บทที่ 42 การโต้กลับขององค์หญิง (2)
บทที่ 42 การโต้กลับขององค์หญิง (2)
บทที่ 42 การโต้กลับขององค์หญิง (2)
ฮ่องเต้ทรงทอดสายพระเนตรมองดูความวุ่นวายด้วยพระพักตร์เคร่งขรึมและเย็นเยียบ แววตาคมกริบดุจพญาอินทรียากจะหยั่งถึงอารมณ์ ก่อนจะมีรับสั่งเด็ดขาด
“ในเมื่อคดีนี้เป็นเรื่องร้ายแรงที่กระทบกระเทือนต่อความมั่นคงของกองทัพหลวง เช่นนั้นข้าขอมอบหมายให้รัชทายาทเป็นผู้รับผิดชอบ นำกำลังเข้าตรวจสอบข้อเท็จจริงในคลังแสงและสืบหาตัวการที่แท้จริงให้กระจ่างแจ้ง! หากผลการสอบสวนพบว่ามีการยักยอกอาวุธหลวงจริง ก็จงลงทัณฑ์ผู้กระทำผิดตามกฎหมายบ้านเมืองขั้นเด็ดขาด อย่าได้ละเว้นหน้าผู้ใดเป็นอันขาด!”
“ลูกน้อมรับพระบัญชาพ่ะย่ะค่ะ”
องค์รัชทายาทก้าวออกมารับพระราชโองการด้วยสีหน้าเคร่งเครียดและหนักอึ้งอย่างถึงที่สุด สายลมหนาวเหน็บพัดผ่านบานทวารท้องพระโรงอันโอ่อ่า ทว่าภายในใจขององค์รัชทายาทกลับร้อนรุ่มดั่งมีกองเพลิงสุมอยู่
พระองค์ลอบชำเลืองมองหลานชางไห่ที่ยังคงคุกเข่าหน้าซีดเผือดอยู่ไม่ไกล ในเมื่อหลานชางไห่คือขุนศึกมือขวาและเป็นขั้วอำนาจหลักที่คอยค้ำจุนพระองค์มาโดยตลอด หากหลานชางไห่ต้องมลทินและถูกพิสูจน์ว่ามีความผิดจริง เก้าอี้รัชทายาทของพระองค์ย่อมต้องสั่นคลอนอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง…
ครั้นเมื่อการประชุมอันตึงเครียดในท้องพระโรงใหญ่สิ้นสุดลง องค์รัชทายาทเสด็จกลับสู่ตำหนักบูรพาด้วยพระพักตร์ดำมืด ทรงมีรับสั่งด่วนให้ตามตัวหลานชางไห่เข้ามาพบเป็นการส่วนตัวทันที
เมื่อก้าวพ้นธรณีประตูห้องทรงอักษร หลานชางไห่ก็รีบทิ้งตัวคุกเข่าลงเบื้องหน้าพระพักตร์ด้วยสีหน้าขาวซีดและเหงื่อกาฬที่เปียกชุ่มแผ่นหลัง
“นี่มันเกิดเรื่องอันใดขึ้นกันแน่ หลานชางไห่!”
องค์รัชทายาทตวาดลั่นด้วยสุรเสียงเข้มจัด แววพระเนตรวาวโรจน์ด้วยเพลิงโทสะ
“ข้าอุตส่าห์ส่งมอบตราและอำนาจบัญชาการของรองแม่ทัพสวีมาไว้ในกำมือของท่านแท้ ๆ แล้วเหตุใดท่านถึงได้ปล่อยให้เกิดเรื่องฉาวโฉ่คอขาดบาดตายเช่นนี้ขึ้นมาได้!”
“ทูลองค์รัชทายาท โปรดทรงระงับพระโทสะด้วยพ่ะย่ะค่ะ!”
หลานชางไห่ละล่ำละลักกราบทูลปฏิเสธอย่างหนักแน่น “เรื่องการยักยอกอาวุธหลวงนั้น กระหม่อมไม่เคยรู้เห็นหรือมีส่วนเกี่ยวข้องเลยแม้แต่น้อยพ่ะย่ะค่ะ! กระหม่อมตรวจตราบัญชีกองทัพด้วยตนเองทุกวัน ย่อมไม่มีทางที่กระหม่อมจะกระทำการโง่เขลารนหาที่ตายเช่นนั้นอย่างแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ!”
องค์รัชทายาทหรี่พระเนตรลง ทอดสายพระเนตรมองขุนศึกเบื้องล่างด้วยความเคลือบแคลงสงสัยและไม่สบอารมณ์อย่างถึงที่สุด
“ท่านจะบอกว่าตัวท่านเป็นผู้บริสุทธิ์ผุดผ่อง และกำลังถูกใส่ร้ายป้ายสีอย่างนั้นหรือ?” รัชทายาทเอ่ยเสียงประชดประชันแฝงความเย็นชา
“หากไร้ซึ่งมูลเหตุและหลักฐาน มีหรือที่ผู้ตรวจการหลี่จะกล้าบุกขึ้นมาถวายฎีกาหักหน้าข้ากลางท้องพระโรงเช่นนี้? ยังนับว่าเสด็จพ่อทรงไว้หน้าข้า จึงทรงโยนอำนาจการสอบสวนนี้มาให้ข้าจัดการเอง ไม่เช่นนั้น หากกองตรวจการหลวงเป็นผู้เข้าตรวจค้น ป่านนี้จวนสกุลหลานคงถูกปิดล้อมไปแล้ว!”
“กราบทูลตามตรงพ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท...”
หลานชางไห่สูดลมหายใจเข้าลึก รีบนำข้อสันนิษฐานทางการเมืองขึ้นมาแก้ต่าง
“กระหม่อมมั่นใจว่านี่ต้องเป็นแผนการชั่วช้าที่จงใจใส่ร้ายป้ายสีเพื่อโค่นล้มกระหม่อม และมีหนอนบ่อนไส้ในกองทัพลอบสมคบคิดกับฝ่ายศัตรูเป็นแน่ และผู้ที่อยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ย่อมไม่พ้นองค์ชายรองพ่ะย่ะค่ะ! เพราะหากกระหม่อมล้มลง องค์ชายรองก็คือผู้ที่ได้รับผลประโยชน์สูงสุดในการดึงอำนาจกองทัพไปไว้ในกำมือ และสั่นคลอนตำแหน่งรัชทายาทของพระองค์!”
หลานชางไห่ก้มศีรษะลงแนบพื้นพรมพลางกราบทูลวิงวอน
“ขอพระองค์โปรดทรงพระเมตตา พระราชทานเวลาให้กระหม่อมได้สืบสาวราวเรื่อง กระหม่อมขอสาบานว่าจะเร่งพลิกแผ่นดินลากคอหนอนบ่อนไส้และผู้บงการตัวจริงมารับโทษทัณฑ์ให้เร็วที่สุดพ่ะย่ะค่ะ!”
ความตึงเครียดภายในห้องทรงอักษรบีบคั้นจนแทบไร้อากาศหายใจ องค์รัชทายาททรงกำหมัดแน่นจนข้อนิ้วขึ้นรอยขาว พระองค์ย่อมตระหนักดีถึงการขับเคี่ยวแย่งชิงอำนาจระหว่างพระองค์กับองค์ชายรองที่นับวันยิ่งดุเดือดเลือดพล่าน ทว่าในยามนี้ คดีอาวุธหายได้กลายเป็นดาบสองคมที่จ่อคอหอยของพระองค์อยู่ หากไม่อาจหาคำตอบที่น่าเชื่อถือไปถวายรายงานต่อฮ่องเต้ได้ เก้าอี้รัชทายาทของพระองค์ย่อมต้องสั่นสะเทือนจนไม่อาจกอบกู้
“ข้าไม่ได้มีเวลาให้ท่านมากนักหรอกนะ จงรีบไปจัดการกวาดล้างและหาตัวการมารับผิดชอบเสีย ก่อนที่เรื่องนี้จะกระทบมาถึงตัวข้า หากถึงเวลานั้น ก็อย่าหาว่าข้าไร้ความปรานี...” องค์รัชทายาทตรัสด้วยน้ำเสียงเฉียบขาดและเยียบเย็น
“กระหม่อมน้อมรับพระบัญชาพ่ะย่ะค่ะ!”
หลานชางไห่รับคำสั่งด้วยหัวใจที่เต้นระรัว ก่อนจะรีบกราบทูลลาแล้วสาวเท้าออกจากตำหนักบูรพาไปด้วยความเร่งร้อน
วังองค์ชายรอง
อีกด้านหนึ่ง ภายในวังพักอันโอ่อ่าและเงียบสงบขององค์ชายรอง เจ้าของตำหนักในฉลองพระองค์ผ้าไหมสีเข้มปักลายประณีตกำลังนั่งประลองหมากรุกอยู่กับรองเสนาบดีตู้ ผู้ซึ่งดำรงตำแหน่งรองเสนาบดีกรมคลังและเป็นที่ปรึกษาคนสนิทขององค์ชายรองด้วยอิริยาบถผ่อนคลาย บรรยากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นควันกำยานหอมกรุ่น ทว่าบทสนทนาเบื้องหลังกระดานหมากกลับเต็มไปด้วยคมดาบแห่งกลยุทธ์การเมือง
รองเสนาบดีตู้วางตัวหมากลงบนกระดาน พลางเอ่ยถามขึ้นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาและแฝงความกังขาในใจ
“ทูลองค์ชาย แม้เหตุการณ์ในท้องพระโรงยามเช้าจะดำเนินไปตามแผนการ และสร้างแรงกดดันมหาศาลต่อองค์รัชทายาทได้ดั่งที่คาดหวัง ทว่าพระองค์จะทรงไว้วางพระทัยในตัวองค์หญิงเจาหนิงได้จริงหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
รองเสนาบดีตู้ขมวดคิ้วเล็กน้อยยามนึกถึงเสด็จน้าขององค์ชาย ด้วยในสายตาของคนนอกอย่างเขา องค์หญิงเจาหนิงเป็นเพียงสตรีในเรือนหอโดยแท้ พระนางไม่เคยมีบทบาทโดดเด่นในราชสำนัก ซ้ำยังทรงใช้เวลาเกือบทั้งหมดไปกับการเข้าวัดสวดมนต์ ไหว้พระทำบุญ และสร้างภาพลักษณ์อันเปี่ยมด้วยเมตตา
การที่องค์ชายรองเลือกดึงพระนางเข้ามาเป็นพันธมิตรลับในการโค่นล้มสกุลหลาน จึงสร้างความไม่มั่นใจให้แก่รองเสนาบดีตู้อยู่ไม่น้อย
องค์ชายรองทรงยกยิ้มบางเบาที่มุมโอษฐ์ พระหัตถ์เรียวยาวค่อย ๆ วางตัวหมากสีดำลงบนกระดานอย่างใจเย็นโดยไม่มีทีท่ารีบร้อน
“ใต้เท้าตู้ ท่านเป็นกังวลมากเกินไปแล้ว” สุรเสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นอย่างนุ่มนวลทว่าลึกล้ำ
“เสด็จน้าของข้าผู้นี้ ใครหน้าไหนก็อย่าได้คิดริอ่านดูแคลนจิตใจและไหวพริบของนางเป็นอันขาด ท่านลองไตร่ตรองดูให้ดีเถิด ในวังหลังที่เต็มไปด้วยการแก่งแย่ง คาวเลือด และซากศพของเหล่าเชื้อพระวงศ์ มีเพียงนางแต่เพียงผู้เดียวที่สามารถยืนหยัดและเอาชีวิตรอดมาได้อย่างสง่างามจนถึงทุกวันนี้ ในขณะที่องค์หญิงองค์อื่น ๆ ต่างต้องพบจุดจบและชะตากรรมอันน่าเวทนา ท่านคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนี้เป็นเพียงเพราะโชคช่วยอย่างนั้นหรือ?”
รองเสนาบดีตู้ชะงักงันไปชั่วครู่เมื่อได้ยินคำถามย้อนกลับ
เขาย่อมเข้าใจในข้อสันนิษฐานนี้ดี ทว่าภาพจำขององค์หญิงเจาหนิงที่วางตัวสงบเสงี่ยม ไร้พิษภัย และเป็นที่โปรดปรานของฮ่องเต้มาโดยตลอด ก็ยังคงบดบังสายตาจนทำให้เขายากจะเชื่อว่าสตรีผู้นั้นจะซุกซ่อนเขี้ยวเล็บทางการเมืองไว้ได้ลึกซึ้งถึงเพียงนี้
สายลมเย็นพัดผ่านช่องหน้าต่างไม้สลักลาย เปลวไฟในกระถางกำยานไหววูบส่งควันสีขาวลอยหมุนวนกลางห้อง องค์ชายรองทรงจับจ้องตัวหมากบนกระดานด้วยแววตาคมปลาบดั่งเหยี่ยวราตรี
ในวังวนแห่งอำนาจนี้ ผู้ที่แสร้งทำเป็นโง่เขลาและไร้พิษสงที่สุด แท้จริงแล้วคือผู้ที่น่าสะพรึงกลัวที่สุด
การเปิดเผยความดุดันมีแต่จะตกเป็นเป้า ทว่าการห่อหุ้มกรงเล็บไว้ใต้รอยยิ้มเปี่ยมเมตตาต่างหาก คือวิธีปลิดชีพศัตรูโดยที่อีกฝ่ายไม่ทันได้ระวังตัว
องค์ชายรองไม่ได้เอ่ยสิ่งใดต่อ พระองค์เพียงขยับปลายนิ้ว เคาะตัวหมากตัวสุดท้ายลงบนตำแหน่งกึ่งกลางกระดานรุกฆาต เพื่อจบกระดานหมากนี้ลงอย่างสมบูรณ์แบบ ก่อนจะทรงทอดสายพระเนตรมองออกไปนอกหน้าต่างตำหนัก
จริงอยู่ที่เสด็จน้าของพระองค์มักแสดงออกด้วยท่าทีอ่อนโยนและเปี่ยมล้นด้วยความการุณย์ ทว่าสิ่งเหล่านั้นหาใช่เครื่องตัดสินธาตุแท้ของนางได้ไม่
คำตักเตือนของพระมารดาในวัยเยาว์ยังคงสลักลึกอยู่ในความทรงจำขององค์ชายรองเสมอมาว่า ในวังหลวงแห่งนี้ เขาจะไปล้ำเส้นใครก็ได้ แต่อย่าได้คิดริอ่านไปล้ำเส้นองค์หญิงเจาหนิงเป็นอันขาด!
การที่พระมารดาผู้ผ่านสมรภูมิวังหลังทรงเอ่ยเตือนด้วยสีหน้าหวาดหวั่นเช่นนั้น ย่อมไม่ใช่เรื่องเหลวไหลอย่างแน่นอน
ด้วยเหตุนี้ องค์ชายรองจึงไม่เคยประมาทหรือดูเบาเสด็จน้าผู้นี้เลยแม้แต่คราเดียว...