิ้นเสียงประกาศกร้าวของราชครูตรวจการ ทั่วทั้งท้องพระโรงก็พลันระเบิดเสียงฮือฮาขึ้นมาอึงมี่ ขุนนางทั้งบุ๋นและบู๊ต่างหันไปสบตากันด้วยความตกตะลึงสุดขีด
ด้านหลานชางไห่ที่ยืนอยู่ในแถวขุนนางฝ่ายทหาร ถึงกับสะดุ้งสุดตัว นัยน์ตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกและมึนงงอย่างถึงที่สุด
ตลอดเวลาที่ผ่านมางานดูแลคลังแสงทหารล้วนอยู่ในความดูแลของรองแม่ทัพสวีมาโดยตลอด ตัวเขาเพิ่งจะได้รับตราอำนาจเข้ามารับช่วงต่อได้เพียงไม่กี่วัน และไม่เคยคิดริอ่านกระทำการอุกอาจเช่นนั้นเลยแม้แต่เศษเสี้ยว แล้วจู่ ๆ ข้อหายักยอกอาวุธหลวงร้ายแรงระดับกบฏแผ่นดินนี้ จะมาตกใส่หัวของเขาได้อย่างไร
“รองแม่ทัพหลาน เจ้ามีข้อโต้แย้งอันใดจะแก้ต่างให้ตนเองหรือไม่?”
ฮ่องเต้ทอดพระเนตรมองลงมาด้วยสายพระเนตรลึกล้ำ แม้จะมีหลักฐานในพระหัตถ์ ทว่าก็ยังทรงเปิดโอกาสให้ขุนศึกได้ชี้แจง
หลานชางไห่รีบก้าวเท้าออกมากราบทูลด้วยน้ำเสียงมั่นคงและร้อนรน
“ทูลฝ่าบาท! กระหม่อมไม่เคยกระทำการชั่วช้าดั่งที่ผู้ตรวจการหลี่กล่าวหาเลยแม้แต่น้อยพ่ะย่ะค่ะ นับตั้งแต่วันแรกที่ได้รับมอบหมายหน้าที่ กระหม่อมได้ตรวจตราและส่งบันทึกยอดจำนวนอาวุธรวมถึงการขนย้ายอย่างถูกต้องตรงตามจริงทุกประการ ย่อมเป็นไปไม่ได้เด็ดขาดที่จะเกิดการยักยอกขึ้นพ่ะย่ะค่ะ!"
“ทูลฝ่าบาท! กระหม่อมได้ถวายหลักฐานการตรวจนับอย่างละเอียดไปจนหมดสิ้นแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”
ผู้ตรวจการหลี่หันมาประจันหน้า ยืนยันด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว “ก่อนหน้านี้ สำนักตรวจการได้เข้าตรวจสอบคลังแสงกองทัพตามวาระปกติ และพบความจริงอันน่าสะพรึงกลัวว่า อาวุธยุทโธปกรณ์และชุดเกราะศึกในคลัง ได้สูญหายไปมากกว่าครึ่งหนึ่งของจำนวนที่ระบุไว้ในบัญชี”
“เมื่อสืบสวนย้อนกลับไปอย่างถี่ถ้วน จึงพบว่าอาวุธเหล่านั้นถูกลักลอบขนย้ายออกไปอย่างเป็นปริศนา หลังจากที่รองแม่ทัพหลานเข้ารับตำแหน่งดูแลกองทัพแทนรองแม่ทัพสวีพ่ะย่ะค่ะ!”
เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังกระหึ่มขึ้นมาอีกระลอก หลานชางไห่เหงื่อกาฬแตกพลั่กเปียกชุ่มแผ่นหลัง หัวใจเต้นระรัวประหนึ่งกลองศึก เขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของกับดักมรณะที่ถูกวางไว้อย่างเลือดเย็น ทว่าก็ยังคงกัดฟันยืนกรานความบริสุทธิ์
“ฝ่าบาท! กระหม่อมมีบันทึกตราประทับส่งมอบอาวุธจากรองแม่ทัพสวีอย่างถูกต้อง และตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมาก็ไม่เคยมีคำสั่งให้เคลื่อนย้ายอาวุธแม้แต่ชิ้นเดียว เป็นไปไม่ได้ที่อาวุธจะหายไปเองได้ ขอฝ่าบาททรงพระกรุณาให้ความเป็นธรรมแก่กระหม่อมด้วยพ่ะย่ะค่ะ!”
“ช่างน่าขันสิ้นดี รองแม่ทัพหลาน!”
ขุนนางฝ่ายตรวจการผู้หนึ่งก้าวออกมาสำทับ
“ท่านจะอาศัยเพียงเศษกระดาษบันทึกที่ท่านเป็นคนถือตราประทับเอง มาอ้างเป็นเครื่องพิสูจน์ความบริสุทธิ์เช่นนี้จะไม่เอาง่ายเกินไปหน่อยหรือ? ใครเล่าจะรู้ว่าท่านไม่ได้ทำบัญชีเท็จขึ้นมาเพื่อตบตาเบื้องบน หากไม่ใช่เพราะสำนักตรวจการเข้าไปตรวจค้น มีหรือที่ราชสำนักจะล่วงรู้ว่าคลังแสงถูกปล้นไปจนกลวงโบ๋เช่นนี้!”
“ถูกต้องแล้วพ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท!”
ขุนนางอาวุโสอีกคนรีบกล่าวเสริม
“ในยามที่แม่ทัพสวีเป็นผู้ดูแลรักษาการ คลังอาวุธไม่เคยเกิดปัญหาของสูญหายแม้แต่เล่มเดียว ทว่าพอเปลี่ยนมือมาอยู่ในกำมือของรองแม่ทัพหลาน อาวุธกลับหายไปถึงครึ่งคลัง! ในฐานะผู้กุมตราและควบคุมค่ายทหาร ท่านจะอ้างว่าตนเองไม่รู้เรื่องรู้ราว ก็ดูจะเป็นการปัดสวะและไร้ความรับผิดชอบจนเกินไป!”
บรรยากาศอันหนักอึ้งในท้องพระโรงทวีความรุนแรงขึ้นหลายเท่า สายตาเคลือบแคลงของเหล่าขุนนางต่างพุ่งตรงมายังร่างของหลานชางไห่ดั่งห่าธนู
เพียงชั่วพริบตา ท้องพระโรงหลวงก็แตกแยกออกเป็นสองฝ่ายอย่างดุเดือด ขุนนางฝ่ายรองแม่ทัพสวีและฝ่ายตรวจสอบต่างฉวยจังหวะนี้เปิดฉากโจมตีหลานชางไห่อย่างบ้าคลั่ง
ขณะที่ขุนนางฝ่ายตระกูลหลานก็พยายามออกโรงแก้ต่างและโต้เถียงกันจนบรรยากาศชุลมุนวุ่นวายเจียนจะควบคุมไม่อยู่ โดยมีสายพระเนตรอันเย็นเยียบของโอรสสวรรค์จับจ้องความโกลาหลเบื้องล่างอยู่อย่างเงียบงัน
“พอได้แล้ว!”
ตึง!
สุรเสียงตวาดก้องอันทรงอำนาจขององค์เหนือหัวดังกึกก้อง ฝ่าพระหัตถ์ฟาดลงบนบัลลังก์มังกรอย่างแรงจนเสียงสะท้อนก้องทั่วท้องพระโรง สะกดให้เสียงโต้เถียงที่กำลังดุเดือดเงียบสงบลงทันควัน ขุนนางทุกคนต่างตัวสั่นงันงก รีบก้มศีรษะหมอบกราบลงกับพื้นด้วยความยำเกรงในพระบารมี