บทที่11 เงาห้องเก็บศพ
บทที่11 เงาห้องเก็บศพ
“แม่มีเงินเก็บก้อนหนึ่ง ไม่ได้เอาไปฝากธนาคาร แต่ซ่อนไว้ที่...เงินก้อนนี้พวกลูกแบ่งกันคนละครึ่งนะ แล้วก็ช่วงนี้แม่เพิ่งได้รู้จักกับอาจารย์ผู้มีวิชาคนหนึ่ง เธอเป็นคนช่วยให้แม่มาเข้าฝันพวกลูกนี่แหละ”
“พรุ่งนี้เสี่ยวจือช่วยนำค่าตอบแทนไปให้เธอหน่อยนะ แล้วเอาอาหารเช้าติดมือไปให้ที่บ้านด้วย ต้องไปส่งแต่เช้าเลย บ้านของเธออยู่ที่...เธอดูแลแม่ดีมาก เมื่อวานตอนแม่ตายยังหิวจนแทบหมดแรง ก็ได้เธอนี่แหละช่วยให้แม่ได้กินอาหารจนอิ่มท้อง”
เถียนกุ้ยจวี๋คิดเอาเองว่าวันนี้หนูเจียงคงไม่มีรายได้เข้ามาอีกแล้ว ต่อให้มีวิญญาณหัวโล้นคอยช่วยงาน พรุ่งนี้เช้าสองพ่อลูกก็มีโอกาสสูงที่จะต้องทนหิว เธอจึงกำชับให้ลูกสาวนำอาหารเช้าไปส่งให้ด้วย
เมื่อได้ยินคำพูดเหล่านี้ สองพี่น้องเถียนจงฮวากับเถียนอิ่งจือก็รู้สึกละอายใจอยู่บ้าง ทั้งคู่จึงรีบพยักหน้ารับคำสั่งเสียของผู้เป็นแม่อย่างว่าง่าย
“วันหน้าหากพวกลูกคิดถึงแม่และอยากพบหน้าแม่อีก ก็ลองไปขอให้เธอช่วยได้นะ”
เถียนอิ่งจือกับเถียนจงฮวาเงยหน้าขึ้นพร้อมกัน สีหน้าของทั้งคู่เต็มไปด้วยความตกตะลึง “เรื่องแบบนี้เป็นไปได้ด้วยหรือครับ? เหลือเชื่อเกินไปแล้ว!”
เถียนกุ้ยจวี๋พยักหน้า “อย่าตระหนี่นักล่ะ ให้ข้าวสารหรือเงินเธอมากหน่อย อย่างน้อยก็ช่วยให้เธอได้กินอิ่ม เด็กคนนี้เก่งกาจมาก เพียงแต่ตอนนี้กำลังตกยากเท่านั้นเอง”
หลังจากพร่ำสั่งเสียเรื่องเล็กเรื่องน้อยอยู่อีกพักใหญ่ ในที่สุดเถียนกุ้ยจวี๋ก็รู้สึกว่าไม่มีสิ่งใดต้องห่วงอีก ประกอบกับเวลาล่วงเลยมานานพอสมควร เธอกลัวว่าเจียงหลานจะรอจนหมดความอดทน จึงเอ่ยลาลูกชายกับลูกสาว ก่อนรีบฉีกยันต์ในมือทิ้ง
พริบตาต่อมา ร่างโปร่งแสงของเธอก็กลับมายืนอยู่ตรงหน้าเจียงหลาน
“คุยเสร็จแล้วหรือคะ?”
เถียนกุ้ยจวี๋พยักหน้า “พรุ่งนี้ลูกสาวยายจะนำเงินมาให้นะ”
“ขอบคุณมากค่ะ คุณยายเถียน”
“คุณยายอยากเดินทางไปปรโลกเมื่อไรคะ?” เจียงหลานเอ่ยถาม
“ยายยังอยู่บนโลกมนุษย์ต่อได้อีกกี่วัน”
สีหน้าของเจียงหลานยังคงเรียบเฉย “สี่สิบเก้าวันค่ะ แต่ฉันขอแนะนำว่า อย่างช้าที่สุดไม่ควรอยู่นานเกินเจ็ดวัน”
แม้จะสามารถอยู่ได้ถึงสี่สิบเก้าวัน แต่หากไม่มีเหตุจำเป็นก็ควรหลีกเลี่ยงการอยู่บนโลกมนุษย์นานเกินไป ยิ่งเตร็ดเตร่อยู่ในโลกนี้นานเท่าไร ความอาลัยอาวรณ์ก็ยิ่งเพิ่มพูน หากเกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้นมา ก็อาจกลายเป็นวิญญาณเร่ร่อนไร้ที่ไปได้โดยง่าย
ความจริงแล้ว เมื่อคนเราสิ้นอายุขัย การส่งดวงวิญญาณไปยังปรโลกโดยเร็วที่สุดย่อมเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด ยิ่งลงไปเร็ว ก็ยิ่งได้รับการจัดสรรเรื่องต่างๆ เร็ว ระหว่างทางยังมีผู้คุมวิญญาณคอยคุ้มกันอีกด้วย หากล่วงเลยสี่สิบเก้าวันไปแล้ว จะยังมีเจ้าหน้าที่จากปรโลกมารับหรือไม่ก็ไม่มีผู้ใดรับรองได้
แม้แต่ของเซ่นไหว้ที่ลูกหลานเผาส่งให้ ก็อาจถูกวิญญาณเร่ร่อนระหว่างทางดักชิงไปเสียก่อน ส่วนเมื่อไปถึงปรโลกแล้ว ก็ยังรับของที่ลูกหลานส่งไปให้ได้เช่นเดิม
ในเมื่อรับค่าตอบแทนจากหญิงชรามาแล้ว เจียงหลานก็หวังให้อีกฝ่ายเดินทางไปสู่สุคติอย่างราบรื่น ไร้อุปสรรค
ค่ายกลรวบรวมหยิน แสงทองแห่งกุศลผลบุญ
“หนูเจียง ยายขอรอถึงคืนพรุ่งนี้แล้วค่อยไปได้ไหม?” เถียนกุ้ยจวี๋มีความคิดของตัวเอง “ยายอยากเห็นให้แน่ใจก่อนว่าลูกสาวนำเงินมาให้หนูจริงๆ ถ้าหล่อนไม่ยอมนำมา ยายจะได้ไปทวงถามอีกครั้ง”
ลึกลงไปแล้ว เถียนกุ้ยจวี๋เพียงอยากเห็นหน้าลูกสาวอีกสักครั้ง เธอมองเจียงหลานด้วยสายตาประหม่าและคาดหวัง
เจียงหลานรู้ดีว่าลูกสาวของยายเถียนต้องมาแน่นอน แต่เธอไม่ได้ปฏิเสธคำขอ จึงพยักหน้าตอบตกลง
“ถ้าอย่างนั้น พวกเรากลับกันก่อนเถอะค่ะ” หัวใจของเจียงหลานเต้นเร็วขึ้นเล็กน้อย ลางสังหรณ์บอกว่ากำลังจะมีเรื่องบางอย่างเกิดขึ้น เธอจึงตัดสินใจรีบเดินทางกลับ ขอเพียงออกจากเขตตำบลไปได้ ก็น่าจะไม่มีปัญหาอะไรแล้ว
วิญญาณทั้งสองต่างไม่มีข้อโต้แย้ง
เจียงหลานเดินนำทั้งคู่กลับไปตามเส้นทางเดิม ทว่ายังไม่ทันพ้นเขตตำบล เสียงของผีหัวโล้นก็ดังขึ้นอย่างตื่นตระหนก
“ท่านอาจารย์ครับ!”
เจียงหลานสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนหันไปมองร่างโปร่งแสงด้วยความสงสัย “มีอะไรคะ?”
เมื่อถามจบ เธอจึงเพิ่งสังเกตเห็นว่า ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไรเถียนกุ้ยจวี๋เดินแยกไปตามถนนอีกสายตรงสามแยก
เจียงหลานร้องเรียก “คุณยาย” ครั้งหนึ่ง ทว่ากลับไม่มีเสียงตอบรับ
วิญญาณหัวโล้นชี้ไปทางนั้น “ท่านอาจารย์ดูยายเถียนสิครับ เดินไปทางนั้นทำไม?”
เจียงหลานเอ่ยทันที “ตามไปดูกันค่ะ!”
เธอเร่งฝีเท้าไปขวางทางเถียนกุ้ยจวี๋ ก่อนกดไหล่ของอีกฝ่ายเอาไว้ “ยายเถียน จะไปไหนคะ?”
แม้ถูกกดตัวไว้ หญิงชราก็ยังพยายามดิ้นรน เจียงหลานขมวดคิ้วแน่น จับอีกฝ่ายให้หันกลับมา เมื่อมองใบหน้าของเธอชัดๆ ก็พบว่าเถียนกุ้ยจวี๋เหม่อลอย แม้ดวงตาจะยังเคลื่อนไหว แต่กลับกลอกไปมาอย่างแข็งทื่อ ราวกับเครื่องจักร
เจียงหลานลงมือทันทีตามความคิด เธอยกฝ่ามือขึ้นปิดดวงตาของยายเถียนเอาไว้อย่างรวดเร็ว
สภาพของหญิงชราในเวลานี้ เห็นได้ชัดว่ากำลังถูกใครบางคนใช้วิชาควบคุมวิญญาณ เพื่อไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามรู้ตัว เธอจะปล่อยให้อีกฝ่ายมองเห็นตนผ่านดวงตาของยายเถียนไม่ได้เด็ดขาด
เจียงหลานร่ายคาถาพรางตาลงบนดวงตาของหญิงชรา จากนั้นจึงค่อยปล่อยมือ
ทันทีที่ฝ่ามือของเธอขยับออก เถียนกุ้ยจวี๋ก็เริ่มเคลื่อนไหวอีกครั้ง เธอหมุนตัวกลับ ก่อนก้าวไปยังทิศทางเดิมอย่างไม่หยุดยั้ง
เจียงหลานวิ่งเหยาะๆ ตามไปติดๆ ระหว่างทางก็ล้วงกระดาษยันต์สีเหลืองกับปากกาออกมา ตวัดเขียนอักขระเพียงไม่กี่ครั้งก็ได้ยันต์หนึ่งแผ่น แล้วแปะลงบนร่างของผีหัวโล้นทันที
เมื่อเห็นร่างโปร่งแสงของอีกฝ่ายค่อยๆ เลือนหายไป เจียงหลานก็กำชับเสียงเข้ม “เดี๋ยวถ้าเกิดอะไรขึ้น คุณห้ามส่งเสียงเด็ดขาด ตามฉันมาให้ติด แล้วคอยดูสถานการณ์ก่อนค่ะ”
“ท่านอาจารย์วางใจได้เลยครับ!” ชายหัวโล้นไม่ได้ซักถามว่าเกิดอะไรขึ้น เมื่อเห็นสีหน้าเคร่งเครียดของเจียงหลาน เขาก็รีบพยักหน้ารับอย่างระมัดระวัง
เจียงหลานใช้วิชาพรางกาย แล้วเดินตามหลังเถียนกุ้ยจวี๋ไปอย่างเงียบเชียบ มองดูหญิงชราเดินลัดเลาะผ่านถนนหลายสาย กระทั่งมาหยุดอยู่หน้าประตูโรงพยาบาลประจำตำบลหยาซาน
เมื่อวานเถียนกุ้ยจวี๋เพิ่งออกมาจากห้องเก็บศพของโรงพยาบาลแห่งนี้ อีกทั้งก่อนหน้านี้เถียนกุ้ยจวี๋ก็ไม่เคยเอ่ยว่าจะกลับมาที่นี่แม้แต่คำเดียว
กลับมาทำอะไรที่นี่? เจียงหลานขมวดคิ้ว ก่อนยกนิ้วขึ้นจับยามคำนวณ ผลลัพธ์ที่ได้คือมหาอัปมงคล ดวงตาของเธอพลันเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย
เจียงหลานเดินตามเถียนกุ้ยจวี๋ตรงไปยังห้องเก็บศพของโรงพยาบาล
ยิ่งเข้าใกล้บริเวณนั้นมากเท่าไร เจียงหลานก็ยิ่งสัมผัสได้ถึงความเย็นยะเยือกภายในทางเดิน ทั้งยังมีลมหยินพัดผ่านมาเป็นระลอก แม้ห้องเก็บศพจะเต็มไปด้วยร่างผู้เสียชีวิตจนมีพลังหยินหนาแน่นเป็นทุนเดิม แต่ก็ไม่ควรเกิดกระแสลมเย็นรุนแรงเช่นนี้ ที่ใดมีลมหยินผิดปกติ ที่นั่นย่อมมีสิ่งอัปมงคลกำลังก่อความวุ่นวาย
เจียงหลานจำได้อย่างแม่นยำว่า ตอนมาที่ห้องเก็บศพเมื่อวาน ยังไม่มีกระแสลมหยินรุนแรงเช่นนี้
โรงพยาบาล...ห้องเก็บศพ...ร่างผู้เสียชีวิต...ดวงวิญญาณ...ลมหยิน
คำเหล่านี้ผุดขึ้นในความคิดทีละคำ สีหน้าของเจียงหลานยิ่งทวีความเคร่งเครียด
เธอรู้แล้วว่าสิ่งนี้คืออะไร
ค่ายกลรวบรวมหยิน...มีคนลอบวางค่ายกลรวบรวมพลังหยินเอาไว้ในห้องเก็บศพของโรงพยาบาล!
ความจริงแล้ว โรงพยาบาลเป็นสถานที่ที่เหมาะกับการวางค่ายกลรวบรวมหยินมากที่สุดแห่งหนึ่ง ตัวอาคารเปรียบเสมือนค่ายกลแปดทิศที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ มีความตายย่อมมีการกำเนิด มีหยินย่อมมีหยาง มีการดับสูญย่อมมีชีวิตใหม่ ทุกสิ่งหมุนเวียนไปตามกฎของธรรมชาติ
ทว่าสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นด้วยฝีมือมนุษย์ กลับแตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง ไม่รู้ว่าใครจิตใจชั่วร้ายถึงเพียงนี้ จึงกล้าลอบวางค่ายกลรวบรวมหยินไว้ในโรงพยาบาล หากปล่อยให้ค่ายกลสมบูรณ์ ไม่เพียงผู้ป่วยภายในโรงพยาบาลจะล้มตายเป็นจำนวนมาก แต่ยังดึงดูดวิญญาณเร่ร่อนจากบริเวณโดยรอบให้มารวมตัวกันที่นี่ ถึงเวลานั้น โรงพยาบาลแห่งนี้ก็คงไม่ต่างจากขุมนรกบนดิน
การรวบรวมพลังหยินเพื่อหล่อเลี้ยงธาตุหยิน ย่อมก่อให้เกิดสภาพแวดล้อมที่เหมาะกับการเพาะเลี้ยงผีร้ายและวิญญาณอาฆาตมากที่สุด
เหล่าดวงวิญญาณในห้องเก็บศพไม่ได้รั้งอยู่เพราะผู้คุมวิญญาณยังไม่มารับตัวอย่างที่เจียงหลานเข้าใจในตอนแรก แต่ทุกตนถูกค่ายกลรวบรวมหยินกักขังเอาไว้ต่างหาก พวกเขาคืออาหารชั้นดีที่ใช้หล่อเลี้ยงค่ายกลแห่งนี้
การวางค่ายกลรวบรวมหยินขนาดใหญ่เช่นนี้ ย่อมต้องมีวิชาพรางตาที่แยบยลคอยปิดบังจากสายตาผู้อื่น ไม่แน่ว่า... แม้แต่ผู้คุมวิญญาณจากปรโลกก็อาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่า มีดวงวิญญาณจำนวนมากถูกกักขังอยู่ที่นี่!
ฝากกดติดตามเพจด้วยน้า
https://www.facebook.com/olivenovelfanpage/
จากงานเข้าฝันธรรมดา กลายเป็นเปิดปมใหญ่ของโรงพยาบาลหยาซานแล้วค่ะ
คุณยายเถียนถูกชักนำกลับไปห้องเก็บศพแบบน่าขนลุกมาก
เจียงหลานคำนวณได้ “มหาอัปมงคล” ขนาดนี้ แปลว่าคืนนี้ไม่ใช่งานเล็กแน่ๆ
ค่ายกลรวบรวมหยินมาแล้ว งานปราบของจริงกำลังเริ่มค่ะ!