บทที่ 47 ปากเหว (1)
บทที่ 47 ปากเหว (1)
บทที่ 47 ปากเหว (1)
ขณะเดียวกัน หลานเฉินที่ได้ยินเสียงตวาดก้องอันทรงอำนาจขององค์รัชทายาทก็รีบเงยหน้าขึ้นมองตามต้นเสียง ทันทีที่ตระหนักว่าผู้ที่ยืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้าคือองค์รัชทายาทและจวิ้นอ๋อง ดวงตาของเขาก็เบิกกว้างด้วยความตระหนกตกใจอย่างถึงที่สุด
เขาไม่คาดคิดแม้แต่น้อยว่าเชื้อพระวงศ์ชั้นสูงจะเสด็จมายังอารามห่างไกลในเวลานี้ได้ อีกทั้งสภาพของเขาที่กำลังกอดรัดมู่ชิงเหยาในสภาพอาภรณ์หลุดลุ่ยย่อมดูอุกอาจและบัดสีเกินกว่าจะแก้ตัว
หลานเฉินอ้าปากละล่ำละลักหมายจะอธิบายความจริงว่าตนเป็นผู้เข้ามาช่วยเหลือนาง ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะได้เปล่งเสียง มู่ชิงเหยาที่ถูกพิษยากำหนัดครอบงำจนสติสัมปชัญญะขาดผึง ก็ดิ้นรนปัดป่ายสองมือผลักไสแผงอกของเขาออกไปอย่างสุดกำลัง พร้อมกับส่งเสียงร้องขอความช่วยเหลือด้วยน้ำเสียงสั่นเครือและรวยริน
“ช่วยด้วย...ช่วยข้าด้วย...”
คำร้องขออันน่าเวทนานั้นกลายเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ตัดขาดความอดทนขององค์รัชทายาทลงในพริบตา
ผัวะ!
องค์รัชทายาทพุ่งตัวเข้าไปกระชากคอเสื้อของหลานเฉิน เหวี่ยงออกห่างจากมู่ชิงเหยาอย่างแรง ก่อนจะถลาเข้าไปประคองร่างบางอันอ่อนปวกเปียกของนางเข้ามาไว้ในอ้อมแขน
ทันทีที่สัมผัสผิวกายอันร้อนผ่าวและเห็นดวงหน้าที่แดงก่ำผิดธรรมชาติ พระองค์ก็ทรงตระหนักได้ทันทีว่าเกิดเรื่องผิดปกติขึ้น จึงหันไปตวาดเรียกจวิ้นอ๋องด้วยสุรเสียงร้อนรน
“จวิ้นอ๋อง! นางดูผิดปกติยิ่งนัก รีบมาตรวจดูอาการของนางเดี๋ยวนี้!”
จวิ้นอ๋องซึ่งพอมีวิชาแพทย์ติดตัวรีบก้าวเข้ามาแตะปลายนิ้วลงบนข้อมือบางเพื่อจับชีพจรตรวจดูอย่างละเอียด เพียงชั่วครู่ คิ้วเข้มของเขาก็ขมวดมุ่นเข้าหากันทันที เขาตวัดสายตาคมกริบมองไปยังหลานเฉินคราหนึ่ง ก่อนจะหันมากราบทูลองค์รัชทายาทด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและเย็นเยียบ
“ทูลรัชทายาท นางถูกวางยากำหนัดพ่ะย่ะค่ะ! ต้องรีบพานางกลับไปถอนพิษโดยด่วนที่สุด ไม่เช่นนั้นหากปล่อยไว้นาน พิษจะแล่นเข้าสู่หัวใจจนเป็นอันตรายถึงชีวิต!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เพลิงโทสะในใจขององค์รัชทายาทก็ยิ่งลุกโชนขึ้นเป็นเท่าทวีคูณ พระองค์ทรงปลดเสื้อคลุมไหมตัวนอกออกอย่างรวดเร็ว สะบัดห่อคลุมร่างของมู่ชิงเหยาไว้อย่างมิดชิดเพื่อปกป้องเกียรติยศของนาง ก่อนจะช้อนอุ้มร่างที่หมดสติไปแล้วขึ้นแนบอกอย่างทะนุถนอม แล้วตวัดสายพระเนตรอันเหี้ยมเกรียมสั่งการองครักษ์ประจำพระองค์ด้วยสุรเสียงเฉียบขาด
“พาตัวคุณชายหลานไปขังไว้ในคุกหลวง รอการสอบสวนขั้นเด็ดขาด!”
สิ้นรับสั่ง องค์รัชทายาทก็อุ้มร่างของมู่ชิงเหยาสาวเท้ายาวก้าวฝ่าวงล้อมของเหล่าคุณหนูชนชั้นสูงออกไปทันที โดยไม่แยแสสายตาหรือคำทัดทานของผู้ใดอีก ด้วยในยามนี้ สิ่งเดียวที่พระองค์สนพระทัยคือความปลอดภัยของสตรีในอ้อมแขนเท่านั้น
ด้านจวิ้นอ๋องพยักหน้าส่งสัญญาณให้องครักษ์เข้าควบคุมตัวหลานเฉินที่กำลังตะโกนร้องขอความเป็นธรรมจนเสียงแหบแห้ง ก่อนที่เขาจะหันมามองอันฉิงแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“วันนี้เกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นจนเสียบรรยากาศ ร่างกายของเจ้าก็ยังไม่หายดีนัก จงรีบกลับไปพักผ่อนที่จวนก่อนเถิด ข้าต้องอยู่สะสางเรื่องทางนี้สักประเดี๋ยว ไว้คราวหน้าข้าจะแวะเวียนไปเยี่ยมเจ้าที่จวน
“เพคะจวิ้นอ๋อง ขอบพระทัยเพคะ”
อันฉิงค้อมกายรับคำสั่งอย่างว่าง่าย ดวงตาคู่งามฉายแววใสซื่อบริสุทธิ์ นางก้าวเท้าเดินกลับไปยังรถม้าอย่างสงบเสงี่ยม ทว่าลึกเข้าไปในจิตใจ นางกำลังยิ้มรับชัยชนะในเงามืดอย่างเลือดเย็น
ข่าวคาวโลกีย์ในวันนี้มีพยานเป็นถึงบุตรีของเหล่าขุนนางชั้นสูง เพียงชั่วข้ามคืน ชื่อเสียงของสกุลหลานย่อมถูกเหยียบย่ำจนจมดินไปพร้อมกับหลานเฉิน
ขณะเดียวกัน เหล่าคุณหนูที่ยืนตกตะลึงอยู่หน้าประตูก็รีบแยกย้ายกันก้าวขึ้นรถม้ากลับจวนของตนด้วยความตื่นตระหนก เพื่อนำเรื่องอื้อฉาวระดับสะเทือนเมืองหลวงนี้ไปป่าวประกาศให้ครอบครัวได้รับรู้
ในขณะที่ทางด้านหลานหลินเอง นางได้แต่ยืนตัวแข็งทื่อ ทอดสายตามองตามแผ่นหลังของพี่ชายที่ถูกองครักษ์หลวงลากตัวไปอย่างสิ้นหวัง ใบหน้างดงามซีดเผือดไร้สีเลือด
แผนการที่นางตั้งใจจัดฉากวางยาเพื่อทำลายมู่ชิงเหยา บัดนี้กลับพังทลายไม่เป็นท่า ไม่หนำซ้ำยังลากพี่ชายแท้ ๆ เข้าสู่คุกหลวงและตกเป็นผู้ต้องหาคดีอุกฉกรรจ์ต่อหน้าพระพักตร์องค์รัชทายาทอีก!
สายลมเย็นยะเยือกพัดผ่านลานดินหน้าเรือนรับรอง คล้ายจะตอกย้ำให้เห็นถึงชะตากรรมอันมืดมนที่กำลังคืบคลานเข้ามา สายตาตำหนิและรังเกียจเดียดฉันท์ของเหล่าคุณหนูที่เพิ่งแยกย้ายกันไป ยังคงติดตรึงอยู่ในหัวของนางประหนึ่งตรายางที่ประทับความอัปยศลงบนหน้าผาก ความหวาดกลัวเข้าเกาะกุมหัวใจจนแทบคลุ้มคลั่ง
หลานหลินทำได้เพียงแสร้งทำเป็นสตรีผู้ไร้เดียงสาที่ไม่รู้เห็นสิ่งใด กัดฟันกลั้นความตื่นตระหนกเอาไว้ แล้วรีบก้าวขึ้นรถม้ามุ่งหน้ากลับสู่จวนสกุลหลานด้วยความลนลาน
ตลอดเส้นทางที่ตรงกลับจวน นางพยายามเค้นสมองคิดหาทางออกอย่างบ้าคลั่ง ทว่าก็มองไม่เห็นหนทางรอดแม้แต่สายเดียว เรื่องราวเลวร้ายบานปลายจนเกินกว่ากำลังของนางจะควบคุมได้อีกต่อไปแล้ว
และหนทางรอดเดียวที่เหลืออยู่ คือการต้องบากหน้าไปพึ่งพาบารมีของบิดาเพื่อกอบกู้เหตุการณ์เลวร้ายนี้นั่นเอง...
จวนสกุลมู่
ทันทีที่ก้าวพ้นประตูจวน องค์รัชทายาทก็ทรงอุ้มร่างอันหมดสติของมู่ชิงเหยาที่ห่อหุ้มด้วยฉลองพระองค์ไหมก้าวตรงไปยังห้องนอนส่วนตัวของนางทันที พร้อมกับมีรับสั่งด่วนเรียกตัวหัวหน้าหมอหลวงประจำพระองค์มารักษาอาการอย่างฉุกเฉิน ขณะเดียวกันก็ส่งม้าเร็วไปแจ้งข่าวให้แม่ทัพมู่ผู้เป็นบิดาทราบเรื่อง
ด้านแม่ทัพมู่ เมื่อทราบข่าวว่าบุตรีเพียงคนเดียวถูกลอบทำร้ายจนหมดสติก็แทบสิ้นสติด้วยความตกใจ เขาสะบัดเสื้อคลุม ละทิ้งภาระหน้าที่ทางทหารทั้งหมดแล้วควบม้ากลับจวนด้วยความร้อนรน
ครั้นก้าวมาถึงหน้าเรือนพัก ก็พบองค์รัชทายาทประทับยืนรออยู่ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด แม่ทัพมู่รีบทำความเคารพตามธรรมเนียม ก่อนจะมายืนเฝ้ารอคอยผลการรักษาอยู่หน้าห้องด้วยหัวใจที่เต้นระรัวไม่เป็นจังหวะ
เวลาผ่านไปเกือบหนึ่งก้านธูป บานประตูห้องนอนก็เปิดออก พร้อมกับร่างของหัวหน้าหมอหลวงที่เดินออกมารายงานด้วยความโล่งอก
“ทูลองค์รัชทายาท เรียนท่านแม่ทัพ คุณหนูมู่ถูกลอบวางยาปลุกกำหนัดชนิดออกฤทธิ์รุนแรงพ่ะย่ะค่ะ ตัวยามีผลกดทับกำลังภายใน ทำให้อ่อนเปลี้ยเพลียแรงและกระตุ้นกำหนัดอย่างรวดเร็ว ทว่าบัดนี้กระหม่อมได้ฝังเข็มและป้อนโอสถถอนพิษออกจนหมดสิ้นแล้ว อาการพ้นขีดอันตรายแล้วพ่ะย่ะค่ะ เพียงแต่อาจมีผลข้างเคียงให้ร่างกายเมื่อยล้าและเหน็ดเหนื่อย ขอเพียงได้นอนพักผ่อนอย่างเต็มที่สักวันสองวัน ร่างกายก็จะฟื้นฟูกลับมาเป็นปกติดั่งเดิมพ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อได้ยินคำยืนยันจากหมอหลวง ทั้งองค์รัชทายาทและแม่ทัพมู่ต่างก็ถอนลมหายใจยาวออกมาอย่างโล่งอก ก่อนที่ทั้งสองจะสาวเท้าก้าวเข้าไปในห้องนอนเพื่อดูอาการของมู่ชิงเหยาด้วยตนเอง
บนเตียงนอนหนานุ่ม มู่ชิงเหยาค่อย ๆ ลืมตาตื่นขึ้นมา แววตาคู่สวยที่เคยพร่าเลือนเริ่มกลับมาแจ่มชัด แม้ร่างกายจะยังคงอ่อนล้าและไร้เรี่ยวแรงอยู่บ้าง ทว่าสติสัมปชัญญะของนางได้ฟื้นคืนกลับมาโดยสมบูรณ์แล้ว
“เหยาเออร์ นี่มันเกิดเรื่องอันใดขึ้นกันแน่ เหตุใดเจ้าจึงตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ได้?”
แม่ทัพมู่ทรุดตัวลงนั่งข้างเตียง เอ่ยถามบุตรสาวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือและเปี่ยมล้นไปด้วยความเป็นห่วง ขณะที่องค์รัชทายาทก็ทรงประทับยืนนิ่ง รอคอยได้ฟังคำตอบด้วยสายพระเนตรอันดำมืดและดุดัน
มู่ชิงเหยานิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ นางค่อย ๆ ประคองสติ คิดทบทวนเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นตั้งแต่ต้นจนจบ ก่อนจะเอ่ยปากเล่าความจริงให้บิดาและองค์รัชทายาทฟัง
“ก่อนหน้านี้ข้าได้รับจดหมายจากหลานหลิน นางส่งเทียบขอนัดพบข้าที่อารามโดยอ้างว่ามีเรื่องสำคัญจะขอขมาและส่งมอบหลักฐาน ครั้นเมื่อไปถึง นางก็บีบน้ำตาคุกเข่าอ้อนวอนให้ข้าดื่มชาเพื่อแทนคำขอโทษ จากนั้นจึงพานางไปที่เรือนรับรองด้านหลัง โดยอ้างว่าได้แอบควบคุมตัวพยานปากสำคัญในขบวนการลักลอบนำสัตว์ร้ายเข้าสู่งานล่าสัตว์มาซ่อนไว้ที่นั่น...”
มู่ชิงเหยากัดฟันแน่น แววตาคมกริบฉายประกายเดือดดาล
“ทว่าทันทีที่ข้าก้าวเข้าไปในห้อง ฤทธิ์ยากำหนัดในชาก็เริ่มกำเริบจนข้าไร้เรี่ยวแรงต้านทาน ชายผู้ที่อ้างว่าเป็นพยานกลับกลายสภาพเป็นโจรราคะพยายามจะล่วงเกินข้า และในจังหวะที่ข้ากำลังเพลี่ยงพล้ำ หลานเฉินก็พังประตูเข้ามาช่วยข้าไว้ได้อย่างพอดิบพอดี” นางแค่นยิ้มสมเพชออกมาอย่างเย็นชา
“ข้ามั่นใจว่าทั้งหมดนี้คือแผนการชั่วช้าที่สองพี่น้องสกุลหลานร่วมมือกันจัดฉากขึ้นมาอย่างไม่ต้องสงสัย! พวกเขาคงตั้งใจสร้างสถานการณ์วีรบุรุษช่วยสาวงาม เพื่อบีบให้ข้าต้องยอมรับบุญคุณ หรือไม่เช่นนั้นก็คงคิดจะทำให้ข้าต้องแปดเปื้อนมลทินเพื่อใช้เป็นข้อต่อรองปิดปากข้า ไม่ให้ข้าและท่านพ่อสาวไปถึงตัวการใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังเหตุร้ายในลานล่าสัตว์ได้อีก!”
มู่ชิงเหยากัดฟันด้วยความเจ็บใจ ความใสซื่อบอบบางและคราบน้ำตาของหลานหลินก่อนหน้านี้ แท้จริงแล้วกลับเป็นเพียงยาพิษเคลือบน้ำตาลที่ล่อลวงให้นางประมาทและเดินเข้าไปติดกับดักเสียได้!
ความเคียดแค้นชิงชังปะทุขึ้นในอกของมู่ชิงเหยาอย่างรุนแรง ภาพจำดอกบัวขาวผู้บริสุทธิ์ของหลานหลินถูกฉีกกระชากจนแหลกเหลวไม่มีชิ้นดี มือบางจิกผ้าห่มแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด
ขณะเดียวกันนั้นเอง องค์รัชทายาทที่ยืนฟังคำบอกเล่าของมู่ชิงเหยาจนจบสิ้น พระพักตร์ของพระองค์ก็ยิ่งมืดครึ้มและเย็นเยียบจนน่าสะพรึงกลัว
ที่แท้...เบื้องหลังความวุ่นวายในลานล่าสัตว์เป็นฝีมือของหลานเฉินนี่เอง!
ซ้ำร้ายหลานชางไห่ผู้เป็นบิดายังบังอาจปั้นน้ำเป็นตัว สร้างหลักฐานเท็จและจัดหาแพะรับบาปขึ้นมาหลอกลวงพระองค์ เพื่อยืมมือพระองค์ไปแย่งชิงอำนาจทหารและสร้างความบาดหมางกับรองแม่ทัพสวีอย่างไม่เกรงกลัวอาญาแผ่นดินอีกต่างหาก!