บทที่ 47 ปากเหว (2)
บทที่ 47 ปากเหว (2)
บทที่ 47 ปากเหว (2)
ด้านแม่ทัพมู่เฉิง แววตาที่เคยสุขุมเยือกเย็นกลับวาวโรจน์ไปด้วยไอสังหารอันเข้มข้น
ตลอดชีวิตการรับราชการ เขาซื่อสัตย์ภักดีต่อราชสำนัก วางตัวสงบเสงี่ยม และไม่เคยคิดริอ่านก้าวก่ายหรือล้ำเส้นผู้ใด ทว่าครานี้คนสกุลหลานกลับเหิมเกริมถึงขั้นลอบวางยากำหนัดและจัดฉากหมายจะทำลายเกียรติยศชื่อเสียงของบุตรสาวหัวแก้วหัวแหวนอันเป็นดั่งดวงใจ
หากในวันนี้องค์รัชทายาทไม่ได้เสด็จไปพบเห็นเข้าทันท่วงที สภาพของบุตรสาวที่เขาประคบประหงมมาตั้งแต่แบเบาะคงต้องถูกเหยียบย่ำจนแหลกสลายไม่มีชิ้นดี
ในเมื่ออีกฝ่ายกล้าลูบเกล็ดมังกรและไม่ไว้หน้าสกุลมู่ เขาก็ไม่จำเป็นต้องเกรงใจหรือไว้หน้าผู้ใดในเมืองหลวงแห่งนี้อีกต่อไป!
ทว่าแม้ในอกจะคุกรุ่นด้วยเพลิงแค้น แม่ทัพมู่ก็ยังคงรักษากิริยาอันสงบนิ่ง เขาไม่เอ่ยปากซักไซ้หรือตอกย้ำให้บุตรสาวต้องสะเทือนใจอีก ด้วยตระหนักดีว่านางต้องเผชิญกับความหวาดกลัวและเหน็ดเหนื่อยมามากพอแล้ว
มือหนาอันกร้านศึกเอื้อมไปลูบศีรษะมู่ชิงเหยาอย่างแผ่วเบา เอ่ยปลอบประโลมด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนและอบอุ่นที่สุด
“เหยาเออร์ วันนี้เจ้าเหนื่อยล้ามามากแล้ว นอนหลับพักผ่อนให้สบายใจเสียเถิดนะลูก ไม่ต้องเป็นกังวลสิ่งใด ตราบใดที่ยังมีพ่อคนนี้อยู่ จะไม่มีหน้าไหนกล้ามาแตะต้องหรือทำร้ายเจ้าได้อีกเป็นอันขาด”
มู่ชิงเหยาสบสายตาอันมั่นคงของบิดาแล้วพยักหน้ารับเบาๆ ความอบอุ่นและปลอดภัยที่ได้รับทำให้ความเหนื่อยล้าเข้าจู่โจม นางค่อย ๆ เอนกายล้มตัวลงนอนใต้ผ้าห่มผืนหนา แล้วปิดเปลือกตาลงเข้าสู่ห้วงนิทราทันที
เมื่อเห็นว่ามู่ชิงเหยาหลับสนิทแล้ว ทั้งองค์รัชทายาทและแม่ทัพมู่จึงค่อย ๆ ก้าวเท้าถอยร่นออกจากห้องนอนอย่างเงียบเชียบ ปล่อยให้นางได้พักฟื้นร่างกายอย่างเต็มที่
ครั้นเมื่อก้าวพ้นธรณีประตูออกมายังลานเรือน แม่ทัพมู่จึงหันมาค้อมกายประสานมือคารวะอย่างสำรวม
“ทูลองค์รัชทายาท ในวันนี้พระองค์ทรงมีพระเมตตาช่วยเหลือและมาส่งเหยาเออร์ด้วยพระองค์เอง กระหม่อมขอขอบพระทัยจากใจจริงพ่ะย่ะค่ะ บัดนี้เหตุการณ์คลี่คลายลงแล้ว ขอพระองค์โปรดเสด็จกลับไปพักผ่อนที่ตำหนักเถิดพ่ะย่ะค่ะ”
องค์รัชทายาทพยักพระพักตร์รับอย่างเข้าพระทัย พระองค์เองก็ทรงมีเรื่องใหญ่ที่ต้องกลับไปจัดการสะสางกับหลานเฉินในคุกหลวงเช่นกัน จึงเสด็จกลับตำหนักบูรพาไปแต่โดยดี
คล้อยหลังขบวนเสด็จขององค์รัชทายาท แววตาของแม่ทัพมู่เฉิงก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นคมกริบและดุดัน สายลมยามบ่ายพัดชายเสื้อคลุมศึกสะบัดพริ้ว ไอสังหารอันเข้มข้นแผ่ซ่านออกมาจนเหล่าทหารยามรอบด้านต่างพากันก้มหน้าตัวสั่นงันงก ความอดทนที่มีต่อการเล่นตุกติกของขุนนางในเมืองหลวงบัดนี้ได้ขาดสะบั้นลงอย่างสิ้นเชิง
เขาหมุนกายกลับมาสั่งการนายทหารคนสนิทด้วยน้ำเสียงเฉียบขาดและก้องกังวาน
“เตรียมรถม้าให้ข้าเดี๋ยวนี้! ข้าจะไปเข้าเฝ้าฝ่าบาท!”
สิ้นคำสั่ง ทหารรับใช้รีบกุลีกุจอนำรถม้าศึกมาเทียบหน้าจวนทันที แม่ทัพมู่ก้าวขึ้นสู่รถม้าด้วยสีหน้าอันเด็ดเดี่ยว ล้อรถม้าบดขยี้แผ่นหินกึกก้อง รถม้าประจำตระกูลมู่ทะยานฝ่าถนนใหญ่มุ่งตรงเข้าสู่ประตูกำแพงวังหลวงอย่างไม่คิดจะรีรอช้าแม้แต่เค่อเดียว
จวนสกุลหลาน
ทันทีที่รถม้าหยุดเทียบลงหน้าประตูจวน หลานหลินก็ไม่รอช้า นางสาวเท้าวิ่งกระหืดกระหอบตรงดิ่งไปยังห้องหนังสือของบิดาด้วยความตระหนกและกระวนกระวายใจ ครั้นผลักบานประตูเข้าไปได้ ร่างบางก็ทรุดฮวบลงคุกเข่าร่ำไห้สะอึกสะอื้นออกมาอย่างน่าเวทนา
เสียงสะอื้นไห้ทำเอาหลานชางไห่ที่กำลังนั่งตรวจตราเอกสารการทหารอยู่บนโต๊ะทำงานถึงกับสะดุ้งตกใจ เขารีบวางพู่กันในมือแล้วผุดลุกขึ้น ก้าวเข้ามารวบร่างบุตรสาวขึ้นมาประคองไว้ด้วยความตื่นตระหนก
“หลินเออร์! เจ้าเป็นอันใดไป เหตุใดจึงร้องไห้เช่นนี้ หรือมีใครหน้าไหนกล้ามารังแกเจ้ากัน? บอกพ่อมา!”
หลานชางไห่เอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง ทว่าสำหรับหลานหลินในยามนี้ หัวใจของนางกลับเต้นระรัวด้วยความหวาดผวา นางย่อมรู้ดีว่าหากความจริงที่นางเป็นผู้วางยาพิษมู่ชิงเหยาและจัดฉากเรื่องทั้งหมดจนพาพี่ชายเข้าคุกหลวงแพร่งพรายออกไป ต่อให้บิดาจะรักและเอ็นดูนางเพียงใด ก็ย่อมไม่อาจละเว้นโทษทัณฑ์ได้เป็นแน่ นางจึงตัดสินใจบิดเบือนความจริงเพื่อเอาตัวรอด
“ท่านพ่อเจ้าคะ...ฮึก... เกิดเรื่องใหญ่แล้วเจ้าค่ะ ยามนี้ท่านพี่หลานเฉินถูกองค์รัชทายาทสั่งให้องครักษ์คุมตัวไปขังไว้ในคุกหลวงแล้วเจ้าค่ะ!”
“อะไรนะ!”
หลานชางไห่เบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงสุดขีด ใบหน้าถอดสีไปในพริบตา ก่อนที่เพลิงโทสะจะปะทุขึ้นมาในอก เขาเพิ่งจะออกคำสั่งกำชับอย่างเด็ดขาดให้บุตรชายตัวดีเก็บตัวสำนึกผิดอยู่แต่ในเรือนพัก เพื่อหลบเลี่ยงคดีความเรื่องลานล่าสัตว์และคดียักยอกอาวุธที่กำลังร้อนระอุ
แล้วเหตุใดเจ้าลูกไม่รักดีถึงได้กล้าแหกคำสั่งแอบลอบออกไปก่อเรื่องจนถูกลากตัวเข้าคุกหลวงได้เล่า!
“หลินเออร์! นี่มันเกิดเรื่องอันใดขึ้นกันแน่ เจ้าจงเล่าความจริงให้พ่อฟังเดี๋ยวนี้!” หลานชางไห่เค้นถามเสียงเข้ม
หลานหลินกลืนน้ำลายลงคออย่างฝืดเคือง แสร้งทำทีเป็นอึกอักแล้วบีบน้ำตากล่าวคำเท็จอย่างแนบเนียน
“ท่านพ่อ...ทั้งหมดเป็นเรื่องเข้าใจผิดใหญ่หลวงเจ้าค่ะ! วันนี้ท่านพี่บังเอิญไปพบเห็นคุณหนูมู่ชิงเหยากำลังประสบเคราะห์ร้าย ถูกคนชั่วลอบทำร้ายที่อาราม ท่านพี่จึงรีบรุดเข้าไปช่วยเหลือนางเอาไว้ ทว่าองค์รัชทายาทเสด็จมาพบเข้าพอดี กลับทรงเข้าใจผิดคิดว่าท่านพี่เป็นผู้คิดร้ายและล่วงเกินคุณหนูมู่ จึงทรงมีพระบัญชาสั่งจับกุมตัวท่านพี่ไปคุมขังเจ้าค่ะ!”
คำบอกเล่าที่บิดเบือนไปคนละทิศละทาง ทำให้หลานชางไห่หลงเชื่อสนิทใจ ด้วยรักและเชื่อมั่นในตัวบุตรสาว
บรรยากาศภายในห้องหนังสือพลันหนักอึ้งดั่งมีเมฆหมอกพายุเข้าปกคลุม หลานชางไห่ขบกรามแน่นจนนูนเป็นสัน ความขุ่นเคืองและร้อนรนใจแผ่ซ่านออกมาทางสายตา
ยามนี้คดีเดิมยังไม่ทันสร่างซา หากมีคดีใหม่ประทุษร้ายบุตรีแม่ทัพใหญ่เข้ามาซ้ำเติม สกุลหลานย่อมตกเป็นเป้าโจมตีของทั้งราชสำนักอย่างเลี่ยงไม่ได้
“หลินเออร์ เจ้าจงกลับไปเก็บตัวอยู่ในเรือนพักเสีย ไม่ต้องเป็นกังวล พ่อจะรีบไปเข้าเฝ้าองค์รัชทายาทเพื่ออธิบายความจริงและพาพี่ชายของเจ้ากลับมาเอง!”
หลานชางไห่เอ่ยตัดบทอย่างเด็ดขาด ก่อนจะสะบัดเสื้อคลุมหมุนกายสาวเท้ายาวก้าวออกจากห้องหนังสือไปอย่างเร่งร้อน
เขาสั่งให้ทหารจัดเตรียมม้าศึก แล้วควบตะบึงฝุ่นตลบมุ่งหน้าตรงไปยังตำหนักบูรพาทันที หวังจะใช้ความสัมพันธ์อันแนบแน่นและบุญคุณทางการเมืองกราบทูลขอร้ององค์รัชทายาทให้ปล่อยตัวบุตรชาย
วังบูรพา
เมื่อหลานชางไห่ก้าวเท้าพ้นธรณีประตูห้องทรงอักษรในตำหนักบูรพา บรรยากาศภายในห้องกลับเย็นยะเยือกและอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก องค์รัชทายาทประทับนั่งตระหง่านอยู่หลังโต๊ะทรงงาน พระพักตร์ดำมืดถมึงทึง แววพระเนตรวาวโรจน์ไปด้วยเพลิงโทสะ
ปัง!
ยังไม่ทันที่หลานชางไห่จะได้เอ่ยปากกราบทูล จานฝนหมึกหินเนื้อหนาก็ถูกขว้างเฉียดใบหูของเขาไปอย่างหวุดหวิด ก่อนจะกระทบฝาผนังแตกกระจายส่งเสียงดังสนั่น น้ำหมึกสีดำขลับสาดกระเซ็นเปรอะเปื้อนพื้นพรมและชายเสื้อศึกของเขา
“ดียิ่งนัก! หลานชางไห่!”
“เจ้าช่างขวัญกล้าเทียมฟ้า กล้าดียังไงถึงได้บังอาจปั้นน้ำเป็นตัวหลอกลวงข้ามาโดยตลอด! บอกมาเดี๋ยวนี้ ยังมีเรื่องอันใดอีกที่เจ้าลอบกระทำอยู่ใต้จมูกของข้า!”
หลานชางไห่สะดุ้งสุดตัว เขารีบทิ้งกายคุกเข่าลงกับพื้น โขกศีรษะลงแนบพรมด้วยความหวาดผวา เขารู้ได้ทันทีว่าความลับเรื่องคดีลานล่าสัตว์และการสร้างแพะรับบาปนั้นคงไม่อาจปิดบังได้อีกต่อไป หลานชางไห่จึงรีบละล่ำละลักกราบทูลด้วยน้ำเสียงสั่นเทา
“องค์รัชทายาท กระหม่อมสำนึกผิดแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”
“กระหม่อมไม่ได้มีเจตนาจะปิดบังลวงหลอกพระองค์เลยแม้แต่น้อย ทว่าในยามนั้นกระหม่อมจำต้องทำไปเพราะถูกบีบคั้นจนไร้หนทางรอด กระหม่อมยินดีน้อมรับโทษทัณฑ์ทุกประการอย่างไม่มีเงื่อนไข! ทว่าความจงรักภักดีที่กระหม่อมและตระกูลหลานมีต่อพระองค์นั้น พระองค์ย่อมทรงทราบดี กระหม่อมไม่มีวันคิดคดทรยศพระองค์เป็นอันขาด! ขอพระองค์ทรงโปรดลงโทษกระหม่อมแต่เพียงผู้เดียวเถิดพ่ะย่ะค่ะ”
“ส่วนเรื่องที่เกิดขึ้นในอารามวันนี้ เป็นเพียงเรื่องเข้าใจผิด ขอพระองค์อย่าได้ถือโทษโกรธเคืองบุตรชายของกระหม่อมเลยนะพ่ะย่ะค่ะ!”
องค์รัชทายาททรงแค่นยิ้มเย็นยะเยือก แววตาเต็มไปด้วยความชิงชัง
“หึ! เข้าใจผิดอย่างนั้นหรือ?”