LNCrawler

บทที่ 43 ใบเบิกทาง (2)

มารร้าย (魔女) — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 43 ใบเบิกทาง (2)

บทที่ 43 ใบเบิกทาง (2)

เจาหนิงผ่านร้อนผ่านหนาวและแผนการลวงในวังหลวงมานับไม่ถ้วน ย่อมมองทะลุเจตนาของสองพ่อลูกสกุลหลานอย่างปรุโปร่ง การแสร้งทำเป็นทองไม่รู้ร้อนและส่งบุตรสาวมาหยั่งเชิง ยิ่งตอกย้ำให้เห็นถึงสันดานตลบตะแลงที่ไม่อาจให้อภัย

ในสายตาของนาง หลานหลินช่างเป็นสตรีที่หน้าหนาและไร้ยางอายจนน่าสะอิดสะเอียนยิ่งนัก!

ทั้ง ๆ ที่พี่ชายแท้ ๆ ของนางเป็นตัวการที่วางแผนปล่อยสัตว์ร้ายหมายเอาชีวิตบุตรชายของนางจนเกือบไม่รอดชีวิต ทว่านางกลับยังกล้าแต่งองค์ทรงเครื่องหอบของกำนัลมาเสนอหน้าถึงหน้าประตูเรือน หวังจะใช้เสน่ห์มารยามาชโลมล้างความผิดและทอดสะพานเพื่อจับกู้จิ่นหยางเป็นคู่หมาย

ช่างน่าขันและเพ้อฝันสิ้นดี!

ตราบใดที่นางยังคงมีลมหายใจอยู่ อย่าได้หวังเลยว่าสตรีจากสกุลหลานจะได้มีโอกาสเฉียดกรายเข้าใกล้บุตรชายหัวแก้วหัวแหวนของนางได้อีกเป็นครั้งที่สอง

และหากถึงเวลาที่หลักฐานทุกอย่างมัดแน่น นางจะเป็นผู้บดขยี้สกุลหลานให้แหลกคามือด้วยตนเอง!

 

จวนสกุลอัน

ในเวลาเดียวกันนั้นเอง อันฉิงกำลังนั่งเอนกายพักผ่อนรับลมเย็นอยู่ริมระเบียงไม้หน้าเรือนพัก ทันใดนั้น สาวใช้ประจำจวนก็ก้าวเข้ามารายงานว่าคุณหนูหลานได้เดินทางมาขอเข้าพบเป็นการด่วน

อันฉิงไม่ได้แสดงสีหน้าประหลาดใจอันใดแม้แต่น้อย นางสั่งให้บ่าวไพร่จัดแจงเชิญแขกเข้ามายังเรือนรับรองริมสวน พร้อมทั้งสั่งให้เตรียมน้ำชาและของว่างอย่างดีไว้คอยต้อนรับอย่างสมเกียรติ

ทันทีที่ก้าวเท้าเข้ามาในเรือนพัก หลานหลินก็คลี่รอยยิ้มอันแสนอ่อนหวานละมุนละไมออกมาทันควัน นางผายมือให้สาวใช้คนสนิทประคองหีบโสมและรังนกชั้นยอดเข้ามามอบให้เบื้องหน้า

“คุณหนูอัน หลายวันที่ผ่านมานี้ ทางจวนของข้ามีเรื่องวุ่นวายให้ต้องสะสางมากมาย ข้าจึงเพิ่งจะปลีกตัวมาเยี่ยมเยียนเจ้าได้ในวันนี้ เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง? อาการบาดเจ็บที่แผ่นหลังทุเลาลงบ้างแล้วหรือไม่?”

หลานหลินเอ่ยถามไถ่ด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมล้นไปด้วยความห่วงใยและจริงใจ

“ขอบคุณคุณหนูหลานที่อุตส่าห์มีน้ำใจแวะเวียนมาเยี่ยมเยียนข้าถึงเรือนเจ้าค่ะ ยามนี้แผลของข้าสมานตัวดีขึ้นมากแล้ว”

อันฉิงแย้มรอยยิ้มใสซื่อตอบรับอย่างเป็นมิตร นางสั่งให้สาวใช้รับหีบของบำรุงไปเก็บพร้อมกับรินน้ำชาชั้นเลิศส่งให้แก่อีกฝ่ายอย่างสุภาพ

“เห็นเจ้าปลอดภัยดีเช่นนี้ ข้าเองก็เบาใจยิ่งนัก”

หลานหลินจิบชาเพียงเล็กน้อย ก่อนจะแสร้งทำทีเป็นเอ่ยตัดเข้าเรื่องด้วยท่าทางกระตือรือร้น

“จริงสิ ข้าได้ยินมาว่าคุณชายกู้จิ่นหยางเองก็เพิ่งจะฟื้นคืนสติและอาการเริ่มดีขึ้นแล้วเช่นกัน คุณหนูอัน..พวกเราลองหาเวลาไปเยี่ยมเยียนคุณชายกู้ที่จวนสกุลกู้ด้วยกันดีหรือไม่? อย่างไรเสียพวกเราก็นับเป็นสหายร่วมรุ่น หากไม่ไปเยี่ยมเยียนถามไถ่อาการเสียหน่อย เกรงว่าจะดูเป็นการเสียมารยาทไปเสียเปล่า ๆ”

“เหตุใดคุณหนูหลานจึงไม่ไปเยี่ยมเยียนคุณชายกู้ด้วยตนเองเล่าเจ้าคะ?” อันฉิงแสร้งเอียงคอถามด้วยความสงสัย แววตาฉายประกายไร้เดียงสา

“พวกท่านเติบโตมาในแวดวงขุนนาง ย่อมสนิทสนมคุ้นเคยกันดีกว่าข้าที่เป็นเพียงคนนอกนัก หากข้าติดสอยห้อยตามไปด้วย จะไม่ดูเป็นการรบกวนเวลาพักผ่อนของคุณชายกู้หรอกหรือเจ้าคะ”

สายลมอ่อนพัดผ่านเรือนรับรองจนม่านโปร่งพริ้วไหว กลิ่นหอมกรุ่นของชาอู่หลงช่วยอำพรางประกายตาคมกริบของอันฉิงที่ซ่อนอยู่ใต้รอยยิ้มสงบเสงี่ยม นางย่อมมองทะลุเจตนาของหลานหลินได้อย่างปรุโปร่ง

การที่สตรีผู้หยิ่งทะนงยอมลดตัวมาเยือนถึงเรือนพ่อค้าเช่นนี้ ย่อมต้องมีแผนการซ่อนเร้น ทว่านางยังคงแสร้งวางท่าทีสงวนตัวและลังเล เพื่อไม่ให้อีกฝ่ายนึกระแวงว่านางกระหายใคร่จะเข้าหาจวนราชครูกู้

หลานหลินรีบขยับเข้าไปใกล้ พลางเอ่ยหว่านล้อมด้วยน้ำเสียงออดอ้อน

“คุณหนูอัน เจ้าก็น่าจะเข้าใจธรรมเนียมเมืองหลวงดี พวกเราล้วนเป็นสตรีที่ยังไม่ได้ออกเรือน หากข้าต้องเดินทางไปเยี่ยมบุรุษถึงจวนพักตามลำพัง ย่อมตกเป็นขี้ปากให้ผู้คนครหาได้ง่าย ๆ”

“ข้าเองก็เป็นห่วงอาการของคุณชายกู้เหลือเกิน ครั้นจะชวนท่านพี่หลานเฉินไปด้วย เขากลับติดภารกิจในกองทัพ ข้าจึงอยากรบกวนชวนเจ้าให้ไปเป็นเพื่อนร่วมทางด้วยกัน เช่นนี้ย่อมไร้ข้อครหา อีกทั้งตัวเจ้าเองก็เป็นถึงผู้มีพระคุณที่ยอมเสี่ยงชีวิตช่วยชีวิตคุณชายกู้เอาไว้ ข้ามั่นใจว่าคุณชายกู้และคนในจวนสกุลกู้ย่อมต้องยินดีต้อนรับและอยากพบหน้าเจ้าอย่างแน่นอน”

“คุณหนูอัน เจ้าไปเป็นเพื่อนข้าเถิดนะ”

หลานหลินพยายามงัดเอาเหตุผลร้อยแปดขึ้นมาอ้าง เพื่อรักษาภาพลักษณ์คุณหนูผู้บริสุทธิ์ผุดผ่องของตนเองไว้

นางคิดเพียงว่า ในเมื่อคนจวนสกุลกู้เพิ่งจะปิดประตูขับไล่นาง ทว่าหากครานี้นางพาผู้มีพระคุณของกู้จิ่นหยางอย่างอันฉิงเดินทางไปด้วยกัน ต่อให้องค์หญิงเจาหนิงหรือแม่นมหลิ่วจะรังเกียจนางเพียงใด ก็ย่อมไม่อาจหน้าหนาปิดประตูขับไล่ผู้มีพระคุณของบุตรชายได้อย่างแน่นอน

นางจึงตั้งใจจะใช้อันฉิงเป็นเพียงกุญแจเบิกทางในการผ่านเข้าสู่จวนสกุลกู้เท่านั้น

ทางด้านอันฉิงแสร้งทำทีเป็นนิ่งคิดไตร่ตรองอยู่ครู่ใหญ่ เมื่อลอบสบสายตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวังและอ้อนวอนของหลานหลิน นางก็แทบจะกลั้นเสียงหัวเราะเยาะในลำคอไว้ไม่อยู่

ช่างเป็นสตรีที่โง่เขลาและตื้นเขินสิ้นดี เพียงเพื่อจะเข้าหาบุรุษ ถึงกับยอมปั้นเรื่องยกแม่น้ำทั้งห้ามาล่อลวงนาง

“ในเมื่อคุณหนูหลานเอ่ยปากชวนด้วยตนเองถึงเพียงนี้ เช่นนั้นข้าจะร่วมเดินทางไปเป็นเพื่อนเจ้าค่ะ” อันฉิงคลี่รอยยิ้มหวานตอบรับอย่างง่ายดาย

“ดีจริงเชียว!”

หลานหลินถึงกับหลุดยิ้มกว้างออกมาด้วยความดีใจจนเนื้อเต้น

“เช่นนั้นพรุ่งนี้พวกเราไปเยี่ยมคุณชายกู้ด้วยกัน ข้าจะนั่งรถม้ามารับเจ้าที่หน้าจวนสกุลอันในยามซื่อนะ”

เมื่อบรรลุเป้าหมาย หลานหลินจึงนั่งสนทนาสัพเพเหระอยู่ต่ออีกเพียงชั่วครู่ ก่อนจะเอ่ยปากขอตัวลาและก้าวขึ้นรถม้ากลับจวนไปด้วยความกระหยิ่มใจ

อันฉิงลุกขึ้นยืนส่งแขกตามมารยาท ก่อนจะหมุนกายเดินกลับมาทรุดตัวลงนั่งริมระเบียงตามลำพัง มือเรียวงามยกจอกชาขึ้นจรดริมฝีปากอย่างช้า ๆ

องครักษ์ของนางรายงานความเคลื่อนไหวทุกฝีก้าวในเมืองหลวงอยู่ตลอดเวลา มีหรือที่นางจะไม่รู้ว่าเมื่อครู่นี้หลานหลินเพิ่งจะถูกแม่นมหลิ่วเฉดหัวออกมาจากหน้าประตูจวนสกุลกู้ นางจึงไม่ได้แปลกใจแม้แต่น้อยที่อีกฝ่ายจะบากหน้ามาหานางถึงที่นี่

อันฉิงหลุบสายตามองลงไปยังเงาสะท้อนของตนเองบนผิวน้ำชาสีอำพัน แววตาที่เคยสงบนิ่งค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นมืดมิด เย็นเยียบ และลึกล้ำดั่งขุมนรกที่ไร้ก้นบึ้ง

 

วันต่อมา รถม้าคันหรูหราประดับตราประจำตระกูลหลานเคลื่อนตัวมาหยุดเทียบลงหน้าจวนสกุลอันอย่างตรงต่อเวลา อันฉิงก้าวเท้าออกจากเรือนในชุดผ้าไหมสีเรียบสะอาดตา ท่วงท่าการเยื้องย่างเปี่ยมด้วยความสุภาพ อ่อนน้อม นางก้าวขึ้นสู่ห้องโดยสารของรถม้า ซึ่งมีหลานหลินนั่งรอท่าอยู่ก่อนแล้ว

ทันทีที่สบตากัน สตรีทั้งสองต่างส่งยิ้มหวานละมุนให้แก่กันอย่างเป็นมิตร ก่อนที่รถม้าจะเริ่มเคลื่อนตัวมุ่งหน้าสู่จวนสกุลกู้

ตลอดเส้นทางการเดินทาง หลานหลินที่ปักใจเชื่อว่าอันฉิงเป็นเพียงบุตรสาวคหบดีบ้านนอกผู้ไม่ประสีประสาต่อแวดวงชนชั้นสูง จึงเริ่มเปิดบทสนทนาพล่ามบอกเล่าและโอ้อวดถึงความสัมพันธ์อันแนบแน่นระหว่างตนเองกับจวนราชครู รวมถึงชาติตระกูลอันสูงส่งของตน

นางจงใจเน้นย้ำถึงความเหมาะสมคู่ควรที่สตรีอันดับหนึ่งพึงมีคู่กับบุรุษผู้เพียบพร้อมอย่างกู้จิ่นหยาง ทั้งนี้ไม่ใช่เพียงเพื่อข่มให้อันฉิงรู้สึกถึงความต่ำต้อยด้อยค่าเท่านั้น ทว่ายังเป็นการขีดเส้นกั้นและเตือนสติไม่ให้อีกฝ่ายเผลอมีใจคิดเกินเลยต่อคุณชายกู้อีกด้วย

อันฉิงเพียงนั่งรับฟังอย่างสงบ รอยยิ้มบางเบายังคงประดับอยู่บนใบหน้า นางไม่ได้เอ่ยขัดหรือตอบโต้สิ่งใดมากความ มีเพียงการพยักหน้ารับตามน้ำเป็นระยะ แม้ในก้นบึ้งของหัวใจจะนึกชิงชังและสมเพชในความหลงตัวเองของสตรีตรงหน้าเพียงใดก็ตาม