LNCrawler

บทที่ 48 โอกาสสุดท้าย (1)

มารร้าย (魔女) — novel.dek d.com · All chapters

บทที่ 48 โอกาสสุดท้าย (1)

บทที่ 48 โอกาสสุดท้าย (1)

“เจ้าจะบอกว่าข้าตาบอดหูหนวก เข้าใจผิดไปเองที่บุตรสาวตัวดีของเจ้าลอบวางยากำหนัดมู่ชิงเหยา เพื่อเปิดทางให้บุตรชายสารเลวของเจ้าเข้าไปสวมบทบาทวีรบุรุษช่วยสาวงามอย่างนั้นรึ! ทั้งหมดนี้เจ้ากล้าบอกว่าเข้าใจผิดงั้นหรือ...”

“ดี! ดียิ่งนัก! รองแม่ทัพหลานช่างสั่งสอนเลี้ยงดูบุตรชายบุตรสาวได้ยอดเยี่ยมจนข้าต้องตบมือให้จริง ๆ!”

ถ้อยคำเหล่านั้นดั่งสายฟ้าฟาดลงกลางใจของหลานชางไห่ ใบหน้าของเขาถอดสีจนขาวซีดดั่งกระดาษ เขาไม่กล้าคิดว่ารัชทายาทกำลังพูดปดแน่นอน

ที่แท้คำบอกเล่าของหลานหลินเมื่อครู่เป็นเพียงเรื่องโกหกทั้งเพ บุตรสาวของเขาเป็นคนวางยาพิษ และบุตรชายก็ร่วมมือจัดฉากขึ้นมาจริง ๆ

เมื่อรัชทายาททรงตรวจสอบและทราบความจริงแล้ว หลานชางไห่ก็ตระหนักได้ทันทีว่าข้ออ้างใด ๆ ล้วนไร้ประโยชน์ เขาจึงทำได้เพียงก้มหน้าโขกศีรษะลงกับพื้นซ้ำ ๆ วิงวอนขอความเมตตา

“ทูลรัชทายาท เป็นความผิดของกระหม่อมเองที่สั่งสอนบุตรไม่ดี กระหม่อมขอน้อมรับโทษทัณฑ์ไว้แต่เพียงผู้เดียว! แต่ขอพระองค์โปรดทรงเห็นแก่ความดีความชอบที่กระหม่อมเคยถวายชีวิตรับใช้พระองค์มาโดยตลอด โปรดทรงพระเมตตาละเว้นโทษตายให้แก่บุตรของกระหม่อมด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ!”

“กระหม่อมขอโอกาสอีกสักครา กระหม่อมสาบานว่าจะกลับไปสั่งสอนและควบคุมพวกเขาไม่ให้ก่อเรื่องเช่นนี้ขึ้นมาอีกเป็นอันขาด!”

ทว่าสายพระเนตรขององค์รัชทายาทที่ทอดมองลงมายังคงเย็นชาและเต็มไปด้วยความชิงชัง ลมหายใจขององค์รัชทายาทยังคงหนักหน่วงด้วยแรงโทสะที่พร้อมจะสั่งตัดศีรษะคนตรงหน้าได้ทุกเมื่อ

หลานชางไห่ลอบมองแล้วรู้ดีว่า ลำพังเพียงการอ้อนวอนไม่อาจดับไฟแค้นในพระทัยได้เป็นแน่ ในเสี้ยวเวลาแห่งความเป็นความตาย หลานชางไห่จึงตัดสินใจงัดเอาไพ่ตายชิ้นสำคัญที่สุดขึ้นมาวางบนกระดาน

“ทูลรัชทายาท กระหม่อมยังมีรายงานลับสำคัญที่จะต้องกราบทูลให้ทรงทราบพ่ะย่ะค่ะ!” หลานชางไห่รีบเอ่ยโพล่งขึ้นมาด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

“ยามนี้กระหม่อมสืบพบเบาะแสสำคัญของคดีอาวุธหลวงที่สูญหายไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ! อีกทั้งยังสามารถจับกุมตัวหนอนบ่อนไส้ในค่ายทหารที่ลอบขนย้ายอาวุธไว้ได้แล้วด้วย!”

เรียวคิ้วขององค์รัชทายาทขมวดมุ่นเข้าหากันทันควัน

“ใครเป็นผู้บงการ?”

“ทูลรัชทายาท จากการสอบสวนพบว่า หนอนบ่อนไส้ผู้นั้นคือคนสนิทที่องค์หญิงเจาหนิงส่งเข้ามาแฝงตัวพ่ะย่ะค่ะ!” หลานชางไห่รีบสบโอกาสกราบทูลต่ออย่างรวดเร็ว

“นอกจากนี้ หลักฐานเส้นทางการเงินและอาวุธ ยังเชื่อมโยงตรงไปยังตำหนักขององค์ชายรองอีกด้วยพ่ะย่ะค่ะ! หากกระหม่อมคาดเดาไม่ผิด องค์หญิงเจาหนิงได้ลอบสมคบคิดกับองค์ชายรอง หมายจะใช้คดีอาวุธหายนี้เป็นชนวนเหตุในการโค่นล้มกระหม่อม และตัดแขนขาเพื่อสั่นคลอนตำแหน่งรัชทายาทของพระองค์อย่างแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ!”

เมื่อได้ยินชื่อขององค์ชายรองและองค์หญิงเจาหนิง เพลิงโทสะเรื่องมู่ชิงเหยาในพระทัยขององค์รัชทายาทก็พลันชะงักงันและสงบลงอย่างรวดเร็ว พระองค์ทรงหรี่สายพระเนตรลงครุ่นคิดด้วยความเคร่งเครียด

ในศึกการเมืองนี้ การแย่งชิงบัลลังก์มังกรและความมั่นคงของตำแหน่งรัชทายาทย่อมมีความสำคัญเหนือกว่าเรื่องคาวโลกีย์ของหนุ่มสาวนับร้อยเท่าพันทวี

หากองค์ชายรองสามารถดึงเอาอำนาจจวนราชครูและองค์หญิงเจาหนิงไปเป็นพวกได้จริง นั่นย่อมหมายถึงภัยคุกคามคอขาดบาดตายที่กำลังจ่อคอหอยของพระองค์อยู่ และอาจพลิกผันดุลอำนาจในวังหลวงให้ลุกเป็นไฟได้ในชั่วพริบตา

องค์รัชทายาททรงผ่อนลมหายใจออกช้าๆ แววพระเนตรแปรเปลี่ยนเป็นสุขุมและเฉียบขาด

“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าจะให้โอกาสเจ้าอีกครั้งหนึ่ง จงรีบนำกำลังไปสืบสวนและรวบรวมหลักฐานมัดตัวอีกฝ่ายโดยเร็วที่สุด!”

“ส่วนเรื่องอัปยศที่บุตรของเจ้าก่อขึ้นในวันนี้ ข้าจะเห็นแก่ความดีความชอบเก่าก่อนของเจ้า ยอมปล่อยผ่านไปสักครั้ง! แต่อย่าได้ริอ่านให้มีเรื่องบัดซบเช่นนี้เกิดขึ้นเป็นครั้งที่สอง ไม่เช่นนั้น ต่อให้เจ้าเอาหัวของคนทั้งตระกูลหลานมาแลก ก็อย่าได้หวังว่าจะได้รับความเมตตาจากข้าอีก!”

“ขอบพระทัยในพระมหากรุณาธิคุณพ่ะย่ะค่ะองค์รัชทายาท! กระหม่อมขอสาบานด้วยชีวิตว่าจะไม่ทำให้พระองค์ต้องผิดหวังเป็นอันขาด!”

หลานชางไห่ถอนลมหายใจยาวออกมาด้วยความโล่งอกประหนึ่งยกภูเขาออกจากอก เขารีบก้มศีรษะลงโขกกับพื้นพรมซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยความซาบซึ้งใจ ความตึงเครียดที่เคยกดทับลำคอพลันสลายไป เหลือเพียงความมุ่งมั่นที่จะคว้าโอกาสรอดนี้ไว้ให้มั่น

 

ครั้นเมื่อก้าวเท้าพ้นเขตตำหนักบูรพามาได้ หลานชางไห่ไม่ยอมเสียเวลาแม้แต่เค่อเดียว เขารีบนำป้ายคำสั่งปล่อยตัวขององค์รัชทายาทมุ่งตรงไปยังคุกหลวงประจำราชสำนักทันที บรรยากาศภายในคุกหลวงมืดสลัว อับชื้น และอบอวลไปด้วยกลิ่นอายแห่งความตายและเสียงโซ่ตรวนที่กระทบพื้นหินเย็นยะเยือก

เบื้องหลังกรงขังเหล็กหนาทึบ ร่างของหลานเฉินในสภาพกระเซอะกระเซิงกำลังนั่งกระวนกระวายใจอยู่บนกองฟาง ทันทีที่เห็นเงาร่างของผู้เป็นบิดาเดินตามผู้คุมเข้ามา ชายหนุ่มก็รีบโผเข้าเกาะลูกกรงเหล็ก ละล่ำละลักเอ่ยปากแก้ต่างด้วยความร้อนรน

“ท่านพ่อขอรับ! เรื่องนี้ข้าอธิบายได้นะขอรับ ทั้งหมดเป็นเรื่องเข้าใจผิด ข้าเพียงเข้าไปช่วยเหลือนางเท่านั้น ไม่ได้คิดจะล่วงเกินคุณหนูมู่เลยแม้แต่น้อยนะขอรับ!”

หลานชางไห่เพียงปรายสายตาอันคมกริบและเย็นเยียบมองดูบุตรชายคนโต นัยน์ตาแฝงไปด้วยเพลิงโทสะที่สะกดกลั้นไว้อย่างยากลำบาก เขาจำต้องข่มอารมณ์ท่ามกลางหูตาของเหล่าผู้คุมคุกหลวง ยกมือหนาขึ้นห้ามปรามคำพูดของบุตรชายไว้ทันควัน

“ข้ารู้เรื่องทั้งหมดแล้ว เจ้าหุบปากเสีย ไม่จำเป็นต้องพูดสิ่งใดที่นี่ มีอะไรจงเก็บเอาไว้ไปพูดกันที่จวน!”

เมื่อสบเข้ากับแววตาดุดันและบรรยากาศอันน่าสะพรึงกลัวของผู้เป็นบิดา หลานเฉินก็สะอึกไปทันที เขารับรู้ได้ทันทีว่าบิดากำลังโกรธจัดถึงขีดสุด จึงได้แต่ก้มหน้าพยักหน้ารับคำอย่างสงบเสงี่ยมโดยไม่กล้าเอ่ยปากโต้แย้งแม้แต่ครึ่งคำ

หลังจากผู้คุมไขกุญแจปลดปล่อยตัว หลานเฉินก็รีบก้าวเท้าตามแผ่นหลังอันตึงเครียดของหลานชางไห่ออกจากคุกหลวง แล้วก้าวขึ้นสู่รถม้าประจำตระกูลที่จอดรอท่าอยู่อย่างรวดเร็ว

ทันทีที่ม่านประตูรถม้าปิดสนิทลง ความเงียบงันอันน่าอึดอัดก็เข้าปกคลุมทั่วทั้งห้องโดยสาร ล้อรถม้าบดไปตามพื้นถนนหินอย่างเร่งรีบ ทว่าภายในกลับเย็นยะเยือกจนแทบหายใจไม่ออก หลานเฉินได้แต่นั่งก้มหน้าตัวลีบด้วยความหวาดหวั่น ไม่กล้าแม้แต่จะขยับกาย

ขณะที่หลานชางไห่กำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปน ขบกรามแน่นด้วยเพลิงโทสะที่พร้อมจะระเบิดออกมา เตรียมพร้อมที่จะกลับไปสะสางบัญชีแค้นและชำระความผิดของสองพี่น้องตัวดี ที่บังอาจชักศึกเข้าบ้านจนเกือบพาตระกูลหลานไปสู่แดนประหาร!

 

วังหลวง

ขณะเดียวกันนั้น ขบวนรถม้าของแม่ทัพมู่เฉิงแล่นเข้าสู่เขตพระราชฐานชั้นในอย่างเร่งด่วน ทันทีที่ฮ่องเต้ทรงได้ฟังรายงานจากหัวหน้าขันทีว่าแม่ทัพใหญ่ขอเข้าเฝ้าเป็นการด่วน พระองค์จึงมีรับสั่งให้เปิดประตูห้องทรงพระอักษรและนำตัวแม่ทัพมู่เข้ามาพบทันที

เบื้องหลังโต๊ะทรงงานไม้จันทน์หอม ฮ่องเต้ทรงเงยพระพักตร์ขึ้นจากกองฎีกาแล้วตรัสถามด้วยสุรเสียงทุ้มเรียบแฝงความสงสัย

“แม่ทัพมู่ เจ้าเร่งร้อนขอเข้าเฝ้าข้าเป็นการด่วนเช่นนี้ มีเรื่องคอขาดบาดตายอันใดเกิดขึ้นอย่างนั้นหรือ?”

แม่ทัพมู่ก้าวเท้าเข้าไปคุกเข่าลงเบื้องหน้าพระพักตร์ ทำความเคารพอย่างนอบน้อมและสง่างาม ก่อนจะประคองม้วนรายงานและหลักฐานลับที่ตนลอบสืบสวนและรวบรวมไว้อย่างเงียบเชียบ ส่งมอบให้แก่หัวหน้าขันทีเพื่อทูลเกล้าฯ ถวาย

“ทูลฝ่าบาท กระหม่อมมีเรื่องสำคัญต่อความมั่นคงของราชสำนักขอพระราชทานกราบทูลพ่ะย่ะค่ะ” แม่ทัพมู่กล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นและจริงจัง

“นี่คือหลักฐานทั้งหมดที่กระหม่อมรวบรวมมาได้เกี่ยวกับเบื้องหลังเหตุการณ์สัตว์ร้ายอาละวาดในลานล่าสัตว์ แม้ก่อนหน้านี้จะมีการตัดสินลงทัณฑ์คนร้ายไปแล้ว ทว่านั่นเป็นเพียงการจัดฉากสร้างแพะรับบาปขึ้นมาตบตาเบื้องบนเท่านั้นพ่ะย่ะค่ะ แท้จริงแล้ว ตัวการผู้วางแผนปล่อยสัตว์ร้ายหมายเอาชีวิตผู้คนคือหลานเฉิน บุตรชายของรองแม่ทัพหลานชางไห่”

แม่ทัพมู่สูดลมหายใจเข้าลึกก่อนจะกราบทูลต่ออย่างตรงไปตรงมา

“นอกจากนี้ เรื่องราวยังพัวพันไปถึงองค์หญิงเจาหนิงอีกด้วยพ่ะย่ะค่ะ ด้วยเหตุร้ายที่เกิดขึ้นเกือบเอาชีวิตบุตรชายของพระนาง องค์หญิงเจาหนิงจึงเกิดความแค้นเคืองและทรงร่วมมือกับองค์ชายรองในเงามืด จัดฉากเปิดโปงเรื่องอาวุธหลวงสูญหายเพื่อเอาคืนรองแม่ทัพหลานพ่ะย่ะค่ะ หลักฐานที่กระหม่อมถวายไปนั้น ล้วนมีทั้งบันทึก พยานบุคคล และเส้นทางการเงินยืนยันอย่างชัดเจน ขอพระองค์โปรดทรงพิจารณาด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ”