บทที่ 48 โอกาสสุดท้าย (2)
บทที่ 48 โอกาสสุดท้าย (2)
บทที่ 48 โอกาสสุดท้าย (2)
ฮ่องเต้ทรงค่อย ๆ คลี่ม้วนรายงานออกทอดพระเนตรทีละหน้าอย่างใจเย็น พระพักตร์ไม่ได้ฉายแววตื่นตระหนกหรือแปลกพระทัยเลยแม้แต่น้อย
ในฐานะองค์เหนือหัวผู้กุมแผ่นดิน มีหรือที่พระองค์จะไม่ทรงล่วงรู้ถึงคลื่นใต้น้ำและการขับเคี่ยวแย่งชิงบัลลังก์ระหว่างเหล่าองค์ชายและขั้วอำนาจในวังหลัง พระองค์เพียงทรงเลือกที่จะปิดพระเนตรข้างหนึ่งเพื่อเฝ้ามองดูความสามารถของแต่ละฝ่ายเท่านั้น
เพราะในวังหลวงอันโหดเหี้ยมแห่งนี้ มีเพียงผู้ที่แข็งแกร่ง เฉลียวฉลาด และไร้ความปรานีเท่านั้น จึงจะคู่ควรแก่การอยู่รอดและก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุด!
แม้พระองค์จะทรงแต่งตั้งองค์รัชทายาทขึ้นมาแล้ว ทว่าหากอีกฝ่ายกลับโง่เขลา ไร้ความสามารถในการควบคุมคนใต้บังคับบัญชา และไม่อาจปกป้องเก้าอี้ของตนเองจากคมดาบขององค์ชายคนอื่นได้ พระองค์ก็หาคิดจะยื่นพระหัตถ์เข้าไปช่วยเหลือไม่
ตราบใดที่มีผู้ที่เหมาะสมและคู่ควรยิ่งกว่า บัลลังก์มังกรนี้ก็พร้อมจะผลัดเปลี่ยนมือไปสู่ผู้ชนะเสมอ!
กลิ่นกำยานหอมในห้องทรงอักษรลอยอบอวลอย่างสงบนิ่ง ทว่าแฝงไว้ด้วยความหนาวเหน็บแห่งอำนาจอันไร้ความปรานี ฮ่องเต้ทรงพับม้วนรายงานเก็บลงช้า ๆ ก่อนจะทอดสายพระเนตรมองแม่ทัพมู่ด้วยแววตาเปี่ยมด้วยความไว้วางพระทัย
“แม่ทัพมู่ เรื่องราวทั้งหมดนี้ ข้ารับรู้แล้ว ขอบใจเจ้ามากที่คอยเป็นหูเป็นตาและซื่อสัตย์ต่อข้ามาโดยตลอด” ฮ่องเต้ตรัสด้วยน้ำเสียงผ่อนคลายและเป็นกันเอง
“ถึงอย่างไร ข้าก็ขอให้เจ้าคอยจับตาดูความเคลื่อนไหวต่อไปอย่างเงียบ ๆ หากมีเรื่องผิดปกติอันใดเกิดขึ้นอีกก็จงรีบมารายงานข้าได้ทุกเมื่อ ส่วนเรื่องความผิดของรองแม่ทัพหลานและบุตรชายนั้น ขอให้เจ้าจงวางใจเถิด ข้าจะเป็นผู้จัดการสะสางและให้ความเป็นธรรมเอง”
“กระหม่อมน้อมรับพระบัญชาพ่ะย่ะค่ะ”
แม่ทัพมู่ค้อมศีรษะลงรับคำสั่ง เมื่อกราบทูลความจริงจนหมดสิ้นแล้ว เขาจึงไม่ได้เอ่ยสิ่งใดให้มากความอีก ร่างสูงใหญ่ในชุดเกราะศึกย่อกายถวายบังคมลา แล้วก้าวเท้าถอยร่นออกจากห้องทรงพระอักษรไปอย่างเงียบเชียบ
จวนสกุลหลาน
เมื่อรถม้าของสกุลหลานมาถึงจวน ทั้งหลานชางไห่และหลานเฉินต่างก็ก้าวลงมาจากรถแล้วตรงไปยังห้องโถงด้วยสีหน้าเรียบเฉย ทว่าแฝงรังสีตึงเครียดจนบ่าวไพร่ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าสบตา
ภายในห้องโถงกว้าง หลานหลินที่เฝ้ารออยู่ด้วยความร้อนรนใจกำลังเดินกระสับกระส่ายไปมา ครั้นเห็นบิดาและพี่ชายก้าวพ้นธรณีประตูเข้ามาอย่างปลอดภัย นางก็รู้สึกโล่งใจขึ้นมาเล็กน้อย แต่ก็ยังคงมีความกังวลใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นอยู่ดี นางจึงรีบสาวเท้าเข้าไปหาบิดาแล้วเอ่ยถามทันที
“ท่านพ่อเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ?”
“ระยะนี้พวกเจ้าสองคนเก็บตัวอยู่แต่ในจวนไปก่อน ห้ามออกไปที่ใดจนกว่าเรื่องนี้จะเงียบลง”
หลานชางไห่กวาดสายตามองบุตรทั้งสองสลับกันด้วยความหนักใจ เพราะครั้งนี้เรื่องที่ทั้งสองคนก่อขึ้นใหญ่หลวงเกินกว่าที่ผ่านมามากนัก ที่สำคัญเรื่องนี้เกี่ยวพันไปถึงองค์รัชทายาทโดยตรง หากพระองค์ไม่พอพระทัยขึ้นมา นั่นย่อมหมายความว่าอำนาจที่อยู่ในมือของเขาอาจจะหลุดลอยและเปลี่ยนมือได้ทุกเมื่อ
ในเมื่อพระองค์สามารถตัดหางทอดทิ้งรองแม่ทัพสวีได้อย่างเลือดเย็น นับประสาอะไรกับตัวเขากัน
ยิ่งคิดหลานชางไห่ก็ยิ่งเครียดและถูกความกดดันถาโถมจนแทบหายใจไม่ออก
ด้านหลานเฉินที่ได้ยินบิดาเอ่ยเตือนเช่นนั้นก็ไม่กล้าเอ่ยปากขัด ทว่าเมื่อหันไปเห็นน้องสาวตัวดีที่ยังคงยืนเชิดหน้าทำตัวไม่รู้ร้อนรู้หนาว เสมือนตนเองไม่ได้ทำสิ่งใดผิด เพลิงโทสะที่สะกดกลั้นไว้ตั้งแต่ในคุกหลวงก็ระเบิดปะทุขึ้นมาทันที
เขาปรี่เข้าไปประชิดตัวหลานหลิน ก่อนจะเอ่ยโทษอีกฝ่ายอย่างเกรี้ยวกราด
“ทั้งหมดก็เป็นเพราะเจ้านั่นแหละ! หากไม่ใช่เพราะแผนการบ้า ๆ ของเจ้า พวกเราก็คงไม่ต้องมาเดือดร้อนกันถึงเพียงนี้ เพราะเจ้าคนเดียวที่ทำให้องค์รัชทายาทเข้าใจข้าผิดจนเกือบสั่งลงทัณฑ์ตัดหัวข้า หากไม่ได้ท่านพ่อไปช่วยกราบทูลขอชีวิต เจ้าไม่คิดบ้างหรือว่าป่านนี้พี่ชายของเจ้าจะลงเอยอย่างไร!”
“ท่านพี่ ท่านจะมาโทษข้าได้อย่างไรกัน!”
หลานหลินสวนกลับอย่างไม่ยอมแพ้ ดวงตาคู่งามวาวโรจน์ด้วยความขุ่นเคือง
“ไม่ใช่เพราะท่านหรอกหรือที่ขัดคำสั่งของท่านพ่อแล้วแอบลอบออกจากจวนไปเอง ถ้าหากไม่ใช่เพราะท่านเข้ามายุ่มย่าม ตอนนี้แผนการของข้าคงราบรื่นไปแล้ว และเรื่องราวก็คงไม่วุ่นวายจนบานปลายเพียงนี้! ท่านต่างหากที่แส่หาเรื่องไม่เข้าเรื่อง ใครใช้ให้ท่านเสนอหน้าเข้าไปช่วยนางกันเล่า ที่เรื่องเป็นแบบนี้ก็เพราะท่านทำตัวเองทั้งนั้น อย่าได้มาโยนความผิดให้ข้าหน่อยเลย!
หลานหลินขบกรามแน่น หากไม่ใช่เพราะหลานเฉินโผล่เข้ามาขัดจังหวะ มีหรือที่มู่ชิงเหยาจะรอดพ้นมลทินไปได้ ทำแผนการของนางพังทลายไม่เป็นท่ายังไม่พอ ยังจะกล้ามาชี้หน้าด่าทอนางอีก ในความเป็นจริง นางต่างหากที่สมควรเป็นฝ่ายโมโหและเคียดแค้นเขามากกว่า!
“เจ้ายังจะกล้าลอยหน้าลอยตาพูดเช่นนี้อีกหรือ!”
หลานเฉินตะคอกใส่น้องสาวอย่างเหลืออด เส้นเลือดที่ขมับปูดโปนด้วยความเดือดดาล
“หากข้าไม่เข้าไปช่วยคุณหนูมู่เอาไว้ เรื่องจะไม่ยิ่งเลวร้ายไปกว่านี้หรือ หากเกิดเรื่องอัปยศกับคุณหนูมู่ขึ้นมาจริง ๆ ในเขตอาราม เจ้าคิดหรือว่าองค์รัชทายาทจะยอมปล่อยเจ้าเอาไว้!”
หลานเฉินมองสตรีตรงหน้าด้วยความผิดหวังระคนชิงชัง นางคิดถึงแต่ความพึงพอใจของตนเองโดยไม่สนใจผลกระทบที่จะตามมาสักนิด หากไม่ติดว่าท่านพ่อคอยให้ท้ายและเข้าข้างนางมาตลอด เขาคงลงมือตบหน้าสั่งสอนนางให้ตื่นจากฝันกลางวันไปสักฉาดแล้ว
ทว่าหลานหลินหาได้สะทกสะท้านหรือรู้สึกสลดต่อคำตำหนิของพี่ชายไม่ ตรงกันข้ามนางกลับยิ่งเชิดคางขึ้นสูง แววตาฉายประกายเยาะหยัน
“หึ! ข้ารู้นะว่าในใจท่านคิดสิ่งใดอยู่! ท่านเพียงอยากจะกระโดดเข้าไปรับบทเป็นวีรบุรุษช่วยสาวงาม หวังจะให้มู่ชิงเหยาซาบซึ้งและยอมมอบใจให้ท่านสิท่า ถึงได้รีบกระเสือกกระสนควบม้าไปช่วยนางถึงเพียงนั้น! แล้วอีกอย่าง อย่าได้ยกองค์รัชทายาทมาแอบอ้างหน่อยเลย หากมู่ชิงเหยาต้องเปื้อนมลทินและกลายเป็นสตรีมีตำหนิไปแล้ว ท่านยังคิดอีกหรือว่าองค์รัชทายาทจะยังคงชายตามองนางอยู่อีก!”
หลานเฉินกำหมัดแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด ขบฟันกรอดด้วยความโกรธจนร่างสั่นสะท้าน เขาสาวเท้าก้าวประชิดตัวหลานหลินจนแทบจะชนแผงอก แววตาคมกริบจ้องเขม็งดั่งจะกินเลือดกินเนื้อ
“นี่เจ้าคิดไม่ได้เลยสินะ ทั้งโง่เขลา ไร้ปัญญา ทว่ายังริอ่านอวดฉลาดไม่เข้าเรื่อง!”
หลานเฉินด่าทอนางเสียงแข็ง เมื่อหลานหลินได้ยินดังนั้นก็เบิกตากว้างเตรียมจะอ้าปากตวาดเถียงกลับ ทว่ายังไม่ทันที่นางจะได้เปล่งเสียง ถ้อยคำทั้งหมดก็พลันสะดุดหยุดลงทันควัน เมื่อเสียงตวาดอันทรงอำนาจของผู้เป็นบิดาดังกึกก้องขึ้นมาขัดจังหวะ
“หยุดทะเลาะกันได้แล้ว!”
หลานชางไห่ตวาดใส่บุตรทั้งสองเสียงเข้มจัด ฝ่ามือหนาฟาดลงบนโต๊ะไม้เสียงดังสนั่น สีหน้าของเขาเคร่งเครียดและถมึงทึงจนน่าสะพรึงกลัว
บรรยากาศภายในห้องโถงพลันเย็นยะเยือกและหนักอึ้งลงในพริบตา ทำเอาทั้งหลานเฉินและหลานหลินต่างสะดุ้งสุดตัว รีบก้มหน้าหลบสายตาลงต่ำ ไม่กล้าเอ่ยปากส่งเสียงโต้เถียงกันต่อแม้แต่ครึ่งคำ
“พวกเจ้าหยุดเถียงกันได้แล้ว! เถียงกันไปมันจะมีอะไรดีขึ้นมาหรืออย่างไร!”
“หลินเออร์ เหตุใดเจ้าถึงทำเรื่องเช่นนี้ ที่ผ่านมาเจ้าฉลาดเฉลียวและรู้ความมาโดยตลอด เหตุใดครั้งนี้ถึงขลาดเขลาทำเรื่องสิ้นคิดเช่นนี้ลงไปได้!” หลานชางไห่ตวาดลั่น แววตาคมกริบจ้องเขม็งไปที่บุตรสาว
“เจ้าคิดว่าองค์รัชทายาทเพียงแค่ชื่นชอบในรูปโฉมของมู่ชิงเหยาเท่านั้นหรือ? ไม่เลย! สิ่งที่พระองค์สนพระทัยมากกว่าตัวมู่ชิงเหยาคืออำนาจทางการทหารของสกุลมู่ต่างหาก ต่อให้วันนี้มู่ชิงเหยาต้องแปดเปื้อนมลทินแล้วจะอย่างไร ในเมื่ออำนาจของสกุลมู่ก็ยังคงหนุนหลังนางอยู่ พระองค์ไม่มีทางปล่อยมือนางไปง่าย ๆ ด้วยเรื่องแค่นี้แน่ ตรงกันข้าม พระองค์จะยิ่งเอาอกเอาใจนางมากขึ้น แล้วหันคมดาบมาจัดการเจ้าแทนนาง ทีนี้เจ้าเข้าใจหรือยังว่าสิ่งที่ตนทำนั้นโง่เขลาเพียงใด!”