บทที่ 46 ขุดหลุมฝังตนเอง (1)
บทที่ 46 ขุดหลุมฝังตนเอง (1)
บทที่ 46 ขุดหลุมฝังตนเอง (1)
หลานหลินหมุนกายก้าวเดินนำทางมู่ชิงเหยา ลัดเลาะผ่านแนวป่าไผ่ด้านหลังอาราม มุ่งตรงไปยังเรือนรับรองอันเงียบสงัด ซึ่งเป็นสถานที่พักผ่อนของผู้มาไหว้พระทำบุญที่นี่
มู่ชิงเหยาพร้อมด้วยสาวใช้ก้าวตามไปโดยไม่ได้นึกเอะใจ ในขณะที่ร่างกายเริ่มผ่าวร้อนขึ้นมาทีละน้อย ฤทธิ์ยาปลุกกำหนัดอันร้ายแรงกำลังค่อย ๆ แทรกซึมเข้าสู่กระแสเลือดอย่างต่อเนื่อง
เพียงไม่นานนัก สตรีทั้งสองพร้อมด้วยสาวใช้ติดตามก็ก้าวเท้ามาถึงเรือนรับรองด้านหลังอารามตามที่หลานหลินบอกไว้
เนื่องจากเป็นช่วงสายที่ผู้คนส่วนใหญ่รวมตัวกันอยู่แต่ในอารามด้านหน้า บรรยากาศบริเวณเรือนไม้ด้านหลังนี้จึงเงียบสงัด ปราศจากผู้คนสัญจรผ่านไปมา ลมภูเขาพัดผ่านจนเกิดเสียงใบไผ่เสียดสีกันชวนให้รู้สึกวังเวง
ครั้นมาหยุดยืนอยู่หน้าห้องรับรองริมสุด หลานหลินก็ตวัดสายตาสบเข้ากับซู่ซู่แวบหนึ่งอย่างรู้กันเป็นนัย ก่อนที่สาวใช้คนสนิทจะเอื้อมมือไปผลักบานประตูไม้เปิดออกเพื่อให้คนทั้งสองก้าวเข้าไปด้านใน
“คุณหนูมู่ คนผู้นั้นกำลังนั่งรอเจ้าอยู่ด้านในแล้ว เข้าไปพร้อมกับข้าเถิด จะได้รู้ชัดว่าสิ่งที่ข้าพูดมาทั้งหมดเป็นความจริงหรือไม่”
มู่ชิงเหยาพยักหน้ารับอย่างสุขุม นางสั่งให้สาวใช้ของตนยืนเฝ้าดูต้นทางอยู่ด้านนอกร่วมกับซู่ซู่ ก่อนจะก้าวเท้าตามหลังหลานหลินเข้าไปในห้อง
ทันทีที่ก้าวพ้นธรณีประตู สายตาของนางก็ปะทะเข้ากับร่างของชายวัยกลางคนผู้หนึ่ง สวมใส่เสื้อผ้าป่านซอมซ่อขาดวิ่น ตามเนื้อตัวและใบหน้าเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำดำเขียว ดูแล้วท่าทางอิดโรยไร้พิษสงไม่ต่างจากชาวบ้านผู้เคราะห์ร้าย
“นี่คือคนรับจ้างที่ข้าบอกเจ้า นับว่ายังโชคดีที่คนของข้าไปพบตัวเขาเข้าในระหว่างที่เขากำลังถูกคนร้ายตามล่าหมายจะสังหารปิดปาก จึงยังพอมีเบาะแสสำคัญหลงเหลืออยู่”
หลานหลินรีบเอ่ยบอกมู่ชิงเหยาด้วยน้ำเสียงกระซิบกระซาบและตีสีหน้าจริงจัง มู่ชิงเหยาหรี่ตามองพยานตรงหน้าพลางพยักหน้ารับรู้ ในใจเริ่มคลายความเคลือบแคลงลงไปเปลาะหนึ่ง
“คุณหนูมู่ ข้าบอกกล่าวท่านพ่อว่าจะแวะมาเพียงไหว้พระขอพรเท่านั้น คงไม่อาจรั้งอยู่ที่นี่ได้นานกว่านี้ ไม่เช่นนั้นหากคนในจวนผิดสังเกตอาจจะนำภัยมาสู่ตัวได้ ข้าเองก็ช่วยเจ้าได้เพียงเท่านี้จริง ๆ ที่เหลือคงต้องฝากเจ้าช่วยจัดการสะสางต่อแล้วนะเจ้าคะ”
หลานหลินรีบยกข้ออ้างเรื่องครอบครัวขึ้นมาตัดบท หวังจะรีบปลีกตัวออกไปให้พ้นจากจุดเกิดเหตุโดยเร็วที่สุด
“ขอบคุณเจ้ามากที่ยอมเสี่ยงช่วยเหลือเรื่องนี้ ในเมื่อมีเรื่องกังวล เช่นนั้นเจ้าก็รีบกลับจวนไปก่อนเถิด”
มู่ชิงเหยาเอ่ยตอบด้วยความเข้าใจ นางไม่ได้นึกสงสัยหรือคิดจะเหนี่ยวรั้งอีกฝ่ายไว้ ด้วยเห็นว่าพยานปากสำคัญก็อยู่ในกำมือของตนแล้ว จากนี้ไปการเค้นคอหาความจริงก็คงไม่ใช่เรื่องยากเย็นอันใด
หลานหลินพยักหน้ารับด้วยรอยยิ้มละมุนละไม แสร้งทำทีเป็นสตรีผู้เสียสละ ทว่าในจังหวะที่นางหมุนกายเดินกลับไปยังหน้าประตู สายตาคมปลาบกลับตวัดมองไปยังกระถางกำยานทองเหลืองที่จุดควันกรุ่นทิ้งไว้ตรงมุมห้องอย่างมีเลศนัย
มุมปากที่แต้มชาดสดกระตุกรอยยิ้มเหี้ยมเกรียมขึ้นมาฉับพลัน
ในน้ำชาที่มู่ชิงเหยากลืนลงคอไปก่อนหน้านี้ แท้จริงเป็นเพียงตัวยาแม่ที่ยังสงบนิ่ง ทว่าทันทีที่สูดดมควันจากกำยานปลุกราคะชนิดพิเศษที่นางตระเตรียมไว้เป็นตัวกระตุ้นเข้าไป กลิ่นของมันจะทำปฏิกิริยาผสานพิษในร่างของมู่ชิงเหยาให้กำเริบขึ้นมาอย่างรวดเร็วและรุนแรง
และในตอนนั้น ต่อให้มู่ชิงเหยาจะมีเพลงยุทธ์เก่งกาจล้ำเลิศเพียงใด ก็ย่อมไม่อาจต้านทานสัญชาตญาณความใคร่ที่ถูกกระตุ้นจนคลุ้มคลั่งได้
สุดท้ายนางก็จะต้องถูกชายชั้นต่ำผู้นี้ย่ำยีความบริสุทธิ์จนแหลกสลายคาห้องรับรองแห่งนี้!
เพียงแค่นึกถึงภาพของมู่ชิงเหยาที่กลายสภาพเป็นสตรีเปื้อนมลทิน ถูกผู้คนชี้หน้าประณาม และถูกเขี่ยทิ้งให้พ้นจากเส้นทางของกู้จิ่นหยาง หลานหลินก็แทบจะกลั้นเสียงหัวเราะแห่งความสำราญใจไว้ไม่อยู่
ทันทีที่หลานหลินก้าวเท้าพ้นออกมานอกห้อง สองนายบ่าวสบตากันอย่างรู้ความก่อนจะพากันสาวเท้ารีบร้อนเดินจากไป ทิ้งให้สาวใช้ของมู่ชิงเหยายังคงยืนเฝ้าอยู่หน้าห้องอย่างไม่ระแวงภัย
เมื่อออกมาไกลได้พอสมควร หลานหลินจึงเรียกองครักษ์เงาออกมาแล้วพยักหน้าส่งสัญญาณให้อีกฝ่ายทำตามแผน ก่อนที่องครักษ์เงาผู้นั้นจะพุ่งปราดเข้าประชิดตัวสาวใช้ของมู่ชิงเหยาจากทางด้านหลังอย่างเงียบกริบ
ผัวะ!
สันมือหนาฟาดเข้าที่ท้ายทอยของสาวใช้อย่างจังจนร่างบางทรุดฮวบหมดสติไปโดยไม่มีโอกาสแม้แต่จะส่งเสียงร้อง ชายชุดดำรีบอุ้มร่างที่หมดสตินั้นลากเข้าไปซ่อนตัวไว้ในห้องเก็บของข้าง ๆ อย่างรวดเร็ว
มือหยาบกร้านเอื้อมไปดึงสลักเหล็กหนา แล้วลงกลอนประตูหน้าห้องรับรองของมู่ชิงเหยาจากภายนอกอย่างแน่นหนา ปิดตายทางเข้าออกทุกทางจนมิดชิด โดยที่มู่ชิงเหยาซึ่งกำลังยืนเผชิญหน้ากับพยานอยู่ด้านในไม่ได้ล่วงรู้เลยแม้แต่น้อยว่า บัดนี้นางได้ถูกขังไว้เสียแล้ว
ภายในห้องรับรองด้านหลังอารามอันเงียบสงัด มู่ชิงเหยากำลังนั่งเผชิญหน้าอยู่กับชายวัยกลางคนรูปร่างผอมเกร็งผู้หนึ่ง ซึ่งหลานหลินอ้างว่าเป็นพยานปากสำคัญเพียงคนเดียวที่เหลือรอด นางจ้องมองอีกฝ่ายด้วยสายตาคมกริบ พลางเอ่ยเค้นด้วยน้ำเสียงทรงอำนาจเพื่อบีบให้อีกฝ่ายยอมจำนน
“เจ้าคือพยานคนเดียวที่รู้เห็นการสั่งการทั้งหมดสินะ ข้าคิดว่าเจ้าคงรู้อยู่แก่ใจแล้วว่าเหตุใดจึงต้องมาอยู่ที่นี่ ข้าขอเตือนให้เจ้ารับสารภาพและยอมเป็นพยานชี้ตัวผู้บงการต่อหน้าทางการแต่โดยดี ไม่เช่นนั้น หากเรื่องถึงศาล สกุลมู่ของข้าก็คงไม่อาจรับรองความปลอดภัยให้เจ้าได้!”
“คุณหนูมู่โปรดเมตตาด้วยเถิดขอรับ!” ชายวัยกลางคนละล่ำละลักอ้อนวอนด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง ท่าทางซื่อเซ่อและหวาดกลัวไม่ต่างจากชาวบ้านหาเช้ากินค่ำทั่วไป
“ข้าน้อยเป็นเพียงลูกจ้างรับจ้างขนของเท่านั้น ในวันนั้นข้าน้อยเพียงทำตามคำสั่งของหัวหน้าขบวน นำกรงสัตว์ร้ายไปส่งมอบตามจุดนัดหมาย เมื่อส่งของเสร็จก็รีบเดินทางกลับ ไม่เคยรู้เห็นการวางยาหรือคิดร้ายต่อผู้ใดเลยแม้แต่น้อย ทว่าลับหลังกลับถูกคนลอบตามล่าหมายจะสังหารปิดปาก ข้าน้อยยังมีมารดาชราและลูกเมียต้องดูแล หากคุณหนูต้องการให้ข้าน้อยเป็นพยาน สกุลมู่จะสามารถรับรองความปลอดภัยของครอบครัวข้าน้อยได้หรือไม่ขอรับ”
มู่ชิงเหยาพรูลมหายใจยาวออกมาเบา ๆ เมื่อเห็นท่าทีหวาดกลัวและคำนึงถึงครอบครัวของอีกฝ่าย นางจึงคลายความตึงเครียดลงเล็กน้อย ด้วยเห็นว่าคนผู้นี้เป็นเพียงหมากตัวเล็ก ๆ ที่ถูกหลอกใช้ และสิ่งสำคัญที่สุดคือคำให้การเพื่อลากตัวหลานเฉินมารับโทษ
“ได้ ข้ารับปากเจ้า ตราบใดที่เจ้ายินยอมเป็นพยานชี้ตัวคนผิด สกุลมู่ย่อมส่งกำลังเข้าคุ้มกันเจ้าและครอบครัวอย่างแน่นหนา”
ทว่าในจังหวะที่เอ่ยจบประโยคนั้นเอง ควันกำยานสีเทาบางเบาที่ลอยอวลในห้องก็เริ่มส่งกลิ่นฉุนประหลาด ความผิดปกติพลันจู่โจมเข้าสู่ร่างของมู่ชิงเหยาอย่างรวดเร็ว
คลื่นความร้อนระอุแปลกประหลาดแล่นพล่านขึ้นมาจากก้นบึ้งของช่องท้อง อุณหภูมิในกายพุ่งสูงขึ้นอย่างบ้าคลั่งจนผิวเนื้อแดงก่ำ ลมหายใจเริ่มติดขัดและหัวใจเต้นระรัวผิดจังหวะ
ประสบการณ์และการฝึกยุทธ์ทำให้นางรู้ได้ในชั่วพริบตาว่า นางได้ถูกลอบวางยาเข้าให้เสียแล้ว!
มู่ชิงเหยาพยายามเค้นเรี่ยวแรงที่เริ่มหดหาย ผุดลุกขึ้นแล้วซวนเซพุ่งตรงไปยังบานประตูเพื่อหาทางหนี ทว่าเมื่อออกแรงผลัก ประตูไม้หนาทึบกลับถูกลงกลอนแน่นหนาจากภายนอก
“เสี่ยวชิง! เสี่ยวชิงเปิดประตูเดี๋ยวนี้!”
นางตะโกนเรียกสาวใช้คนสนิทสุดเสียง ทว่าภายนอกกลับเงียบสงัด ไร้ซึ่งเสียงตอบรับใด ๆ
“หึ ๆ คุณหนูมู่ ท่านอย่าได้ตะโกนให้เหนื่อยเปล่าเลย ที่นี่ไม่มีใครหน้าไหนมาช่วยเจ้าได้หรอก!”
เสียงแหบแห้งที่เคยสั่นกลัวกลับแปรเปลี่ยนเป็นเสียงหัวเราะอันน่าสะอิดสะเอียน ชายวัยกลางคนที่เคยคุกเข่าอ้อนวอนค่อย ๆ ยืนขึ้นเต็มความสูง แววตาซื่อเซ่อกลายสภาพเป็นความหิวกระหายและหยาบโลน เขาย่างสามขุมเข้าหานางอย่างย่ามใจ
“อย่าเข้ามาใกล้ข้า ไสหัวออกไป!”
มู่ชิงเหยาใช้แผ่นหลังยันฝาผนังไว้เพื่อพยุงกาย นางพยายามรวบรวมลมปราณแล้วยกเท้าถีบเข้าใส่ชายชั่ว ทว่าเรี่ยวแรงอันมหาศาลของนักรบกลับมลายหายไปจนสิ้นเชิง กลายเป็นการสะกิดที่ไร้พิษสง
ชายผู้นั้นหัวเราะร่า คว้าหมับเข้าที่ข้อเท้าของนางแล้วโถมตัวเข้าประชิด พยายามจะรวบกอดและลากร่างของนางขึ้นสู่ตั่งเตียงด้านใน
“ปล่อยข้า!”
มู่ชิงเหยากัดริมฝีปากจนเลือดซิบเพื่อดึงสติอันพร่าเลือน นางพยายามปัดป่ายและดิ้นรนสุดชีวิต ทว่าพิษราคะที่แผ่ซ่านกลับทำให้สติสัมปชัญญะของนางเริ่มเลือนราง ร่างกายร้อนผ่าวและอ่อนเปลี้ยลงเรื่อย ๆ จนแทบไม่อาจต้านทานกรงเล็บอันโสมมได้อีกต่อไป