LNCrawler

บทที่ 44 เยือนสกุลกู้อีกครั้ง (2)

มารร้าย (魔女) — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 44 เยือนสกุลกู้อีกครั้ง (2)

บทที่ 44 เยือนสกุลกู้อีกครั้ง (2)

บรรยากาศในห้องโถงชะงักงันไปชั่วอึดใจ สายลมแผ่วเบาพัดผ่านหน้าต่างบานกว้าง นำพากลิ่นหอมจาง ๆ ของดอกไม้ในสวนเข้ามาขับไล่กลิ่นอายอันตึงเครียด เจาหนิงลอบสูดลมหายใจเข้าช้า ๆ เพื่อระงับความไม่พอใจเอาไว้

“อาการของหยางเออร์ดีขึ้นมากแล้วล่ะ ในเมื่อพวกเจ้าตั้งใจมาเยี่ยม เช่นนั้นก็ไปพบเจ้าตัวที่เรือนพักเถิด แม่นมหลิ่ว เจ้าจงนำทางคุณหนูอันไปยังเรือนของหยางเออร์ที”

“เพคะองค์หญิง คุณหนูอัน เชิญตามข้าน้อยมาทางนี้เจ้าค่ะ”

แม่นมหลิ่วค้อมกายรับคำสั่ง ก่อนจะผายมือเชิญอันฉิงอย่างสุภาพ อันฉิงย่อกายถวายบังคมลาเจาหนิงอย่างอ่อนช้อยแล้วเดินตามแม่นมหลิ่วออกไป

ด้านหลานหลินที่กำลังจะอ้าปากเอ่ยคำทักทายและกราบทูลลา หวังจะดึงความสนใจจากองค์หญิง ทว่าเจาหนิงกลับเบือนหน้าหนี ยกจอกชาขึ้นจิบโดยไม่แม้แต่จะปรายสายตามองนางเลยสักนิด

ความเย็นชาที่ตัดขาดอย่างไร้เยื่อใยทำเอาหลานหลินถึงกับใบหน้าชาวาบ รอยยิ้มบนใบหน้างามแข็งค้างด้วยความอับอาย ทว่านางก็ทำได้เพียงกัดฟันสะกดกลั้นความเดือดดาล ย่อกายทำความเคารพ แล้วรีบสาวเท้าก้าวตามอันฉิงมุ่งหน้าสู่เรือนของกู้จิ่นหยางไปทันที

 

ครั้นเมื่อย่างก้าวมาถึงหน้าเรือนพักของกู้จิ่นหยาง ภายในห้องโปร่ง กู้จิ่นหยางในชุดคลุมผ้าไหมสีขาวสะอาดตากำลังยกถ้วยยาต้มขึ้นดื่มจนหมดพอดี เขาจึงไม่ได้ลุกออกมาต้อนรับแขกแต่อย่างใด ก่อนที่บานประตูเปิดออกพร้อมกับร่างของแม่นมหลิ่วที่ก้าวเข้ามาค้อมกายรายงาน

“เรียนคุณชาย คุณหนูอันฉิงเดินทางมาเยี่ยมอาการเจ้าค่ะ”

สิ้นเสียงรายงาน แม่นมหลิ่วก็ย่อกายถอยร่นกลับไปยังเรือนหลักขององค์หญิงเจาหนิงทันที โดยไม่ได้เอ่ยถึงนามของหลานหลินเลยแม้แต่ครึ่งคำ ปฏิบัติต่อคุณหนูใหญ่สกุลหลานราวกับเป็นเพียงอากาศธาตุที่ไร้ตัวตนในจวนแห่งนี้

หลานหลินลอบกำหมัดแน่นใต้แขนเสื้อยาว สะกดกลั้นความเดือดดาลและอับอายเอาไว้อย่างสุดกำลัง นางรีบปั้นรอยยิ้มหวานหยาดเยิ้ม ก้าวพรวดเข้ามานั่งลงริมโต๊ะตรงข้ามกู้จิ่นหยางทันที

“คุณชายกู้ ยามนี้ท่านเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ ข้าเป็นห่วงอาการบาดเจ็บของท่านจนแทบกินไม่ได้นอนไม่หลับ วันนี้จึงได้เอ่ยปากชวนคุณหนูอันให้ร่วมเดินทางมาเป็นเพื่อนเพื่อเยี่ยมเยียนท่านเจ้าค่ะ”

กู้จิ่นหยางแย้มรอยยิ้มบางเบาตามมารยาท ทักทายสตรีทั้งสองอย่างเป็นมิตร ก่อนจะเอ่ยตอบหลานหลินด้วยน้ำเสียงสุภาพทว่าเว้นระยะห่างอย่างชัดเจน

“ขอบคุณคุณหนูหลานที่เป็นห่วง อาการบาดเจ็บของข้าทุเลาลงมากแล้ว ไม่ได้มีสิ่งใดน่าเป็นกังวลอีก”

สายตาของเขาเคลื่อนผ่านร่างของหลานหลินไปหยุดลงที่อันฉิงทันควัน ชายหนุ่มส่งยิ้มอบอุ่นให้อีกฝ่าย ซึ่งอันฉิงก็เพียงย่อกายแย้มรอยยิ้มตอบรับตามมารยาทอย่างสงบเสงี่ยม แล้วนั่งนิ่งรับฟังอยู่เงียบ ๆ

เมื่อเห็นว่ากู้จิ่นหยางไม่ได้มีท่าทีกระตือรือร้นกับตน หลานหลินจึงแสร้งตีสีหน้าหม่นหมองลงทันควัน

“เห็นท่านปลอดภัยดีเช่นนี้ ข้าก็ค่อยเบาใจเจ้าค่ะ ที่จริงแล้ว นอกจากความห่วงใย ข้าเองก็ยังมีเนื้อหาตำราและข้อสงสัยในบทเรียนอีกมากที่ยังไม่ค่อยเข้าใจ ใคร่จะขอคำชี้แนะจากคุณชายกู้ ทว่าก็เกรงว่าจะเป็นการรบกวนเวลาพักฟื้นร่างกายของท่านจนเกินไปเจ้าค่ะ”

หลานหลินพยายามงัดเอาเรื่องวิชาการขึ้นมาเป็นสะพานเชื่อม หวังจะเปิดโอกาสให้ตนได้มีข้ออ้างแวะเวียนมาพบปะและใกล้ชิดกับเขาในวันข้างหน้า

ทว่ากู้จิ่นหยางกลับเพียงเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความกระตือรือร้นที่จะสนองรับ

“หากคุณหนูหลานมีข้อติดขัดในบทเรียน ย่อมสามารถนำไปปรึกษาและสอบถามเหล่าท่านอาจารย์ที่สำนักศึกษาหลวงได้โดยตรง ที่นั่นมีปราชญ์ผู้เชี่ยวชาญพร้อมให้ความรู้อยู่ตลอดเวลา ย่อมจะกระจ่างแจ้งกว่าการมาสอบถามผู้ป่วยอย่างข้านัก”

รอยยิ้มบนใบหน้าของหลานหลินถึงกับเจื่อนลงทันควัน นางคาดหวังว่าเขาจะออกปากอาสาช่วยชี้แนะนางด้วยตนเอง ทว่าคำตอบอันเย็นชาที่ปัดภาระให้พ้นตัวเช่นนี้ ทำเอานางไปต่อแทบไม่เป็น และไม่อาจดึงดันคะยั้นคะยอต่อไปได้ ด้วยเกรงว่าเขาจะมองนางเป็นสตรีไร้ยางอาย

กู้จิ่นหยางไม่ได้ใส่ใจความอึดอัดของหลานหลินแม้แต่น้อย เขาเบือนสายตากลับมามองอันฉิง ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนลงอย่างเห็นได้ชัด

“คุณหนูอัน แล้วบาดแผลที่แผ่นหลังของเจ้าเล่า ยามนี้หายดีแล้วหรือไม่?”

“คุณชายกู้วางใจเถิดเจ้าค่ะ หากเทียบกับบาดแผลฉกรรจ์ของท่านแล้ว รอยขีดข่วนของข้านับว่าเล็กน้อยยิ่งนัก ยามนี้ตกสะเก็ดและใกล้จะหายสนิทแล้วเจ้าค่ะ”

อันฉิงสบตาเขาแล้วแย้มรอยยิ้มละมุนละไม ทว่าแววตาคู่นั้นกลับทำให้หัวใจของกู้จิ่นหยางกระตุกวูบอย่างประหลาด

เขารู้สึกคุ้นเคยกับดวงตาและรอยยิ้มของสตรีตรงหน้าอย่างประหลาด ทั้งที่เพิ่งจะได้พบหน้าและพูดคุยกันเพียงไม่กี่ครั้ง ทว่าประกายตาคู่นี้กลับให้ความรู้สึกผูกพันและคุ้นชินราวกับเป็นคนรู้จักเก่าแก่ที่เคยเคียงข้างกันมานานแสนนาน

ความรู้สึกแปลกประหลาดที่ไม่อาจหาคำตอบได้ ทำให้กู้จิ่นหยางเผลอจ้องมองดวงหน้างามของนางนิ่งนานอย่างลืมตัว

“ถึงกระนั้น ข้าก็ต้องขอบคุณเจ้าจากใจจริงอีกครั้ง หากในวันนั้นไม่ได้เจ้าเสี่ยงชีวิตเข้ามาช่วยดึงตัวข้าไว้ ข้าคงไม่อาจมีชีวิตรอดมานั่งคุยกับเจ้าได้เช่นนี้”

“คุณชายกู้อย่าได้ถือเป็นบุญคุณเลยเจ้าค่ะ...” อันฉิงเอ่ยอย่างถ่อมตน แววตาราบเรียบดุจสายน้ำ

“อย่างไรเสียพวกเราก็นับว่าเป็นคนรู้จักกัน อีกทั้งเมื่อเห็นผู้คนกำลังตกอยู่ในอันตรายถึงชีวิต มีหรือที่ข้าจะนิ่งดูดายได้ ต่อให้บุรุษที่นอนอยู่ตรงนั้นไม่ใช่ท่าน ข้าก็ย่อมต้องยื่นมือเข้าช่วยชีวิตเขาเช่นเดียวกันเจ้าค่ะ”

ถ้อยคำที่ตัดรอนความสัมพันธ์ให้เหลือเพียงคุณธรรมตามหน้าที่นั้น พลันทำให้กู้จิ่นหยางชะงักไปเล็กน้อย ทว่าก็ยังคงแย้มยิ้มให้อย่างนึกชื่นชมในความเด็ดเดี่ยวของนาง

สายลมพัดผ่านระเบียงนำพากลิ่นหอมจาง ๆ ของแมกไม้ภายนอกเข้ามาคละเคล้ากลิ่นยาต้มที่ยังคงอบอวลอยู่ในเรือน กู้จิ่นหยางยังคงจ้องมองท่าทีสำรวมของอันฉิงด้วยความรู้สึกซับซ้อนที่อธิบายไม่ถูก

โดยตลอดเวลาที่ทั้งสองสนทนากัน หลานหลินที่ถูกลดทอนความสำคัญกลายเป็นส่วนเกิน ได้แต่นั่งกัดฟันกรอดด้วยความริษยา นางคอยส่งเสียงขัดจังหวะ แสร้งเอ่ยแทรกชวนคุยเรื่องดินฟ้าอากาศและงานเลี้ยงในเมืองหลวงอยู่ตลอดเวลาเพื่อไม่ให้กู้จิ่นหยางได้มีโอกาสสานสัมพันธ์กับอันฉิง บรรยากาศในเรือนพักจึงเริ่มอึดอัดและตึงเครียดขึ้นเรื่อย ๆ

จวบจนกระทั่งเสียงฝีเท้าของหมอหลวงดังแว่วมาจากนอกระเบียง เพื่อมาทำแผลและเปลี่ยนยาตามเวลา สตรีทั้งสองจึงจำต้องกล่าวคำอำลาเพื่อเปิดทางให้หมอหลวงได้ทำหน้าที่

ทว่าก่อนที่จะก้าวเท้าออกจากห้อง อันฉิงได้หยิบกล่องไม้ฉลุลายใบกะทัดรัดที่เตรียมไว้ออกมาจากแขนเสื้อ แล้วประคองยื่นส่งให้แก่กู้จิ่นหยางด้วยสองมือ

“คุณชายกู้ นี่เป็นของฝากเล็ก ๆ น้อย ๆ จากข้า ข้าหวังว่ารสหวานของมันจะช่วยให้ท่านรู้สึกสดชื่นและมีกำลังใจที่ดีขึ้นในระหว่างการพักฟื้นร่างกายนะเจ้าคะ”

กู้จิ่นหยางรับกล่องไม้มาถือไว้ด้วยความประหลาดใจ ปลายนิ้วค่อย ๆ เลื่อนเปิดฝากล่องออกดู

ทันใดนั้นเอง แววตาของชายหนุ่มพลันเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย กลิ่นหอมกรุ่นอันแสนคุ้นเคยลอยแตะจมูก ก่อนจะปรากฏขนมโบราณรูปร่างแปลกตาที่จัดวางอยู่อย่างประณีตในกล่อง

ซึ่งมันคือขนมที่เขาโปรดปรานและกินเป็นประจำในวัยเยาว์นั่นเอง

กู้จิ่นหยางเงยหน้าขึ้นสบสายตากับอันฉิงทันควัน แววตาเต็มไปด้วยคำถามและคลื่นอารมณ์ที่สับสน

“คุณหนูอัน เจ้า...เจ้าล่วงรู้ได้อย่างไรว่าข้าชื่นชอบขนมชนิดนี้?”

อันฉิงเพียงคลี่รอยยิ้มบางเบาอันลึกล้ำที่มุมปาก นางไม่ได้เอ่ยตอบคำถามนั้นแม้แต่ครึ่งคำ หญิงสาวย่อกายคารวะลาอย่างแช่มช้อย ก่อนจะหมุนกายเดินเคียงข้างหลานหลินก้าวพ้นธรณีประตูเรือนพักไปอย่างเงียบเชียบ

กู้จิ่นหยางนั่งนิ่งค้าง ทอดสายตามองตามแผ่นหลังอันสง่างามของนางที่ค่อย ๆ ลับสายตาไป แววตาคมกริบฉายประกายสงสัยเคลือบแคลง และสับสนอย่างถึงที่สุด

มือหนาลูบไล้ขอบกล่องไม้แน่นขึ้น หัวใจเต้นระทึกด้วยความสงสัยที่ปะทุขึ้นมาในอก

คุณหนูอันฉิงผู้นี้ แท้จริงแล้วนางเป็นใครกันแน่?