บทที่ 46 ขุดหลุมฝังตนเอง (2)
บทที่ 46 ขุดหลุมฝังตนเอง (2)
บทที่ 46 ขุดหลุมฝังตนเอง (2)
โครม!
ทันใดนั้นเอง บานประตูห้องรับรองก็ถูกถีบจนพังสะบั้นออกเป็นเสี่ยง ๆ อย่างรุนแรง
ร่างสูงใหญ่ของหลานเฉินพลันปรากฏขึ้นตรงหน้า ทันทีที่สายตาของเขาสบเข้ากับภาพที่มู่ชิงเหยากำลังถูกชายแปลกหน้ากอดรัดและลวนลามอยู่บนพื้น เพลิงโทสะก็ปะทุขึ้นมาในอกจนแทบคลุ้มคลั่ง
“เจ้ากล้าแตะต้องนางหรือ!”
หลานเฉินปรี่เข้าไปกระชากคอเสื้อของชายชั่วออกห่างจากมู่ชิงเหยาอย่างแรง ก่อนจะซัดหมัดและกระทืบเท้าเข้าที่ยอดอกของอีกฝ่ายอย่างบ้าคลั่งจนเกิดเสียงกระดูกหักดังกร๊อบ ร่างของชายรับจ้างกระเด็นลอยไปกระแทกกับขอบประตูจนกระอักเลือดคำโต
เมื่อชายชั่วเห็นว่าสถานการณ์พลิกผันและตนไม่อาจสู้แรงของอีกฝ่ายได้ จึงอาศัยจังหวะชุลมุนตะเกียกตะกายวิ่งหนีเตลิดออกจากห้องไปอย่างไม่คิดชีวิต
“คุณหนูมู่!”
หลานเฉินไม่ได้คิดจะวิ่งไล่ตามคนร้าย เขารีบถลาตัวเข้าไปรับร่างอันอ่อนปวกเปียกของมู่ชิงเหยาที่กำลังจะทรุดลงสู่พื้นไว้ในอ้อมแขน แววตาคมฉายประกายตื่นตระหนกและห่วงใยอย่างลึกซึ้ง
นับว่ายังโชคดีที่เมื่อเช้าตรู่มีจดหมายลับลอบส่งมาแจ้งข่าวเรื่องที่มู่ชิงเหยาจะตกอยู่ในอันตรายที่อาราม เขาจึงเร่งควบม้ามาช่วยชีวิตนางไว้ได้ทันท่วงที
“หลานเฉิน ปล่อยข้า...ออกไป!”
มู่ชิงเหยาหอบหายใจรวยริน ใบหน้างดงามแดงซ่านด้วยพิษยา นัยน์ตาคู่งามที่เคยเด็ดเดี่ยวสั่นระริกด้วยความทรมาน แม้สัมผัสจากกายบุรุษจะทำให้จิตใต้สำนึกส่วนลึกโหยหาและผ่าวร้อนดั่งถูกเปลวเพลิงแผดเผา ทว่าสติที่ยังหลงเหลือกลับสั่งให้นางพยายามใช้สองมือผลักไสแผงอกของเขาออกไปอย่างสุดกำลัง
“คุณหนูมู่ นี่ข้าเอง หลานเฉินอย่างไรเล่า ข้าไม่ทำอันตรายเจ้าหรอก วางใจเถิด ข้าจะปกป้องเจ้าเอง!”
หลานเฉินพยายามประคองร่างบางที่สั่นเทาไว้ในอ้อมกอด กระซิบปลอบประโลมด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน เขาหาได้คิดจะฉวยโอกาสกับนางในยามนี้ไม่
ทว่าสำหรับมู่ชิงเหยา ภาพจำความชั่วช้าที่หลานเฉินเคยก่อไว้ในลานล่าสัตว์ และแผนการลวงของหลานหลินในวันนี้ทำให้จิตใจของนางปิดตายลงอย่างสิ้นเชิง นางไม่อาจปักใจเชื่อได้เลยว่าการปรากฏตัวของเขาในยามนี้เป็นเพียงความบังเอิญ
ยิ่งเขาโอบกอดและพยายามปลอบประโลม นางก็ยิ่งดิ้นรนขัดขืนด้วยความขยะแขยงและหวาดระแวง คิดไปว่านี่คืออีกหนึ่งฉากละครอันต่ำทรามที่สองพี่น้องสกุลหลานสมคบคิดกัน เพื่อหวังจะบังคับรวบหัวรวบหางนางให้จำนนต่อสกุลหลานอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง
ในเวลาเดียวกันนั้น ท่ามกลางกลิ่นธูปและเสียงสวดมนต์ภายในอาราม อันฉิงกำลังเดินเคียงข้างมากับจวิ้นอ๋องและองค์รัชทายาท หลังจากร่วมทำบุญไหว้พระขอพรเสร็จสิ้น ทั้งสามจึงก้าวเท้าออกมาเดินเล่นรับลมเย็นบริเวณทางเดินด้านหลังอาราม ซึ่งอยู่ห่างจากเรือนรับรองเพียงไม่กี่ก้าว
“วันนี้หม่อมฉันต้องขอบพระทัยจวิ้นอ๋องและองค์รัชทายาทเป็นอย่างยิ่งเพคะ ที่ทรงมีพระเมตตายอมสละเวลาเสด็จมาเป็นเพื่อน ไม่เช่นนั้นหญิงสาวตัวคนเดียวอย่างหม่อมฉัน คงไม่ทราบว่าจะชวนผู้ใดมาด้วยดี” อันฉิงแย้มรอยยิ้มละมุนพลางค้อมกายอย่างนอบน้อม
“ข้าเคยบอกเจ้าไว้แล้วอย่างไรเล่า ว่าหากว่างเว้นจากราชกิจเมื่อใดจะพาเจ้าออกมารับลมเปิดหูเปิดตา ไม่ต้องเอ่ยคำขอบคุณให้มากความหรอก”
จวิ้นอ๋องเอ่ยขึ้นอย่างอารมณ์ดี ก่อนจะหันไปทางองค์รัชทายาท “อีกอย่าง รัชทายาทเองก็ทรงว่างอยู่พอดี ข้าจึงชวนพระองค์มาเปลี่ยนบรรยากาศเสียบ้าง ไม่ใช่เรื่องใหญ่อันใดเลยจริงหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?”
องค์รัชทายาทพยักพระพักตร์รับเบา ๆ พลางตรัสด้วยสุรเสียงทุ้มเรียบ
“เจ้าอย่าได้เกรงใจไปเลยคุณหนูอัน ข้าเองก็ถือโอกาสนี้ออกมาตรวจดูความเป็นอยู่ของราษฎรนอกกำแพงวังไปด้วยในตัว”
“ถึงกระนั้น หม่อมฉันก็ยังอดรู้สึกเกรงพระทัยไม่ได้อยู่ดีเพคะ...” อันฉิงแสร้งตีสีหน้าเกรงอกเกรงใจ ก่อนจะเอ่ยตัดบทอย่างแนบเนียน
“จริงสิเพคะ หม่อมฉันลืมหีบของฝากไว้ที่เรือนรับรองด้านหน้านี้เอง อย่างไรแล้วขอเชิญทั้งสองพระองค์ล่วงหน้าไปรอที่รถม้าก่อนเถิดเพคะ หม่อมฉันจะรีบไปนำมาประเดี๋ยวนี้”
“ไม่ได้หรอก ร่างกายเจ้าเพิ่งจะฟื้นจากอาการบาดเจ็บ หากปล่อยให้เดินไปคนเดียวแล้วเกิดหน้ามืดล้มพับไปจะทำอย่างไร” จวิ้นอ๋องรีบเอ่ยทัดทาน
“เรือนรับรองอยู่ใกล้แค่นี้เอง ข้ากับรัชทายาทจะเดินไปเป็นเพื่อนเจ้า”
ทว่า ยังไม่ทันที่อันฉิงจะได้เอ่ยตอบสิ่งใด เสียงเอะอะโวยวายและการปะทะอย่างรุนแรงก็พลันดังออกมาจากเรือนรับรองเบื้องหน้า
โครม!
ทั้งสามคนชะงักฝีเท้าลงทันควัน ก่อนที่องค์รัชทายาทและจวิ้นอ๋องจะรีบสาวเท้านำหน้าอันฉิงตรงเข้าไปดูเหตุการณ์ ทว่าทันทีที่ก้าวมาถึงหน้าประตูห้องที่พังเสียหาย ภาพอันน่าตื่นตระหนกที่ปรากฏสู่สายตากลับทำให้ทุกคนแทบหยุดหายใจ
ภายในห้องปรากฏเงาร่างของมู่ชิงเหยากำลังถูกหลานเฉินโอบกอดรัดแน่นอยู่บนพื้น อาภรณ์ท่อนบนของนางหลุดลุ่ยจนเผยให้เห็นเนินไหล่ขาวนวล ใบหน้างดงามแดงก่ำด้วยฤทธิ์ยาและเหงื่อโซมกาย ขณะที่สองมือของนางยังคงพยายามปัดป่าย ทุบตี และผลักไสแผงอกของหลานเฉินออกไปอย่างสิ้นหวัง
“นะ...นี่มันเกิดเรื่องอันใดขึ้นกัน!”
อันฉิงยกมือขึ้นทาบอก แสร้งอุทานออกมาด้วยความตกใจสุดขีด ดวงตาเบิกกว้างดั่งสตรีผู้ไร้เดียงสา
จวิ้นอ๋องเองก็ยืนตะลึงงัน ทำหน้าเลิ่กลั่กด้วยความคาดไม่ถึง
ทว่าผู้ที่สติขาดผึ่งลงทันทีกลับเป็นองค์รัชทายาท!
พระพักตร์ขององค์รัชทายาทมืดครึ้มลงทันควัน แววพระเนตรวาวโรจน์ไปด้วยเพลิงโทสะและความหึงหวง เมื่อเห็นภาพที่มู่ชิงเหยากำลังตกอยู่ในสภาพกึ่งเปลือยเปล่าแนบชิดอยู่ในอ้อมกอดของหลานเฉิน
องค์รัชทายาทก้าวพรวดพราดเข้าไปหยุดยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้าคนทั้งคู่ ก่อนจะตวาดก้องด้วยสุรเสียงดังกึกก้องปานฟ้าผ่า
“หลานเฉิน! เจ้ากำลังทำอันใดอยู่!”
ความเงียบงันอันน่าสะพรึงกลัวเข้าปกคลุมทั่วทั้งห้องในชั่วพริบตา หลานเฉินที่กำลังประคองร่างมู่ชิงเหยาถึงกับสะดุ้งสุดตัวและตัวแข็งทื่อ ยามเงยหน้าขึ้นมาสบสายพระเนตรอันเหี้ยมเกรียมขององค์รัชทายาท
ขณะเดียวกัน เสียงฝีเท้าและเสียงหัวเราะคิกคักของกลุ่มสตรีชนชั้นสูงก็นำพาหลานหลิน ป๋ายซินหยาง รวมถึงเหล่าคุณหนูตระกูลใหญ่เดินเลี้ยวตรงเข้ามาถึงหน้าห้องรับรองพอดี
ทว่าทันทีที่สายตาของพวกนางมองทะลุผ่านบานประตูที่พังยับเยินเข้าไปเห็นภาพความคาวโลกีย์ด้านใน เสียงหัวเราะก็พลันเงียบกริบลงทันควัน คุณหนูหลายคนถึงกับหวีดร้องและยกพัดขึ้นมาปิดปากด้วยความตกตะลึงจนตาค้าง
“สวรรค์! นั่นมันคุณชายใหญ่สกุลหลานกับคุณหนูมู่ไม่ใช่หรือ!”
“เหตุใด...เหตุใดถึงได้มากระทำเรื่องบัดสีไร้ยางอายในอารามเช่นนี้!”
เสียงซุบซิบวิพากษ์วิจารณ์ดังระงมขึ้นมาทันควัน เหล่ากุลสตรีต่างมองดูภาพของหลานเฉินและมู่ชิงเหยาด้วยสายตารังเกียจเดียดฉันท์
ด้านหลานหลินที่ก้าวเท้าเข้ามาพร้อมรอยยิ้มกระหยิ่มใจ หวังจะใช้สายตาของเหล่าคุณหนูเป็นพยานในการประจานความย่อยยับของมู่ชิงเหยา
ทว่าทันทีที่เห็นชัดเจนว่าบุรุษที่กำลังกอดรัดอยู่กับมู่ชิงเหยาคือ หลานเฉิน พี่ชายแท้ ๆ ของตน ไม่ใช่ชายรับจ้างวัยกลางคนที่นางจัดเตรียมไว้ เสียงวิ้งอื้ออึงพลันดังขึ้นในหัวทันที ใบหน้างดงามของหลานหลินพลันซีดเผือดลงจนไร้สีเลือด แข้งขาอ่อนแรงจนเจียนจะทรงตัวไม่อยู่
เหตุใดเรื่องราวถึงได้กลับตาลปัตรเช่นนี้!
คนของนางหายไปไหน?
แล้วเหตุใดพี่ชายของนางถึงได้มาอยู่ที่นี่ได้กัน?
ซ้ำร้ายยังมีองค์รัชทายาทและจวิ้นอ๋องประทับยืนเป็นพยานอยู่เบื้องหน้าอีกเล่า!
สายลมภูเขาพัดหวีดหวิวผ่านช่องประตูที่แตกหัก กลิ่นควันกำยานราคะที่ยังคงหลงเหลือจาง ๆ คล้ายจะย้อนกลับมาบีบรัดลำคอของหลานหลินจนแทบหายใจไม่ออก
สายพระเนตรอันเหี้ยมเกรียมขององค์รัชทายาทที่จ้องมองมายังหลานเฉิน บ่งบอกชัดเจนว่าโทสะครั้งนี้รุนแรงเกินกว่าที่ตระกูลหลานจะแบกรับไหว ความสับสนและหวาดกลัวเข้าจู่โจมจิตใจของหลานหลินจนแทบคลุ้มคลั่ง