บทที่ 44 เยือนสกุลกู้อีกครั้ง (1)
บทที่ 44 เยือนสกุลกู้อีกครั้ง (1)
บทที่ 44 เยือนสกุลกู้อีกครั้ง (1)
“คุณหนูอัน เมื่อไปถึงจวนสกุลกู้แล้ว พวกเราคงต้องเข้าไปทำความเคารพและเข้าเฝ้าองค์หญิงเจาหนิงเสียก่อน”
หลานหลินเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงที่แฝงความห่วงใยจอมปลอม แววตาฉายประกายดูแคลนออกมาอย่างปิดไม่มิด
“เจ้าเติบโตมาในตระกูลพ่อค้าวาณิช อาจจะไม่คุ้นเคยกับธรรมเนียมปฏิบัติและกฎระเบียบอันเข้มงวดของเชื้อพระวงศ์ เอาเป็นว่าเจ้าจงคอยจับตาดูข้าเป็นแบบอย่าง แล้วทำตามทุกฝีก้าวก็แล้วกัน จะได้ไม่ต้องถูกตำหนิติเตียนเอาได้”
“ได้สิเจ้าคะ ข้าจะคอยดูและทำตามท่านเป็นแบบอย่าง”
อันฉิงแย้มรอยยิ้มใสซื่อตอบรับอย่างว่าง่าย นางรู้ดีว่าอีกฝ่ายต้องการได้ยินถ้อยคำเช่นไร นางก็เพียงเอ่ยปากสนองความทะนงตนนั้นไปอย่างไม่ขัดข้อง
สายลมหวีดหวิวพัดผ่านม่านหน้าต่างรถม้าเข้ามาบางเบา ขับเน้นบรรยากาศที่คล้ายจะกลมเกลียวทว่าเบื้องลึกกลับเต็มไปด้วยการหยั่งเชิง อันฉิงหลุบสายตามองมือตนเองที่ประสานอยู่บนตัก สำหรับนางแล้ว เรื่องจริงหรือเท็จ เต็มใจหรือเสแสร้ง ล้วนไร้สาระทั้งสิ้น
ตราบใดที่มันช่วยผลักดันให้แผนการล้างแค้นดำเนินไปข้างหน้าอย่างไร้อุปสรรค นางก็หาได้สนใจไม่
อีกทั้งความเย่อหยิ่งของหลานหลินในยามนี้ รังแต่จะกลายเป็นบ่วงรัดคอตัวเองให้แน่นขึ้นในภายภาคหน้าก็เท่านั้น อันฉิงจึงไม่คิดเก็บมาใส่ใจแต่อย่างใด
เพียงไม่นาน รถม้าก็เคลื่อนตัวมาถึงหน้าประตูใหญ่ของจวนสกุลกู้
ครานี้หลานหลินไม่ได้ผลีผลามก้าวลงจากรถม้าด้วยตนเอง นางเรียกซู่ซู่เข้ามาใกล้แล้วสั่งกำชับด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ให้สาวใช้ไปแจ้งความประสงค์ต่อองครักษ์หน้าประตู โดยให้เน้นย้ำอย่างชัดเจนว่าคุณหนูอันฉิงเป็นผู้เดินทางมาเยี่ยมอาการของคุณชายกู้
และเป็นดั่งที่นางคาดการณ์ไว้ไม่มีผิด
ทันทีที่องครักษ์หน้าประตูได้ยินชื่อของอันฉิงผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตคุณชายใหญ่ของจวน ท่าทีที่เคยเข้มงวดก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นนอบน้อมลงทันควัน องครักษ์รีบสั่งเปิดประตูรับรองพร้อมกับเร่งสาวเท้ารุดหน้าเข้าไปรายงานเรื่องนี้ต่อแม่นมหลิ่วและองค์หญิงเจาหนิงในเรือนหลักเป็นการด่วน
ภายในเรือนหลักอันโอ่อ่าขององค์หญิงเจาหนิง กลิ่นหอมของกำยานไม้กฤษณาอบอวลไปทั่วห้องโถง นางกำลังนั่งเอนกายทอดมองพับผ้าไหมเนื้อดีลวดลายประณีตที่เพิ่งได้รับพระราชทานมาจากวังหลวง ทว่าความรื่นรมย์ยามสายก็พลันถูกขัดจังหวะลง เมื่อแม่นมหลิ่วก้าวเข้ามารายงานตัวด้วยสีหน้ากระอักกระอ่วนใจ
“ทูลองค์หญิง บ่าวหน้าประตูเข้ามารายงานว่าคุณหนูสกุลหลานเดินทางมาขอเข้าพบคุณชายกู้อีกแล้วเพคะ ทว่าในครานี้นางไม่ได้มาเพียงลำพัง หากแต่นั่งรถม้ามาพร้อมกับคุณหนูอันฉิงเพคะ พระองค์จะทรงมีพระอนุญาตให้ทั้งสองเข้ามาพบได้หรือไม่เพคะ”
ทันทีที่ได้ยินชื่อของหลานหลิน อารมณ์สุนทรีย์ของเจาหนิงก็พลันมลายหายไปจนหมดสิ้น
นางสะบัดมือส่งสัญญาณให้สาวใช้รีบเก็บพับผ้าไหมออกไปให้พ้นสายตา แววตาหงส์ทอประกายขุ่นเคืองและหงุดหงิดขึ้นมาอย่างปิดไม่มิด
ช่างเป็นสตรีที่หน้าหนาและดื้อด้านเกินจะเยียวยานัก!
ทั้งที่เพิ่งจะถูกปฏิเสธและตอกหน้ากลับไปเมื่อวานแท้ ๆ ทว่าในวันนี้กลับยังกล้าบากหน้ามาเหยียบจวนของนางซ้ำสอง ไม่หนำซ้ำยังเจ้าเล่ห์แสนกล รู้จักลากตัวอันฉิงมาเป็นโล่กำบังเพื่อบีบไม่ให้นางปิดประตูขับไล่อีกด้วย
นี่หรือคือสตรีอันดับหนึ่งแห่งเมืองหลวงที่ผู้คนต่างยกย่องว่าเป็นดั่งดอกบัวขาวผู้บริสุทธิ์?
แท้จริงแล้วก็เป็นเพียงสตรีเสแสร้งที่ยอมทำทุกวิถีทางเพียงเพื่อจะแย่งชิงบุรุษเท่านั้น!
บรรยากาศภายในห้องโถงพลันหนักอึ้งดั่งมีเมฆหมอกทะมึนเข้าปกคลุม เจาหนิงขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความรังเกียจเดียดฉันท์ นางมองทะลุกลอุบายตื้นเขินของหลานหลินได้อย่างกระจ่างแจ้ง ทว่าในเมื่อมีอันฉิงติดตามมาด้วย เจาหนิงย่อมไม่อาจสั่งไล่ตะเพิดออกไปได้อย่างใจคิด
หากทำเช่นนั้นย่อมเป็นการทำลายน้ำใจและเหยียบย่ำเกียรติของผู้มีพระคุณที่เคยเสี่ยงชีวิตช่วยบุตรชายของนาง ครานี้นางจึงจำต้องยอมเปิดประตูรับสตรีสกุลหลานเข้ามาอย่างเลี่ยงไม่ได้
“หึ! ช่างเถิด”
เจาหนิงพรูลมหายใจยาวพลางเอ่ยสั่งการด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ
“แม่นมหลิ่ว เจ้าจงออกไปนำทางพวกนางเข้ามาพบข้าที่เรือนนี้ด้วยตนเอง จัดหาน้ำชาและของว่างชั้นเลิศมาคอยปรนนิบัติดูแลคุณหนูอันให้ดี อย่าได้ให้ขาดตกบกพร่องแม้แต่น้อย ส่วนคุณหนูสกุลหลานผู้นั้น ปล่อยให้นั่งเป็นอากาศธาตุไปเสีย ไม่จำเป็นต้องใส่ใจ!”
“หม่อมฉันรับทราบพระบัญชาเพคะ”
แม่นมหลิ่วค้อมกายรับคำสั่งอย่างรู้ใจ ก่อนจะรีบหมุนกายก้าวเท้าออกจากเรือน มุ่งหน้าไปยังประตูใหญ่เพื่อทำหน้าที่ต้อนรับอันฉิงเข้าสู่จวนราชครูกู้ด้วยตนเอง
เพียงไม่นานนัก บานประตูใหญ่ของจวนสกุลกู้ก็เปิดกว้าง แม่นมหลิ่วเดินนำขบวนสาวใช้ออกมาต้อนรับด้วยรอยยิ้มละมุนละไม หลานหลินและอันฉิงต่างย่อกายค้อมศีรษะรับตามธรรมเนียม โดยเฉพาะหลานหลินที่ลอบยิ้มกระหยิ่มในใจ เมื่อแผนการใช้ชื่ออันฉิงเป็นใบเบิกทางเปิดประตูจวนสำเร็จลุล่วงดั่งที่คาดไว้
“คุณหนูอัน ต้องขออภัยที่ทำให้ท่านต้องรอนานนะเจ้าคะ องค์หญิงทรงมีรับสั่งให้ท่านเข้าพบ เชิญด้านในเรือนหลักเถิดเจ้าค่ะ”
แม่นมหลิ่วปรนนิบัติต้อนรับอันฉิงด้วยความนอบน้อม ก่อนจะปรายตาส่งยิ้มตามมารยาทอันห่างเหินให้แก่หลานหลิน ซึ่งท่าทีที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงนี้ตอกย้ำให้หลานหลินรู้แจ้งแก่ใจว่าเมื่อวานตนถูกจงใจขับไล่เพียงใด ทว่าเพื่อเป้าหมายใหญ่ นางจึงจำต้องข่มกลั้นความริษยา ปั้นรอยยิ้มอ่อนหวานแล้วเดินเคียงข้างอันฉิงเข้าสู่เรือนหลัก
ทันทีที่ก้าวเท้าเข้าสู่ห้องโถงขององค์หญิงเจาหนิง สตรีทั้งสองก็คุกเข่าทำความเคารพตามขนบธรรมเนียมอย่างอ่อนช้อย หลานหลินจงใจวางท่วงท่าให้สง่างาม หวังจะแสดงความเป็นกุลสตรีอันดับหนึ่งให้อันฉิงดูเป็นแบบอย่างและสร้างความประทับใจแก่เจาหนิง
ทว่าในสายตาของอีกฝ่าย นางกลับไม่ได้ชายตามองสตรีสกุลหลานเลยแม้แต่เศษเสี้ยว ดวงหน้างามคลี่รอยยิ้มอบอุ่นทอดมองตรงไปยังอันฉิงแต่เพียงผู้เดียว
“คุณหนูอัน ในที่สุดข้าก็ได้พบหน้าเจ้าเสียที ลุกขึ้นแล้วมานั่งใกล้ ๆ ข้าตรงนี้สิ”
เจาหนิงกวักมือเรียกอย่างเป็นกันเอง อันฉิงสะกดกลั้นคลื่นโทสะและเพลิงแค้นที่ปะทุขึ้นในอกไว้อย่างมิดชิด กลิ่นกำยานและใบหน้าของเจาหนิงยังคงฉายชัดในความทรงจำสีเลือดของนางไม่เสื่อมคลาย ทว่าริมฝีปากบางกลับคลี่รอยยิ้มใสซื่อ ก้าวเข้าไปนั่งบนตั่งเคียงข้างพระนางอย่างนอบน้อม
“ขอบพระทัยเพคะองค์หญิง”
ในขณะที่อันฉิงได้รับเกียรติสูงสุด หลานหลินกลับทำได้เพียงนั่งคุกเข่าอยู่บนพื้นห่างออกไป ไร้ซึ่งคำอนุญาตให้นั่งตั่ง และไร้แม้แต่คำทักทายจากเจ้าของเรือน
“คุณหนูอัน เจ้าอย่าได้เกรงใจไปเลย ข้ายินดียิ่งนักที่เจ้าให้เกียรติมาเยือนจวนสกุลกู้ของเรา อีกทั้งต้องขอบคุณเจ้าจากใจจริงที่ยอมเสี่ยงชีวิตช่วยหยางเออร์เอาไว้ ข้าได้ยินว่าเจ้าเองก็บาดเจ็บสาหัสไม่น้อย ยามนี้เป็นอย่างไรบ้าง หากต้องการให้หมอหลวงจากวังหลวงไปตรวจรักษาเพิ่มเติมก็จงส่งคนมาแจ้งข้าได้ทุกเมื่อ”
เจาหนิงทอดสายตามองอันฉิงด้วยความเอ็นดู แม้จะเป็นการแสดงออกเพื่อรักษาภาพลักษณ์ ทว่าในใจของเจาหนิง นางกลับรู้สึกพึงใจในความสงบเสงี่ยมของคุณหนูอันผู้นี้ไม่น้อย
อย่างน้อยสตรีวาณิชผู้นี้ก็ดูเรียบง่าย บริสุทธิ์ และไม่ได้นำพาหายนะหรือความขัดแย้งมาสู่บุตรชายของนางเหมือนสตรีจากสกุลหลานหรือสกุลมู่
“ขอบพระทัยในพระเมตตาขององค์หญิงเพคะ หม่อมฉันรักษาตัวจนอาการทุเลาลงมากแล้ว ที่มารบกวนในวันนี้ก็ด้วยตั้งใจมาเยี่ยมเยียนอาการบาดเจ็บของคุณชายกู้เพคะ คุณหนูหลานเองก็มีความห่วงใยในตัวคุณชายกู้เป็นอย่างยิ่ง จึงได้ชวนหม่อมฉันเดินทางมาด้วยกันเพคะ”
อันฉิงเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงหวานนุ่ม พลางเหลือบสายตาไปทางหลานหลิน หลานหลินที่ได้ยินชื่อของกู้จิ่นหยางก็พลันตาเป็นประกายวาววับขึ้นมาทันควัน
เจาหนิงยังคงแย้มยิ้มบาง ทว่ายามได้ยินอันฉิงเอ่ยถึงหลานหลิน แววตาก็ฉายประกายเย็นยะเยือกขึ้นมาชั่ววูบ หากไม่ใช่เพราะเกรงใจอันฉิง นางคงสั่งขับไล่สตรีหน้าหนาผู้นี้ออกไปนอกจวนนานแล้ว