LNCrawler

บทที่ 43 ใบเบิกทาง (1)

มารร้าย (魔女) — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 43 ใบเบิกทาง (1)

บทที่ 43 ใบเบิกทาง (1)

จวนสกุลหลาน

ตลอดหลายวันที่ผ่านมา หลานหลินต้องวุ่นวายอยู่กับการคอยระแวดระวังและหาทางหนีทีไล่จากเรื่องฉาวโฉ่ที่พี่ชายตัวดีไปก่อไว้จนแทบไม่มีเวลาว่างปลีกตัว กระทั่งในเช้าวันนี้ เมื่อทราบข่าวว่ากู้จิ่นหยางฟื้นคืนสติและอาการดีขึ้นมากแล้ว นางจึงไม่รอช้า รีบสั่งการให้บ่าวไพร่จัดแจงเตรียมโสมชั้นยอดและโอสถบำรุงราคาแพงลิบลิ่วใส่หีบไม้อย่างประณีต

ไม่เพียงเท่านั้น หญิงสาวยังตั้งใจผลัดเปลี่ยนอาภรณ์ผ้าไหมสีอ่อนปักลวดลายงดงาม แต่งแต้มดวงหน้าอย่างประณีตบรรจงเป็นพิเศษ ด้วยหวังว่าภาพลักษณ์อันอ่อนหวานและงดงามไร้ที่ติของสตรีอันดับหนึ่งแห่งเมืองหลวงจะสามารถดึงดูดสายตาและเรียกความสนใจจากคุณชายกู้ได้บ้าง

เมื่อทุกอย่างพร้อมสรรพ นางจึงก้าวขึ้นรถม้าหรูหราแล้วสั่งให้สารถีมุ่งตรงไปยังจวนสกุลกู้ในทันที

หลังจากที่รถม้าประจำตระกูลหลานเคลื่อนตัวมาหยุดเทียบลงหน้าประตูใหญ่ของจวนสกุลกู้ สาวใช้คนสนิทรีบลงไปแจ้งความประสงค์ขอเข้าพบคุณชายกู้ต่อองครักษ์หน้าประตู

เพียงชั่วครู่ บานประตูไม้หนาทึบก็เปิดออกพร้อมกับร่างของแม่นมหลิ่วที่เดินออกมารับหน้าด้วยตนเอง

“แม่นมหลิ่ว ข้าตั้งใจมาเยี่ยมอาการของคุณชายกู้เจ้าค่ะ ไม่ทราบว่ายามนี้คุณชายสะดวกให้เข้าพบหรือไม่เจ้าคะ?”

หลานหลินก้าวลงมาจากรถม้าด้วยกิริยาแช่มช้อย นางแย้มรอยยิ้มละมุนละไม เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานน่าฟังสมกับตำแหน่งสตรีสูงศักดิ์อันดับหนึ่ง ทว่าแม่นมหลิ่วกลับเพียงคลี่รอยยิ้มบางเบาตอบรับอย่างห่างเหิน ก่อนจะเอ่ยตัดบทด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบขาด

“ต้องขออภัยคุณหนูหลานด้วยเจ้าค่ะ วันนี้เกรงว่าทางจวนเราคงไม่สะดวกในการต้อนรับ เวลานี้คุณชายเพิ่งจะดื่มยาและกำลังนอนหลับพักผ่อนอยู่ หมอหลวงกำชับไว้อย่างเด็ดขาดว่าไม่ให้ผู้ใดเข้าไปรบกวนในระหว่างการพักฟื้น จึงไม่อาจให้คุณหนูเข้าพบได้ในเวลานี้ ข้าน้อยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าคุณหนูหลานจะเข้าใจนะเจ้าคะ”

ถ้อยคำปฏิเสธอย่างสุภาพทว่าเย็นชาดุจน้ำแข็งทำเอาหลานหลินถึงกับชะงักงัน หัวคิ้วเรียวงามกระตุกวูบด้วยความประหลาดใจระคนเสียหน้า

นางสืบรู้มาเป็นอย่างดีว่า ก่อนหน้านี้มู่ชิงเหยาก็เคยแวะเวียนมาเยี่ยมเยือนกู้จิ่นหยางในเวลาเดียวกันนี้แท้ ๆ ทว่าฝ่ายนั้นกลับได้รับอนุญาตให้ก้าวเท้าเข้าสู่เรือนพักได้โดยง่าย

แล้วเหตุใดตัวนางที่เป็นถึงคุณหนูใหญ่สกุลหลาน กลับถูกปิดประตูตอกหน้าปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใยเช่นนี้กัน!

สายลมยามสายพัดชายกระโปรงผ้าไหมของหลานหลินสะบัดไหวเบา ๆ ความเงียบงันหน้าประตูจวนยิ่งตอกย้ำให้ความอับอายแล่นริ้วขึ้นมาบนใบหน้างาม นางกำหมัดแน่นใต้แขนเสื้อกว้าง ลอบขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความไม่สบอารมณ์ ทว่าเมื่อมองแววตาคมนิ่งของแม่นมหลิ่วที่คอยพิทักษ์จวนราชครู นางก็ตระหนักได้ว่านี่มิใช่เรื่องบังเอิญ หากแต่เป็นเจตนาขับไล่ไสส่งอย่างจงใจ

ทว่าด้วยศักดิ์ศรีและความเย่อหยิ่ง หลานหลินยังคงสะกดกลั้นความขุ่นเคืองไว้ใต้รอยยิ้มอันสงบเสงี่ยม

“ข้าเข้าใจดีเจ้าค่ะ ในเมื่อคุณชายกำลังพักฟื้น เช่นนั้นวันหน้าข้าจะมาเยี่ยมเยียนใหม่ พอดีข้าตั้งใจนำโสมและของบำรุงล้ำค่าเหล่านี้มามอบให้ หากไม่เป็นการรบกวนจนเกินไป ฝากแม่นมหลิ่วช่วยนำไปมอบให้คุณชายกู้ด้วยนะเจ้าค่ะ”

หลานหลินผายมือเป็นสัญญาณให้สาวใช้ยกหีบของบำรุงลงมาจากรถม้า ทว่าแม่นมหลิ่วกลับยกมือขึ้นปรามไว้ทันควัน

“ขอบคุณในความหวังดีและน้ำใจของคุณหนูหลานที่มีต่อคุณชายของเรายิ่งนักเจ้าค่ะ เพียงแต่ในคลังของจวนสกุลกู้มีโอสถและของบำรุงล้ำค่าจากวังหลวงพระราชทานมามากมายจนเกินพอแล้ว คงไม่ต้องรบกวนของกำนัลของคุณหนูหลานหรอกเจ้าค่ะ เช่นนั้นข้าน้อยขอตัวก่อน ขอให้คุณหนูหลานเดินทางกลับจวนโดยสวัสดิภาพนะเจ้าคะ”

สิ้นคำ แม่นมหลิ่วก็ย่อกายลงเล็กน้อยตามมารยาท ก่อนจะหมุนกายเดินกลับเข้าสู่จวน แล้วสั่งให้บ่าวปิดประตูใหญ่ลงอย่างแน่นหนาทันที

หลานหลินยืนนิ่งค้างอยู่หน้าประตู รอยยิ้มบนใบหน้างามแข็งทื่อไปชั่วขณะ เมื่ออีกฝ่ายแสดงเจตนาขับไล่ไสส่งและไม่คิดต้อนรับอย่างชัดเจนถึงเพียงนี้ นางย่อมไม่อาจทนยืนเป็นตัวตลกอยู่หน้าจวนให้บ่าวไพร่และผู้คนที่สัญจรผ่านไปมาหัวเราะเยาะได้ หญิงสาวจึงจำต้องสะบัดหน้า หมุนกายก้าวเท้ากลับขึ้นสู่รถม้าด้วยท่าทีที่พยายามรักษาความสงบนิ่งและท่วงท่าอันสง่างามไว้ให้ถึงที่สุด

ทว่าทันทีที่ม่านหน้าต่างและประตูกั้นรถม้าปิดสนิทลง รอยยิ้มจอมปลอมก็พลันมลายหายไปในชั่วพริบตา ถูกแทนที่ด้วยใบหน้าที่บิดเบี้ยวด้วยเพลิงโทสะและความคับแค้นใจอย่างรุนแรง

มือเรียวงามจิกผ้าเช็ดหน้าไหมแน่นจนแทบขาดวิ่น เล็บที่ทาชาดสีสดแทบจะจิกลึกเข้าเนื้อ ตลอดเส้นทางที่รถม้าเคลื่อนผ่าน นางเค้นสมองคิดทบทวนอย่างบ้าคลั่งว่า เหตุใดคนจวนสกุลกู้ถึงได้มีท่าทีรังเกียจเดียดฉันท์และตั้งแง่กับนางถึงเพียงนี้ ท่าทีเย็นชาไม่ไว้หน้านั้นไม่ใช่เรื่องปกติของธรรมเนียมขุนนางชั้นสูงแม้แต่น้อย

และในตอนนั้นเอง หลานหลินก็พลันฉุกคิดบางอย่างขึ้นมาได้

ทั้งหมดนี้ต้องเป็นเพราะนังแพศยามู่ชิงเหยาอย่างไม่ต้องสงสัย!

สตรีผู้นั้นคงอาศัยช่วงเวลาที่เข้าออกจวนสกุลกู้ นำเรื่องที่นางเคยพูดคุยสารภาพที่อารามซิงฝู ไปใส่ร้ายป้ายสีและยุแยงให้องค์หญิงเจาหนิงรวมถึงคนในจวนสกุลกู้เกลียดชังนางเป็นแน่

ไม่อย่างนั้นแม่นมหลิ่วจะมีท่าทีแข็งกร้าวและไร้ไมตรีกับนางเช่นนี้ได้อย่างไร!

ความเจ็บแค้นและชิงชังปะทุขึ้นในอก ทว่าหลานหลินก็ไม่ใช่คนที่จะยอมจำนนต่อความพ่ายแพ้ นางลอบแสยะยิ้มเย็นเยียบขึ้นมาที่มุมปาก

คิดจะตัดทางนางอย่างนั้นหรือ?

ฝันไปเถิด!

ในเมื่อจวนสกุลกู้ปิดประตูใส่หน้า นางก็จะหาทางอื่นในการเข้าหาบุรุษที่นางหมายปอง และสะพานเชื่อมชั้นดีที่จะพานางเข้าใกล้กู้จิ่นหยางได้ในยามนี้ ก็ย่อมไม่พ้นอันฉิง ผู้มีพระคุณช่วยชีวิตกู้จิ่นหยางนั่นเอง

หากนางสามารถผูกสัมพันธ์และดึงอันฉิงมาเป็นพวกได้ นอกจากจะใช้เป็นข้ออ้างเข้าพบกู้จิ่นหยางแล้ว ยังสามารถใช้เป็นหมากร่วมมือกันเขี่ยเสี้ยนหนามอย่างมู่ชิงเหยาให้พ้นทางได้อีกด้วย

เมื่อคิดแผนการชั่วได้ หลานหลินจึงตวัดสายตาสั่งการซู่ซู่ด้วยน้ำเสียงเด็ดขาดและเยียบเย็น

“ซู่ซู่ เจ้าจงออกไปบอกคนขับรถม้าเดี๋ยวนี้ ให้เปลี่ยนเส้นทางตรงไปยังจวนสกุลอัน!”

“เจ้าค่ะคุณหนู” ซู่ซู่รีบเปิดม่านออกไปสั่งการสารถีทันที

เพียงชั่วพริบตา รถม้าประจำตระกูลหลานก็หักเลี้ยวหัวม้า เปลี่ยนทิศทางมุ่งตรงไปยังจวนสกุลอันอย่างรวดเร็ว

 

ขณะเดียวกัน เมื่อรถม้าของหลานหลินเคลื่อนตัวห่างออกไปจนพ้นแนวประตูใหญ่ แม่นมหลิ่วก็รีบสาวเท้ากลับเข้าสู่เรือนหลัก เพื่อกราบทูลรายงานสถานการณ์ต่อองค์หญิงเจาหนิงทันที

ภายในห้องโถงอันเงียบสงบ เจาหนิงกำลังนั่งตัดแต่งกิ่งบุปผางามลงสู่แจกันลายครามอย่างสบายอารมณ์ ปลายนิ้วเรียวงามประคองดอกโบตั๋นสีสดอย่างทะนุถนอม ทว่าแววตาหงส์กลับราบเรียบดุจผิวน้ำไร้ระลอกคลื่น

“ทูลองค์หญิง หม่อมฉันได้บอกให้คุณหนูสกุลหลานกลับไปเรียบร้อยแล้วเพคะ นางขนหีบของบำรุงล้ำค่ามาด้วยตนเอง ทว่าหม่อมฉันได้เอ่ยปากปฏิเสธและส่งคืนกลับไปจนหมดสิ้น นางจึงไม่ได้แสดงกิริยาโวยวายอันใดและยอมขึ้นรถม้ากลับไปแต่โดยดีเพคะ”

เจาหนิงยังคงจรดกรรไกรเงินลงบนก้านดอกไม้ นางไม่ได้หันกลับมามองแม้แต่น้อย เสียงตัดแต่งกิ่งไม้ส่วนเกินดังสะท้อนเบา ๆ ก่อนที่นางจะแย้มรอยยิ้มเย็นเยียบที่มุมปากออกมา

“ทำได้ดีมาก”

“ต่อไปในภายภาคหน้า จงจำไว้ให้ดี อย่าได้ปล่อยให้คนจากสกุลหลานได้มีโอกาสก้าวเท้าเข้ามาเหยียบในจวนแห่งนี้ได้อีกเป็นอันขาด หากนางกล้าเสนอหน้ามาอีกเมื่อใด ก็จงไล่ตะเพิดกลับไปเสียทุกครั้ง!”

กลิ่นหอมรวยรินของมวลบุปผาไม่อาจกลบไอสังหารอันเยียบเย็นที่แผ่ออกมาจากร่างหงส์สูงศักดิ์ เจาหนิงวางกรรไกรเงินลงบนถาดไม้อย่างเชื่องช้า สายตาจับจ้องกลีบดอกโบตั๋นที่ร่วงหล่นสู่โต๊ะประหนึ่งชะตากรรมของตระกูลที่กำลังจะถูกปลิดขั้ว