บทที่13 แสงทองปริศนา
บทที่13 แสงทองปริศนา

https://novel.dek-d.com/ebook/46740/
“หืม?” เจียงหลานเงยหน้าขึ้น จ้องมองวิญญาณหัวโล้น “ว่ามาสิคะ”
“ทั่วทั้งร่างของเขามีแสงสีทองอร่ามแผ่ออกมา รู้สึกได้เลยว่าเขาต้องเก่งกาจมากแน่ๆ แต่เขาโผล่มาเพียงครู่เดียว แล้วก็หายวับไปเลยครับ”
สีหน้าของเจียงหลานพลันเคร่งเครียดขึ้นทันที เธอลุกพรวดขึ้น “คงไม่ใช่คนที่วางค่ายกลหรอกนะ? แล้วทำไมคุณไม่รีบบอกตั้งแต่แรกคะ เขาเห็นคุณหรือเปล่า?!”
“ก็ท่านอาจารย์สั่งไม่ให้ผมส่งเสียงนี่ครับ” ส่วนเรื่องที่ว่าอีกฝ่ายมองเห็นตนหรือไม่นั้น วิญญาณหัวโล้นก็ส่ายหน้า “แต่ไม่น่าจะใช่คนที่วางค่ายกลหรอกมั้งครับ ผมดูแล้วเขาไม่ได้มีเจตนาร้ายกับผม แถมยังรู้สึกว่าเขาดูเป็นมิตรมากๆ ด้วย”
“เป็นมิตรอะไรกันคะ! แสงสีทองบนร่างของเขาคือแสงทองแห่งบุญกุศล คุณรู้สึกว่าเขาเป็นมิตร ก็เพราะแสงทองนั่น! ไม่ใช่แค่ดวงวิญญาณอย่างคุณที่ชอบหรอกนะ ฉันเองก็ชอบเหมือนกัน” เจียงหลานอดไม่ได้ที่จะกลอกตา
“แล้วมันมีประโยชน์อะไรหรือครับ?” วิญญาณหัวโล้นอดถามไม่ได้
“ไปจับไก่มาให้ฉันเดี๋ยวนี้เลยค่ะ!” เจียงหลานเองก็หมดความอดทนแล้วเช่นกัน เธอสะบัดมือไล่อีกฝ่ายออกไป “พรุ่งนี้เช้าถ้าฉันไม่มีอาหารเช้ากิน คุณโดนดีแน่”
ร่างโปร่งแสงสะดุ้งโหยงจนตัวสั่น ก่อนถอนหายใจเฮือกใหญ่ แล้วกระโดดหย็องแหย็งหายเข้าไปในป่า เจียงหลานมองเขากลืนหายไปในความมืดของยามราตรี ก่อนรีบหันไปจัดการธุระของตนเองบ้าง เธอต้องวาดยันต์ อย่างน้อยก็ต้องมีวิชาป้องกันตัวติดมือไว้ก่อน!
อาจเป็นเพราะคืนนี้เพิ่งผ่านศึกใหญ่มา เจียงหลานจึงรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ค่อยดีนัก ก่อนลงมือวาดยันต์ เธอจึงร่ายคาถาพรางตัวให้ตนเองเสียก่อน
คิดไปคิดมา เธอก็วิ่งออกไปที่ลานบ้าน จัดการกางค่ายกลพรางตาครอบอารามเต๋าไว้อีกชั้น ทั้งยังเสริมค่ายกลป้องกันเข้าไปด้วย กว่าวิญญาณหัวโล้นจะกลับมาก็คงเป็นตอนเช้า เวลานี้ในอารามเต๋ามีเพียงเธอกับผู้เป็นพ่อสองคนเท่านั้น หากมีคนนอกมองเข้ามา ก็จะเห็นเพียงอารามเต๋าร้างทรุดโทรมไร้ผู้อยู่อาศัย หลังคาผุพังจนแทบไม่มีกระเบื้องให้บังแดดบังฝนแม้แต่แผ่นเดียว
เมื่อกางค่ายกลเสร็จ เจียงหลานก็ตบมือปัดฝุ่นเบาๆ แล้วกลับเข้าไปวาดยันต์ต่อ
………………………
อีกด้านหนึ่ง ณ ห้องเก็บศพ โรงพยาบาลตำบลหยาซาน
ชายผู้พบความผิดปกติไม่สนใจอาการบาดเจ็บภายใน รีบรุดมาที่ห้องเก็บศพทันที ทว่าก็ยังช้าไปหนึ่งก้าวอยู่ดี
ชายคนนั้นหยิบเมล็ดท้อบนพื้นขึ้นมา ออกแรงบีบเพียงเล็กน้อย เมล็ดท้อในมือก็แหลกละเอียดกลายเป็นผุยผงในพริบตา
เมื่อมองดูห้องเก็บศพที่เงียบสงัด ดวงวิญญาณนับร้อยล้วนหายไปจนหมดสิ้น! พอนึกขึ้นได้ว่าตนไม่เพียงสูญเสียดวงจิตหยินบริสุทธิ์ไปนับสิบ แต่แผนการที่อุตส่าห์เตรียมไว้อย่างยากลำบากกลับพังพินาศลงในชั่วข้ามคืน ใบหน้าของเขาก็โกรธเกรี้ยวจนเขียวคล้ำ
“เป็นแกอีกแล้วที่มาขัดขวางแผนการของฉัน!”
ยิ่งมองก็ยิ่งแค้นใจ คล้ายพบร่องรอยบางอย่าง ชายคนนั้นโกรธจัดจนสีหน้าบิดเบี้ยว เขาจับยามสามตาคำนวณอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพุ่งออกไปตามทิศทางหนึ่งทันที
เจียงหลานยังไม่รู้ตัวเลยว่ามีคนรับเคราะห์แทนตนไปแล้ว กว่าเธอจะวาดยันต์เสร็จก็ผ่านไปถึงสองชั่วโมง ง่วงซึมจนแทบยืนไม่อยู่ เธอคิดว่าเวลาผ่านไปตั้งสองชั่วโมง หากศัตรูจะมาก็คงมาตั้งนานแล้ว จึงล้มตัวลงนอนอย่างสบายใจ
รุ่งเช้า เธอถูกปลุกให้ตื่นด้วยเสียงตะโกนโวยวายราวกับหมาป่าหอนของผู้เป็นพ่อ
“บ้าจริง! เกิดอะไรขึ้นเนี่ย อารามเต๋าของฉันทำไมกลายเป็นสภาพนี้ไปได้? ฝีมือใครกัน?! ฉันเพิ่งไม่อยู่แค่คืนเดียวเองนะ เกิดอะไรขึ้นกันแน่ ใครเป็นคนทำ กล้าบุกรุกทำลายบ้านคนอื่น ขอให้ชาตินี้ไม่มีวันร่ำรวย!”
เช้าตรู่ เมื่อเจียงผิงกลับมาถึง ก็เห็นตำแหน่งที่เคยเป็นอารามเต๋า กลายเป็นเพียงซากปรักหักพัง ทั้งตกใจทั้งโมโห ใครกันที่ฉวยโอกาสตอนเขาไม่อยู่เมื่อคืนมาแอบปล้นบ้าน?
วินาทีต่อมาก็ฉุกคิดขึ้นได้ หรือว่าเจียงหลานไปล่วงเกินใครเข้า? เขาเริ่มร้อนใจ รีบตะโกนเรียกสุดเสียง
“ลูก?! ลูกอยู่ไหน?!”
เจียงหลานได้ยินเสียงตะโกนเรียกของเขา ก็จำใจลุกจากเตียง แล้วจัดการคลายค่ายกลออก
ภาพเบื้องหน้าพลันแปรเปลี่ยนกลับเป็นสภาพเดิมในพริบตา เจียงผิงกะพริบตาปริบๆ อย่างงุนงง ท่ามกลางความตกตะลึง เขาก็ลอบถอนหายใจอย่างโล่งอก
“ที่แท้ลูกก็กางค่ายกลไว้ในอารามเต๋านี่เอง ทำไมไม่รีบบอกพ่อก่อนเล่า แต่ทำไมจู่ๆ ถึงมากางค่ายกลไว้ที่ลานบ้าน เมื่อคืนเกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือ?” ถึงเจียงผิงจะแก่แล้ว แต่สมองยังแล่นเร็วมาก
เจียงหลานเองก็มีเรื่องอยากถามเขาเหมือนกัน เธอมองสภาพเสื้อผ้าของอีกฝ่ายที่เปียกชุ่มไปด้วยน้ำค้าง “เมื่อคืนพ่อไม่ได้อยู่ที่อารามเต๋าหรือคะ เพิ่งกลับมาตอนเช้า? แล้วซื้ออาหารเช้ากลับมาด้วยหรือเปล่าคะ”
“ซื้อมา” เจียงผิงล้วงซาลาเปาออกมาสองลูก แบ่งกันคนละลูก “เอ้า มีกินก็นับว่าดีแล้ว อย่าเรื่องมาก”
“ใครให้มาคะ?” เจียงหลานไม่ได้รังเกียจอยู่แล้ว จะไม่มีกินอยู่แล้ว ยังจะเลือกมากอะไรได้อีก
“เมื่อคืนบังเอิญเจอเพื่อนเก่า เลยไปดื่มเหล้าคุยเรื่องสัพเพเหระกันนิดหน่อย เขาเองก็ไม่มีเงินหรอก ไม่อย่างนั้นพ่อคงยืมมาสักหน่อยแล้ว” เจียงผิงถอนหายใจอย่างเสียดาย “แต่ลูกศิษย์ของเขารวยนะ เสียดายตอนที่เจอกัน ลูกศิษย์ไม่อยู่ด้วย ลูกเอ๊ย...เมื่อไรลูกจะรวยสักที พ่อจะได้พลอยสบายไปด้วย”
“ใกล้แล้วละค่ะ” เจียงหลานตอบส่งๆ “ว่าแต่เมื่อก่อนไม่เคยได้ยินพ่อพูดถึงเพื่อนเก่าคนนี้เลย เมื่อวานเขาแค่บังเอิญผ่านมาตำบลหยาซานหรือคะ?”
แววตาของเจียงผิงวูบไหว “ใช่แล้วละ ศิษย์พี่ของพ่อเอง เขาเก็บตัวฝึกวิชามาตลอด เพิ่งเริ่มออกมาเคลื่อนไหวหลังรับลูกศิษย์ เมื่อวานผ่านมาทางตำบลหยาซาน ก็เลยส่งจดหมายมาบอกพ่อว่าอยากเจอหน้ากันสักหน่อย”
“พ่อมีสำนักกับเขาด้วยหรือคะ?!” เจียงหลานทำหน้าไม่อยากเชื่อ
เจียงผิงรู้สึกได้ทันทีว่าเด็กคนนี้กำลังเคลือบแคลงใจในตัวเขาอยู่ “ทำไม ลูกไม่เชื่อหรือ?”
เจียงหลานพยักหน้า “ก็ดูจากท่าทางของพ่อแล้ว ไม่เหมือนคนที่มีสำนักมีอาจารย์เท่าไรนี่คะ ออกจะเหมือนพวกครูพักลักจำวิชางูๆ ปลาๆ มากกว่า”
“พ่อเพิ่งเข้าสำนักได้ไม่นาน เรียนไปได้เพียงเล็กน้อย สำนักก็เกิดเรื่องจนต้องปิดตัวเสียก่อน”
เจียงหลานพยักหน้าหงึกหงัก ฟังอย่างออกรส
พอถูกรื้อฟื้นอดีต เจียงผิงก็หน้าแดงหูแดงด้วยความกระดากอาย ไม่ค่อยอยากพูดถึงเรื่องนี้นัก “ลูกก็จริงๆ เลย ตัวเองก็ดูโหงวเฮ้งทำนายชะตาเป็นแท้ๆ ยังจะดึงดันถามอยู่นั่นแหละ”
เจียงหลานไหวไหล่ “ตกลงว่าพ่ออยู่สำนักไหนกันแน่คะ? แล้วฉันก็มาจากสำนักเดียวกับพ่อด้วยหรือเปล่า ฉันเป็นใคร? ทำไมพ่อถึงพาฉันมาอยู่ที่หมู่บ้านเล็กๆ บนเขาแบบนี้” เธออยากรู้จริงๆ ว่าเจ้าของร่างเดิมเป็นใครกันแน่
เจียงผิงชี้หน้าเธอด้วยความโมโหปนกระวนกระวาย “ที่แท้ก็ขุดหลุมพรางรอพ่ออยู่ตรงนี้นี่เอง!”
เมื่อเขาไม่ยอมปริปาก เจียงหลานก็ไม่ได้เซ้าซี้ต่อ
พอไปดูผลงานทั้งคืนของวิญญาณหัวโล้น ผลปรากฏว่าเขาก็ยังหาไก่มาไม่ได้อยู่ดี สิ่งที่เอากลับมาได้ยังคงเป็นผลไม้อีกตามเคย คราวนี้ได้ลูกสาลี่มาเพียงสองลูก
“...” ผลงานนับวันยิ่งแย่ลงเรื่อยๆ เจียงหลานโมโหจนแทบกระอักเลือด
ร่างโปร่งแสงหนีไปหลบอยู่มุมอารามเต๋า ไม่กล้าสู้หน้าเธอ
เจียงหลานเบ้ปาก กินซาลาเปาหนึ่งลูกกับสาลี่อีกหนึ่งลูก ก็น่าจะพอนับเป็นอาหารเช้าได้อยู่กระมัง ระหว่างที่กำลังกินอยู่นั้น ชายหญิงแปลกหน้าคู่หนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้นที่หน้าประตูอาราม ฝ่ายหญิงนั้นเคยพบกันผ่านๆ มาก่อน ทันทีที่เจียงหลานเห็นหน้า เธอก็รู้ได้ทันทีว่าหล่อนคือใคร
“ขอโทษนะคะ ไม่ทราบว่าสหายเจียงหลานพักอยู่ที่นี่หรือเปล่าคะ?”
เจียงหลานวางสาลี่ที่เพิ่งกินไปได้ครึ่งลูกลง แล้วลุกขึ้นยืน “ฉันเองค่ะ คุณคือลูกสาวของคุณยายเถียนใช่ไหมคะ?”
เถียนอิ่งจือพยักหน้าอย่างลังเล หล่อนกวาดสายตามองไปรอบอารามเต๋าด้วยสีหน้าแปลกใจ ก่อนเอ่ยถึงจุดประสงค์ที่ตนกับสามีเดินทางมาที่นี่ “เมื่อคืนแม่มาเข้าฝันฉัน บอกให้ฉัน...” หล่อนปรายตามองเจียงหลานแวบหนึ่ง แล้วชูอาหารเช้าในมือขึ้น “นำเงินมาให้คุณ แล้วก็กำชับให้เอาอาหารเช้ามาส่งให้ด้วย”
ปมใหม่มาอีกแล้วค่ะ แสงทองแห่งบุญกุศลโผล่มาแวบเดียว
แต่ทำเอาเจียงหลานระวังตัวหนักจนต้องกางค่ายกลทั้งอาราม
ส่วนคุณหัวโล้นก็ยังจับไก่ไม่ได้เหมือนเดิม ได้แต่ผลไม้กลับมาแทน
แต่โชคดีที่ลูกสาวคุณยายเถียนมาถึงพร้อมค่าตอบแทนและอาหารเช้าแล้วค่ะ ????