LNCrawler

บทที่ 45 แผนร้าย (2)

มารร้าย (魔女) — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 45 แผนร้าย (2)

บทที่ 45 แผนร้าย (2)

เช้าวันต่อมา มู่ชิงเหยาเดินทางมายังอารามตามกำหนดนัดหมาย นางก้าวย่างตรงไปยังศาลาริมน้ำด้านหลังอาราม ซึ่งเป็นสถานที่เดิมที่เคยพบปะกันคราวก่อน ทันทีที่ก้าวพ้นแนวไม้เข้ามา ก็พบว่าหลานหลินนั่งรออยู่ด้วยสีหน้าเศร้าหมอง ดวงตาคู่งามบวมช้ำ

มู่ชิงเหยาไม่ได้ใส่ใจในท่าทีน่าสงสารนั้นเท่าใดนัก ด้วยจุดประสงค์เดียวที่นางยอมมาในวันนี้ คือต้องการฟังว่าอีกฝ่ายมีเรื่องสำคัญอันใดจะเอ่ยปาก

“คุณหนูหลาน มีเรื่องอันใดก็ว่ามาเถิด ข้าไม่ได้มีเวลาว่างมารั้งรออยู่นานนัก” มู่ชิงเหยาเอ่ยถามอย่างตรงไปตรงมา

“คุณหนูมู่ ข้า...ข้าทำผิดต่อเจ้ายิ่งนัก ข้าขอโทษจริง ๆ ที่ไม่อาจทำตามสัญญาที่เคยให้ไว้กับเจ้าได้”

หลานหลินเอ่ยเสียงสั่นเครือ หยาดน้ำตาพรั่งพรูอาบสองแก้มอย่างน่าเวทนา ท่าทางอันบอบบางและเสียงสะอื้นไห้ทำให้มู่ชิงเหยาอดรู้สึกใจอ่อนลงไม่ได้ หากมีผู้ใดผ่านมาพบเห็นเข้าในยามนี้ คงไม่แคล้วคิดว่านางกำลังข่มเหงรังแกคุณหนูสกุลหลานเป็นแน่

“เจ้านัดข้ามาเพียงเพื่อจะเอ่ยคำขอโทษแค่นี้หรือ?”

“คุณหนูมู่ โปรดอย่าได้โกรธเคืองข้าเลยนะ...” หลานหลินพร่ำสะอื้นพลางก้มหน้าร่ำไห้

“ข้ารู้สึกผิดบาปเหลือเกิน ข้าพยายามเกลี้ยกล่อมท่านพ่อและท่านพี่หลานเฉินอย่างสุดกำลังแล้ว ทว่าข้าเป็นเพียงบุตรสาวในห้องหอ ไร้ซึ่งอำนาจสิทธิ์ขาดในจวน คำทัดทานของข้าจึงไร้ความหมาย สุดท้ายเรื่องราวจึงลงเอยด้วยการโยนความผิดให้ผู้อื่นดั่งที่เจ้าเห็น...”

หลานหลินแสดงบทบาทหญิงสาวผู้น่าสงสารได้อย่างไร้ที่ติ หวังใช้ความอ่อนแอหลอกล่อให้มู่ชิงเหยาตายใจ

“สกุลหลานของเจ้าช่างไร้คุณธรรมสิ้นดี! กล้าทำแต่กลับไม่กล้ารับ ซ้ำยังสร้างแพะรับบาปขึ้นมาปัดความผิด!”

มู่ชิงเหยาเอ่ยตำหนิด้วยความขุ่นเคือง ทว่าลึก ๆ ก็เข้าใจดีว่าหลานหลินคงไม่อาจขัดคำสั่งของบิดาได้

“แต่ช่างเถิด ในเมื่อเจ้าไม่อาจทำสิ่งใดได้ เรื่องนี้ข้าจะให้ท่านพ่อจัดการสืบสวนต่อเอง ส่วนเจ้าก็จงหยุดร้องไห้เสียเถิด ประเดี๋ยวใครมาเห็นจะหาว่าข้ารังแกเจ้า”

ได้ยินดังนั้น หลานหลินจึงรีบคว้ากาน้ำชา รินน้ำชาหอมกรุ่นลงในถ้วยกระเบื้องแล้วประคองยื่นส่งให้แก่มู่ชิงเหยาด้วยสองมือที่สั่นเทา

“คุณหนูมู่ ข้ารู้ดีว่าเจ้าเป็นคนเปี่ยมคุณธรรมและมีจิตใจกว้างขวาง ทว่าข้าเองก็รู้สึกละอายใจเหลือเกิน เช่นนั้น ขอให้เจ้าโปรดรับน้ำชาถ้วยนี้ไว้ แทนคำขอขมาอย่างจริงใจจากข้าด้วยเถิดนะ”

มู่ชิงเหยาหรี่ตาลง ทอดสายตามองถ้วยชาสลับกับใบหน้าเปื้อนน้ำตาด้วยความเคลือบแคลง สัญชาตญาณร้องเตือนว่าท่าทีเช่นนี้ดูไม่ชอบมาพากล

“คุณหนูหลาน อย่าได้คิดมากไปเลย ข้าไม่ได้ถือโทษโกรธเจ้า และไม่จำเป็นต้องดื่มชาขอขมาอันใดทั้งนั้น”

นางเอ่ยปฏิเสธเสียงเรียบ ทว่าคำปฏิเสธนั้นกลับยิ่งทำให้หลานหลินบีบน้ำตาร่ำไห้หนักขึ้นกว่าเดิม

“ข้ารู้ว่าเจ้าคงรังเกียจและไม่อยากให้อภัยข้า ข้าเพียงปรารถนาจะแสดงความบริสุทธิ์ใจ แต่ไม่คิดเลยว่าเจ้าจะตัดรอนกันถึงเพียงนี้ แม้แต่น้ำชาเพียงถ้วยเดียวก็ไม่ยินยอมรับไว้”

หลานหลินตัดพ้อทั้งน้ำตา นางมุ่งมั่นว่าไม่ว่าอย่างไรก็ต้องบีบให้อีกฝ่ายกลืนน้ำชาถ้วยนี้ลงคอให้จงได้

“ข้าบอกแล้วอย่างไรเล่าว่าไม่ได้โกรธเจ้า หยุดร้องไห้เสียทีเถิด” มู่ชิงเหยาเริ่มรู้สึกอึดอัดใจกับการตัดพ้อไม่หยุดหย่อน

“หากคุณหนูมู่ไม่ยอมรับน้ำชาถ้วยนี้ ข้าคงไม่อาจมีหน้ามีชีวิตอยู่อย่างสงบใจได้ หากเจ้าต้องการให้ข้าพิสูจน์ความจริงใจ ขอเพียงเจ้ายอมดื่มชาถ้วยนี้ ข้ายินยอมที่จะคุกเข่าโขกศีรษะขอขมาต่อหน้าเจ้าเดี๋ยวนี้!”

กล่าวจบ หลานหลินก็ทรุดกายคุกเข่าลงบนพื้นศาลาทันที สองมือยังคงประคองถ้วยชาชูขึ้นตรงหน้า ทำท่าดั่งพร้อมจะโขกศีรษะลงกับพื้นจริง ๆ

เมื่อเห็นอีกฝ่ายยอมลดศักดิ์ศรีคุกเข่าลงถึงเพียงนี้ มู่ชิงเหยาก็ถอนลมหายใจยาวออกมาด้วยความอ่อนใจ นางเห็นว่าหากดึงดันปฏิเสธต่อไป หลานหลินคงไม่ยอมเลิกราและสร้างเรื่องวุ่นวายไม่หยุด นางจึงตัดสินใจตัดความรำคาญ ยื่นมือไปรับถ้วยชามาถือไว้

“ได้ ข้าจะดื่มให้เจ้า เจ้ารีบลุกขึ้นมาเถิด”

สิ้นเสียง มู่ชิงเหยาก็ยกถ้วยชาขึ้นจรดริมฝีปาก แล้วดื่มน้ำชาจนหมดเกลี้ยงในรวดเดียว โดยหารู้ไม่ว่าในถ้วยน้ำชานั้นได้ผสมยาปลุกกำหนัดร้ายแรงที่ไร้สีไร้กลิ่นลงไปด้วย

ขณะเดียวกัน เมื่อหลานหลินเห็นมู่ชิงเหยายกถ้วยชาขึ้นดื่มจนหมดเกลี้ยง มุมปากที่แต้มชาดก็ลอบกระตุกรอยยิ้มเย็นเยียบขึ้นมาชั่ววูบ ก่อนที่นางจะรีบลุกขึ้นยืนปั้นสีหน้าเศร้าหมองและละล่ำละลักเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงสำนึกผิด

“ขอบคุณคุณหนูมู่ยิ่งนักที่ยอมรับคำขอโทษจากข้า ทว่าที่ข้านัดเจ้ามาในวันนี้ หาได้มีเพียงเรื่องขอขมาเท่านั้นไม่ ข้ารู้แจ้งแก่ใจดีว่าตนเองไร้ความสามารถ ไม่อาจเปลี่ยนใจท่านพ่อและท่านพี่ได้ ข้าจึงพยายามส่งคนสนิทออกไปตามแกะรอยเบาะแสที่ยังหลงเหลืออยู่ จนกระทั่งสามารถจับกุมตัวพยานปากสำคัญมาได้คนหนึ่งเจ้าค่ะ”

คำว่าพยานพลันทำให้แววตาของมู่ชิงเหยาฉายประกายสนใจขึ้นมาทันควัน

“พยานที่เจ้าว่าคือผู้ใดกัน แล้วยามนี้คนผู้นั้นอยู่ที่ใด!” มู่ชิงเหยาเอ่ยถามเสียงเข้ม

“คุณหนูมู่วางใจได้ คนผู้นี้คือหนึ่งในขบวนวาณิชเถื่อนที่จัดหาสัตว์ร้ายมาส่งมอบให้แก่ท่านพี่ คนของข้าลอบดักจับตัวเขาไว้ได้ในระหว่างที่เขากำลังพยายามหลบหนีออกนอกเมือง ข้าเห็นว่าคนผู้นี้น่าจะเป็นประโยชน์ต่อเจ้า จึงได้แอบลักลอบพาเขามาซ่อนตัวไว้ที่เรือนรับรองหลังอารามแห่งนี้ ข้าตั้งใจจะส่งมอบเขาเจ้า เพื่อให้เจ้าใช้ประโยชน์จากเขาเปิดโปงความจริงให้จงได้”

หลานหลินเอ่ยด้วยสีหน้าและน้ำเสียงอันหนักแน่นประหนึ่งยอมแลกทุกสิ่งเพื่อคุณธรรม

“ในเมื่อคุณหนูหลานยอมทำถึงเพียงนี้ ก็นับว่าเจ้ายังมีมโนธรรมและน่านับถือยิ่งนัก...”

มู่ชิงเหยาหรี่ตาลง เอ่ยหยั่งเชิงอีกฝ่ายด้วยความเคลือบแคลง

“วางใจเถิด หากคนผู้นั้นเป็นพยานตัวจริง ข้าย่อมจัดการเรื่องนี้ให้ถึงที่สุด ทว่าการที่เจ้าลงมือหักหลังพี่ชายและตระกูลของตนเองเช่นนี้ เจ้าตระหนักดีแล้วหรือไม่ว่าจะส่งผลกระทบต่อสกุลหลานอย่างไร คุณหนูหลาน เจ้าจะไม่นึกเสียใจภายหลังแน่นะ?”

“ข้าเคยบอกเจ้าไปแล้ว ว่าข้าไม่อาจทนเห็นการกระทำอันชั่วช้าของท่านพี่ได้ ในเมื่อท่านพี่กระทำผิด เขาก็สมควรได้รับโทษทัณฑ์ ขอให้เจ้าโปรดเชื่อใจข้าสักคราเถิด ข้าย่อมไม่มีวันนำเรื่องคอขาดบาดตายเช่นนี้มาล้อเล่นกับเจ้าอย่างแน่นอน พยานผู้นั้นมีตัวตนจริงหรือไม่ ขอเพียงเจ้าก้าวเท้าตามข้าไปดูให้เห็นกับตาตนเอง ย่อมรู้แจ้งแก่ใจทุกประการ!” หลานหลินแสร้งเอ่ยตัดพ้อ แววตาฉายประกายเด็ดเดี่ยว

“ในเมื่อเจ้ากล้าเอ่ยปากยืนยันถึงเพียงนี้ ข้าก็จะยอมเชื่อเจ้าดูสักครา ข้าหวังว่าคุณหนูหลานคงไม่ได้คิดเล่นตุกติกอันใด ไม่เช่นนั้น อย่าหาว่าข้าไร้ความปรานี!” มู่ชิงเหยาปรายตามองด้วยแววตาเย็นชาแวบหนึ่ง

“คุณหนูมู่ พวกเราต่างก็พาสาวใช้คนสนิทติดตามไปด้วย เจ้าจะยังต้องหวาดระแวงสิ่งใดอีกเล่า” หลานหลินรีบเอ่ยสำทับ

“เรื่องนี้ข้าลอบทำโดยพลการ หากถูกท่านพ่อจับได้ข้าเองก็คงไม่ต่างจากคนตาย หากข้าไม่ได้มีเจตนาบริสุทธิ์ใจจริง มีหรือที่จะกล้าเอาชีวิตตนเองมาเสี่ยงเช่นนี้”

มู่ชิงเหยานิ่งคิดตามคำพูดนั้น แม้จะยังมีข้อสงสัย ทว่าด้วยความที่ตัวนางฝึกปรือเพลงยุทธ์จนเชี่ยวชาญ ทั้งยังมีสาวใช้ติดตามอยู่เคียงข้าง ต่อให้เกิดเหตุสุดวิสัยอันใดขึ้น นางก็มั่นใจเต็มเปี่ยมว่าสามารถควบคุมสถานการณ์และเอาตัวรอดได้อย่างง่ายดาย

ยิ่งไปกว่านั้น ความต้องการที่จะคว้าตัวพยานปากสำคัญเพื่อทวงคืนความยุติธรรมให้แก่กู้จิ่นหยาง ได้บดบังความระแวดระวังที่มีต่อหลานหลินจนลดทอนลงไปมาก

“เช่นนั้นก็นำทางไปเถิด” มู่ชิงเหยาพยักหน้ารับอย่างเด็ดขาด

“เชิญตามข้ามาทางนี้เจ้าค่ะ...”