บทที่ 4 ความหวัง (2)
บทที่ 4 ความหวัง (2)
บทที่ 4 ความหวัง (2)
แม้หยางเหมยจะรู้สึกสงสัยอยู่ไม่น้อย ทว่าด้วยฐานะบ่าวรับใช้ นางจึงไม่กล้าที่จะเอื้อนเอ่ยคำปฏิเสธ ทำได้เพียงพยักหน้ารับคำอย่างจำยอม
“ได้ เช่นนั้นข้าขอเวลาประเดี๋ยว”
กล่าวจบ หยางเหมยก็รีบหมุนกายกลับเข้าห้องพักไปหาบุตรีทั้งสองที่นั่งมองมาด้วยความฉงน
“อันรุ่ย อันฉิง แม่มีงานด่วนต้องไปทำ พวกเจ้าเข้านอนกันไปก่อนเลยนะลูก อันรุ่ย แม่ฝากดูแลน้องด้วย หากทำงานเสร็จแล้วแม่จะรีบกลับมา” นางกำชับบุตรีทั้งสอง
“เหตุใดยามนี้ท่านแม่ยังต้องออกไปทำงานอีกหรือเจ้าคะ?”
อันฉิงน้อยเอ่ยถามด้วยความแปลกใจ นัยน์ตากลมโตฉายแววสับสน เพราะโดยปกติเวลานี้พวกนางมักจะนอนกอดกันอุ่นสบายบนเตียงเรียบร้อยแล้ว
หยางเหมยเองก็มืดแปดด้าน ไม่รู้จะบอกกล่าวลูกอย่างไร ด้วยนางเองก็ไม่อาจล่วงรู้ได้เลยว่าเหตุใดหัวหน้าพ่อบ้านจึงมีคำสั่งเรียกตัวนางกลางดึกดื่นค่ำคืนเช่นนี้ นางจึงได้แต่ลูบศีรษะเอ่ยปลอบประโลมบุตรีเสียงแผ่ว
“เด็กดี เชื่อฟังพี่สาวนะลูก เดี๋ยวแม่ก็กลับมาแล้ว”
“ท่านแม่วางใจเถิดเจ้าค่ะ ข้าจะดูแลน้องเป็นอย่างดี” อันรุ่ยขยับเข้าไปโอบไหล่บางของน้องสาวเอาไว้ พลางเอ่ยรับคำมารดาสีหน้าจริงจัง
“เช่นนั้นปิดประตูให้แน่นหนา แม่ไปก่อนล่ะ”
หยางเหมยเอ่ยทิ้งท้าย ก่อนจะก้าวออกจากห้องพักและเดินตามสาวใช้นางนั้นมุ่งหน้าลัดเลาะผ่านความมืดมิดของจวนไปยังเรือนหลักทันที
หลังจากมารดาเดินลับสายตาไปได้ครู่ใหญ่ ทั้งอันรุ่ยและอันฉิงก็ยังคงนั่งนิ่งไม่ยอมเข้านอน ด้วยคิดเอาเองว่างานด่วนของท่านแม่คงใช้เวลาเพียงไม่นาน และตั้งใจจะนั่งรอเพื่อเข้านอนพร้อมกัน
ทว่าวันเวลาหมุนผ่านไปช้า ๆ นานนับชั่วยาม แสงของตะเกียงน้ำมันเองเริ่มริบหรี่ลงทุกที แต่กลับไร้ซึ่งแววว่ามารดาจะเดินทางกลับมา อันฉิงจึงหันไปมองพี่สาวแล้วเอ่ยถามด้วยความไม่เข้าใจ
“พี่หญิง เหตุใดท่านแม่ถึงยังไม่กลับมาเสียทีเจ้าคะ?”
อันรุ่ยได้แต่ส่ายหน้าเบา ๆ พลางเอื้อมมือไปลูบผมของน้องสาวเพื่อปลอบประโลม
“ท่านแม่คงมีงานกวาดถูที่ต้องจัดการอีกมากจึงยังไม่เสร็จสิ้น นี่ก็ดึกมากแล้ว พวกเราเข้านอนกันก่อนเถิดนะ”
แม้ในใจของอันฉิงจะอยากนั่งรอมารดากลับมาเพียงใด ทว่าด้วยความเหน็ดเหนื่อยจากการทำงานมาตลอดทั้งวัน ร่างกายเล็ก ๆ จึงไม่อาจต้านทานความง่วงงุนได้ นางพยักหน้ารับคำพี่สาวอย่างว่าง่าย แล้วค่อย ๆ ขยับกายขึ้นไปนอนบนเตียง โดยมีอันรุ่ยคอยลูบแผ่นหลังกล่อม
“พี่หญิง ข้าง่วงจังเลยเจ้าค่ะ แต่ว่าท่านแม่ยังไม่กลับมาเลย ข้าอยากนอนกอดท่านแม่...” เด็กน้อยบ่นพึมพำเสียงแผ่ว ดวงตากลมโตปรือลงช้า ๆ ด้วยความอ่อนล้า
อันรุ่ยผู้เป็นพี่สาวเองก็รู้สึกสังหรณ์ใจไม่ต่างกัน นานมากแล้วนับตั้งแต่ท่านแม่ออกไป เหตุใดงานกวาดถูจึงยังไม่เสร็จสิ้นเสียที ยามนี้ไม่รู้ว่าท่านแม่ต้องไปแบกรับภาระงานอันใดกันแน่
“เช่นนั้นก็นอนเสียนะเด็กดี...”
อันรุ่ยดึงผ้าห่มผืนหนาขึ้นมาคลุมร่างให้น้องสาว ก่อนจะล้มตัวลงนอนสวมกอดร่างเล็กเอาไว้ ลูบแผ่นหลังกล่อมเบา ๆ จนกระทั่งอันฉิงหลับสนิทไปในที่สุด
ส่วนตัวนางเองนั้นยังคงลืมตาท่ามกลางความมืดมิด นั่งรอคอยเสียงฝีเท้าของมารดาอยู่อีกเนิ่นนาน ทว่าจนแล้วจนรอดก็ยังไร้ซึ่งแววการกลับมาของหยางเหมย จนกระทั่งในที่สุด ด้วยความเหนื่อยล้าตลอดทั้งวัน อันรุ่ยจึงผล็อยหลับตามน้องสาวไปในที่สุด
เวลาหมุนผ่านไปอีกหลายชั่วยาม ท่ามกลางความมืดมิดก่อนรุ่งสาง อันรุ่ยพลันสะดุ้งตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ร่างเล็กค่อย ๆ ขยับกายลุกออกจากเตียงนอนอย่างนุ่มนวลที่สุดเท่าที่จะทำได้ ด้วยเกรงว่าเสียงขยับตัวจะทำให้อันฉิงที่กำลังหลับสนิทต้องตื่นขึ้น
สายตาที่เริ่มคุ้นชินกับความมืดกวาดมองไปรอบห้องพักท้ายจวน เพื่อดูว่ามารดากลับมาจากการทำงานกลางดึกแล้วหรือไม่ ก่อนที่สายตาของเด็กสาวก็ปะทะเข้ากับร่างของมารดาที่กำลังนั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้ไม้ตรงมุมห้องอันมืดมิด ร่างกายของหยางเหมยสั่นเทาเล็กน้อยท่ามกลางเงามืด อันรุ่ยจึงรีบก้าวเท้าตรงเข้าไปหามารดาทันที
“ท่านแม่เจ้าคะ...”
ยังไม่ทันที่อันรุ่ยจะได้เอ่ยถามสิ่งใดต่อ หยางเหมยที่นั่งเหม่อลอยคล้ายคนใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวก็พลันสะดุ้งด้วยความตกใจ ดวงหน้าฉายแววหวาดระแวงบางอย่าง ก่อนที่นางจะรีบปรับสีหน้าให้เป็นปกติอย่างรวดเร็ว แล้วหันมาหาบุตรสาวพลางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
“ตื่นแล้วหรือลูก เหตุใดไม่นอนต่อเล่า?”
อันรุ่ยพยักหน้ารับคราหนึ่ง ทว่าดวงตากลมโตกลับสังเกตเห็นใบหน้าที่ซีดเผือดจนแทบไร้สีเลือดของมารดา ลมหายใจของหยางเหมยดูติดขัดและคราบเหงื่อเย็นผุดเต็มหน้าผาก เด็กสาวจึงเอ่ยถามด้วยความห่วงใย
“ท่านแม่กลับมานานแล้วหรือเจ้าคะ?”
“จ้ะ แม่กลับมาสักพักใหญ่แล้ว”
หยางเหมยเม้มริมฝีปากที่แห้งผากเข้าหากันแน่นจนเป็นเส้นตรง นางพยายามฝืนขยับมุมปากระบายรอยยิ้มที่ดูอิดโรยและขมขื่นตอบบุตรสาว ก่อนจะเอ่ยลูบศีรษะนางเบา ๆ
“เจ้ากลับไปนอนต่ออีกสักหน่อยเถิดนะ จะได้มีแรงไปช่วยงานพวกพี่ ๆ ที่เรือนหลักในเช้าวันนี้”
ในตอนนั้นเอง อันฉิงน้อยก็พลันสะดุ้งตื่นขึ้นมาเพราะได้ยินเสียงสนทนา เด็กน้อยลืมตาขึ้นมองรอบห้องอย่างงัวเงีย พลางขยับกายลุกขึ้นนั่งบนเตียงทั้งที่ดวงตายังปรืออยู่
“ท่านแม่กลับมาแล้วหรือเจ้าคะ...” นางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงง่วงงุนทั้งที่สติยังไม่ตื่นเต็มตา อันรุ่ยจึงหันไปเอ่ยตอบน้องสาวแทนมารดา
“ใช่แล้ว เจ้านอนต่อเถิด ถึงเวลาแล้วพี่จะปลุกเจ้าเอง”
อันฉิงน้อยพยักหน้ารับคำอย่างว่าง่าย ก่อนจะล้มตัวลงนอนตะแคงซบหมอนหลับต่อด้วยความเหน็ดเหนื่อยในทันที ส่วนอันรุ่ยหันกลับมามองใบหน้าที่อิดโรยของมารดาอีกครั้ง นัยน์ตาของเด็กสาวฉายแววสงสัยระคนกังวล ทว่าด้วยความกตัญญูและไม่อยากทำให้มารดาต้องลำบากใจ นางจึงไม่ได้เอื้อนเอ่ยซักไซ้สิ่งใดออกไป
“ท่านแม่ ท่านก็นอนพักต่อเสียหน่อยดีหรือไม่เจ้าคะ ดูท่าทางท่านแม่คงจะเหนื่อยล้าไม่น้อยเลย”
“ไม่เป็นไรหรอกอันรุ่ย เจ้าไปนอนกับน้องต่อเถอะนะ เมื่อถึงเวลา เดี๋ยวแม่จะไปปลุกเจ้ากับน้องเอง” หยางเหมยพยายามบังคับน้ำเสียงและท่าทางให้ดูเป็นปกติที่สุดเท่าที่จะทำได้
ทางด้านอันรุ่ยที่ไม่อยากขัดใจมารดา จึงจำต้องพยักหน้ารับแล้วเดินกลับไปล้มตัวลงนอนสวมกอดน้องสาวบนเตียงอีกครั้ง
ยามเมื่อบุตรีทั้งสองผล็อยหลับไปแล้ว ความเงียบสงัดอันเยือกเย็นก็คืบคลานกลับเข้ามาปกคลุมภายในห้องพักอีกครา หยางเหมยได้แต่นั่งนิ่งเงียบอยู่อย่างนั้นท่ามกลางความมืดมิด ริมฝีปากของนางแห้งผาก ร่างกายสั่นสะท้านขึ้นมาเป็นระลอก สองฝ่ามือที่สั่นระริกภายใต้ชายเสื้อรวบขยุ้มกระโปรงของตนเองไว้แน่นจนข้อนิ้วขึ้นสีขาวซีด ดวงตาที่เคยสว่างไสวเปี่ยมด้วยความหวัง บัดนี้กลับทอประกายแห่งความหวาดกลัว เจ็บปวด และแตกสลายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
นางนั่งนิ่งอยู่ท่ามกลางเงามืด ปล่อยให้หยาดน้ำตาไหลซึมออกมาอย่างเงียบเชียบ จวบจนกระทั่งขอบฟ้าทิศตะวันออกเริ่มฉายแสง
เมื่อถึงเวลาที่ต้องเริ่มภารกิจประจำวัน หยางเหมยจึงสูดลมหายใจเข้าลึก ยันกายที่สั่นเทาลุกขึ้นไปผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าตัวใหม่ รวบผมเผ้าที่ยุ่งเหยิงให้เรียบร้อยอย่างรีบร้อน ก่อนจะก้าวไปปลุกบุตรีทั้งสองให้ตื่นนอนตามปกติ
ทั้งอันรุ่ยและอันฉิงแม้จะยังคงงัวเงีย ทว่าเมื่อเห็นว่ามารดาดูเหนื่อยล้าและมีสีหน้าไม่ค่อยดีนัก พวกนางก็รีบลุกขึ้นผลัดเปลี่ยนอาภรณ์อย่างรวดเร็ว โดยตั้งใจว่าจะเร่งทำงานในส่วนของตนให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว เพื่อจะได้มีเวลาไปช่วยเหลืองานของมารดาต่อ
ขณะเดียวกัน ทางด้านหยางเหมยในเช้านี้ก็ยังคงพยายามรักษาท่าทีให้เป็นปกติที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยเฉพาะยามที่ต้องสบตากับบุตรีทั้งสอง แม้ใบหน้าของนางจะซีดเซียวและดวงตาหมองคล้ำ ทว่าก็ยังคงมีรอยยิ้มบาง ๆ ประดับอยู่บนริมฝีปากเสมอ
ยามเมื่อส่งบุตรีทั้งสองไปช่วยงานที่เรือนหลักเรียบร้อยแล้ว หยางเหมยก็หมุนกายเดินแยกตัวไปทำความสะอาดเรือนรับรองตามคำสั่งของแม่นมหลิ่วเช่นเคย