บทที่4 เมื่อตาเฒ่าอยากลองของ
บทที่4 เมื่อตาเฒ่าอยากลองของ
“นี่มัน... ยันต์อะไรน่ะ?”
กว่าเจียงผิงจะหาเสียงตัวเองเจอก็ผ่านไปครู่ใหญ่ เขาเดินเข้าไปดูใกล้ๆ แต่ก็ยังมองไม่ออกว่าเป็นยันต์อะไร รู้สึกแค่ว่าคุ้นตาอยู่บ้าง ทว่ากลับนึกชื่อไม่ออก
“ยันต์เรียกเคราะห์ค่ะ”
เจียงผิงเบิกตากว้างขึ้นอีก ตกตะลึงกับสิ่งที่ได้ยิน... ยันต์เรียกเคราะห์รึ?!
“เอายันต์คุ้มภัยมาแก้เป็นยันต์เรียกเคราะห์เนี่ยนะ?” เป็นครั้งแรกที่เขาได้ยินแนวคิดนี้ ยันต์เรียกเคราะห์เขาก็วาดเป็น เพียงแต่ไม่ค่อยวาด เพราะมันขายไม่ออก นึกไม่ถึงเลยว่า...ยันต์มันแก้กันได้ด้วย แค่แก้ผังยันต์คุ้มภัย ก็กลายเป็นยันต์เรียกเคราะห์แล้ว วิธีคิดแบบนี้ทำไมเมื่อก่อนเขาถึงนึกไม่ถึงนะ
แววตาของเจียงผิงเปี่ยมไปด้วยความประหลาดใจระคนยินดี เขาหยิบยันต์เรียกเคราะห์ขึ้นมาพินิจพิเคราะห์ด้วยความตื่นเต้นจนแทบคลั่ง
“ยันต์แผ่นนี้ ฤทธิ์เดชมันเป็นยังไงบ้างล่ะ?” เจียงผิงอยากจะลองของ “ฤทธิ์มันอยู่ได้นานแค่ไหน? พ่อขอลองดูหน่อยได้ไหม?”
“เอ่อ...” เจียงหลานไม่คิดว่าตาเฒ่าจะมีคำขอแปลกประหลาดแบบนี้ เธอมองไปที่ยันต์เรียกเคราะห์ในมือเขา ฤทธิ์ของมันอยู่ได้ค่อนข้างนาน หากเปิดใช้งานแล้ว จะมีเพียงเธอหรือผู้ที่มีวิชาถอนยันต์เท่านั้นถึงจะคลายอาคมได้
“เดี๋ยวหนูวาดให้ใหม่แผ่นนึงดีกว่าค่ะ”
เจียงผิงร้อง “อ้อ” เขามีไหวพริบพอที่จะไม่ซักไซ้ต่อ ได้แต่มองดูลูกสาววาดยันต์ด้วยสายตาละห้อยที่แฝงไปด้วยความตื่นเต้น เขารู้ดีว่าเจียงหลานต้องวาดสำเร็จแน่ๆ แถมยัไม่เห็นจะต้องออกแรงเหนื่อยยากเหมือนเขาเลยสักนิด
เขายืนอยู่ด้านหลังลูกสาว เฝ้ามองเธอด้วยสายตาที่ตื่นเต้นปนภาคภูมิใจ และหากสังเกตให้ดี...ในดวงตาคู่นั้นยังมีความคะนึงหาแฝงอยู่ด้วย
ทว่าเรื่องทั้งหมดนี้ เจียงหลานที่กำลังจดจ่อกับการวาดยันต์กลับไม่ได้รับรู้เลยแม้แต่น้อย ไม่กี่นาทีให้หลังยันต์เรียกเคราะห์แผ่นใหม่ก็เสร็จสมบูรณ์
“ฤทธิ์มีผลแค่หนึ่งนาทีค่ะ พ่อลองพกติดตัวไว้สิคะ รอสักเดี๋ยวก็เห็นผลแล้ว”
เจียงผิงไม่ได้แปลกใจกับความเร็วในการวาดยันต์ของเธอ เขารับยันต์เรียกเคราะห์มาอย่างว่าง่าย แล้วยัดใส่กระเป๋าเสื้อแนบกาย
ระหว่างที่เจียงผิงรอให้ยันต์แผลงฤทธิ์ เจียงหลานก็วาดฮู้คุ้มภัยเสร็จไปอีกสองแผ่น เธอครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วตัดสินใจจะวาดยันต์ปัดเป่าโรคภัย กับยันต์ดึงดูดโชคลาภเพิ่มอีกสักหน่อย
เดี๋ยวตาเฒ่าคงต้องใช้ยันต์ดึงดูดโชคลาภ เพื่อหักล้างฤทธิ์ของยันต์เรียกเคราะห์แน่ๆ
“นังหนู ทำไมยันต์มันยังไม่ออกฤทธิ์สักทีล่ะ?” น้ำเสียงของเจียงผิงเต็มไปด้วยความสงสัย นี่ก็ปาเข้าไปสามนาทีแล้วนะ
แต่ยังไม่ทันขาดคำ เจียงหลานยังไม่ทันจะได้เอ่ยปากตอบ ก็ได้ยินเสียงเขาไอโขลกๆ อย่างรุนแรงเสียแล้ว
“ค่อกๆ แค่กๆ”
เจียงหลานส่งยิ้มให้ตาเฒ่า “เริ่มแล้วค่ะ ไอสักนาทีเดียวเดี๋ยวก็หาย”
เจียงผิงกลืนน้ำลายลงคอ ทว่ากลับสำลักพรวดจนหน้าดำหน้าแดง ไอโขลกๆ หนักกว่าเดิม “แค่กๆๆ”
เขาเจ็บแปลบที่หน้าอกจนต้องลุกขึ้นเดินวนไปวนมาด้วยความกระวนกระวาย จังหวะที่หมุนตัวกลับนั้นเอง เท้าก็ดันลื่นไถลจนล้มก้นจ้ำเบ้าลงไปกองกับพื้น
กร๊อบ!
เสียงกระดูกหักดังลั่น ฟังดูคมชัดบาดหู ขนาดเจียงหลานได้ยินเองยังรู้สึกเสียวแปลบไปถึงใบหู
สีหน้าเจียงผิงบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด เขาพยายามจะขยับตัว แต่ขาขวากลับขยับไม่ได้เลย “หักซะแล้ว...”
พูดจบก็ไอโขลกๆ “แค่กๆ” ขึ้นมาอีกระลอก
ยังไม่ทันครบหนึ่งนาที เจียงหลานกลัวว่าตาเฒ่าจะเป็นอะไรไปจริงๆ จึงรีบตวัดพู่กันวาดยันต์ดึงดูดโชคลาภอย่างรวดเร็ว แล้วตบแผ่นยันต์แปะลงบนตัวเขา
เจียงผิงมองยันต์ดึงดูดโชคลาภ พลางยกมือปาดเหงื่อเย็นเยียบที่ผุดพรายเต็มหน้าผากด้วยความหวาดเสียว เขาคลำไปที่ขาข้างที่หัก โชคดีที่ไม่ได้หักรุนแรงนัก จัดการต่อกระดูกด้วยมือเปล่าแล้วนั่งพักเหนื่อยสักครู่ ก็พอจะยันตัวลุกขึ้นจากพื้นได้
ใบหน้าของเขาซีดเผือดราวกับคนเพิ่งรอดตายหวุดหวิด ยิ่งทำให้ดูแก่ชราลงไปอีก รูปร่างที่ผ่ายผอมจนดูเหมือนนักพรตเต๋าผู้หลุดพ้น ก็ยิ่งดูซูบซีดไร้เรี่ยวแรงเข้าไปใหญ่
คล้ายนึกอะไรขึ้นได้ เขาจึงเอ่ยถามเจียงหลาน “นังหนู ยันต์เรียกเคราะห์นี่ร้ายกาจขนาดนี้ มันจะย้อนศรทำร้ายลูกไหม?”
เจียงหลานส่ายหน้า “ไม่หรอกค่ะ” หากนำไปใช้ให้ถูกที่ถูกทาง ย่อมไม่เกิดผลสะท้อนกลับ ยันต์เรียกเคราะห์เมื่อครู่ เป็นเพราะตาเฒ่าอยากลองของด้วยตัวเอง ดังนั้นจึงไม่มีผลกระทบใดๆ “แต่ถ้ามีเจตนามุ่งร้ายผู้อื่น ถึงจะมีผลย้อนกลับค่ะ”
เจียงผิงลองตรองดูก็เห็นด้วย หากมีผลย้อนกลับ เจียงหลานคงไม่ยอมวาดมันออกมาแต่แรก เขาถอนหายใจอย่างโล่งอก ยืนดูลูกสาววาดยันต์เงียบๆ โดยไม่คิดจะลงมือทำอะไรอีก ได้แต่มองดูเธอวาดยันต์ดึงดูดโชคลาภจนเสร็จ แล้วต่อด้วยยันต์โชคลาภการเงิน และยันต์ส่งเสริมการเรียน
รวมเบ็ดเสร็จสิบแผ่นรวด แต่สีหน้าท่าทางกลับไม่แสดงอาการเหนื่อยล้า หรือพลังปราณถดถอยเลยสักนิด เมื่อวาดยันต์เสร็จ เจียงหลานก็วางพู่กันลง เก็บกวาดข้าวของให้เรียบร้อย หาวหวอดใหญ่ แล้วเดินกลับเข้าห้องไปนอน
วันรุ่งขึ้น...
สองพ่อลูกจัดการสวาปามเสบียงที่เหลืออยู่ในอารามเต๋าจนเกลี้ยง ก่อนจะพกยันต์ทั้งสิบแผ่นลงจากเขาเพื่อไปหาลูกค้า
“วันนี้ไม่รู้จะมีลูกค้าหรือเปล่านะ?” เจียงผิงทอดสายตามองเส้นทางลงเขาด้วยความวิตกกังวล ถ้าไม่มีลูกค้าล่ะก็ มีหวังได้ไส้แห้งกันพอดี
“มีสิคะ” เมื่อเทียบกันแล้ว เจียงหลานดูจะมั่นอกมั่นใจกว่ามาก
พอเจียงผิงเห็นสีหน้ามุ่งมั่นของลูกสาว ประกอบกับนึกถึงฝีมือการทำนายทายทัก ในใจก็พลันเปี่ยมไปด้วยความหวังขึ้นมาทันที
“งั้นวันนี้ พ่อจะทำตามที่ลูกสั่งทุกอย่างเลย” เจียงหลานพยักหน้ารับ เดินนำตาเฒ่ามุ่งหน้าสู่ตัวตำบล
ตำบลแห่งนี้มีชื่อว่า ‘ตำบลหยาซาน’ อยู่ห่างจากหมู่บ้านสือจู๋พอสมควร กว่าจะเดินเท้ามาถึงตัวตำบล เจียงหลานก็เริ่มหิวซะแล้ว
เธอจิบน้ำลูบท้อง เร่งฝีเท้ามุ่งหน้าไปทางโรงพยาบาล
“ลูกค้าคนแรกของวันนี้อยู่ที่โรงพยาบาลรึ?”
เจียงหลานส่ายหน้า “ความจริงในหมู่บ้านก็มีลูกค้าอยู่คนนึงนะคะ แต่ลูกค้าที่โรงพยาบาลในตำบลกระเป๋าหนักกว่าลุงหวังเยอะ”
“ลูกค้าในหมู่บ้านที่ว่า คงไม่ใช่เฒ่าหวังหรอกนะ?”
เจียงหลานฟังเสียงท้องตัวเองร้องโครกคราก พยักหน้ารับอย่างเนือยๆ ก็แหม...อีกสิบวันหวังต้าซานจะต้องพาลูกสาวไปตัวเมืองมณฑลนี่นา หากมียันต์ดึงดูดโชคลาภคอยหนุนนำ ย่อมต้องเกิดปาฏิหาริย์เหนือความคาดหมายแน่นอน
แต่ถึงไม่มี ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อผลลัพธ์สุดท้ายอยู่ดี
อีกอย่าง พวกเธอเพิ่งจะกลับมาจากบ้านหวังต้าซานเมื่อวานนี้เอง ขืนจะไปกล่อมให้เขาซื้อยันต์ในมือเธออีกรอบ คงต้องเปลืองน้ำลายไม่ใช่น้อย กว่าแกจะใจอ่อนยอมซื้อ ก็คงต้องตื๊อกันจนมืดค่ำนั่นแหละ
เจียงหลานจ้ำอ้าวสลับวิ่งเหยาะๆ ในที่สุดก็พากันมาถึงโรงพยาบาลจนได้ กวาดมองไปรอบๆ ก่อนจะวิ่งปรี่ตรงไปยังจุดๆ หนึ่งอย่างฉับพลัน
เจียงผิง: “...”
เขาไม่ได้วิ่งตามไป แต่หันซ้ายแลขวา รู้สึกได้ว่าอุณหภูมิแถวนี้มันเย็นยะเยือกผิดปกติ ลูบแขนตัวเองเบาๆ แล้วค่อยๆ เดินนวยนาดตามทิศทางที่เจียงหลานวิ่งไป
อู๋เจิ้นกั๋ว ถูกคนขวางทางไว้กะทันหัน เดิมทีเขาก็กำลังเหม่อลอยอยู่แล้ว พอเจอแบบนี้ก็สะดุ้งเฮือก อาการเหม่อลอยยิ่งกำเริบหนักเข้าไปอีก เขาชะงักไปครู่หนึ่ง พอนึกถึงผู้เป็นแม่ที่นอนป่วยอยู่ในห้องพักฟื้น ก็ไม่ได้เอ่ยอะไรออกมา ก้าวเบี่ยงหลบหมายจะเดินจากไป
“คุณอู๋คะ ฉันขอมอบยันต์ปัดเป่าโรคภัยให้คุณแผ่นหนึ่ง มันจะช่วยบรรเทาความเจ็บปวด และหากให้ความร่วมมือในการรักษาเป็นอย่างดี ก็มีโอกาสหายขาดได้ ฉันคิดว่าคุณกับคุณแม่ของคุณคงต้องใช้มันนะคะ”
เจียงหลานมองอู๋เจิ้นกั๋วที่กำลังยืนงงเป็นไก่ตาแตก พลางยัดยันต์ปัดเป่าโรคภัยในมือใส่มือเขา
??“? แวะคุยท้ายตอนกับสหายนักอ่าน
เจียงหลานโชว์สกิลขั้นเทพ เปลี่ยนยันต์คุ้มภัยเป็น 'ยันต์เรียกเคราะห์' จนตาเฒ่าเจียงผิงอยากลองของขอดูฤทธิ์เดชด้วยตัวเอง แต่ใครจะไปคิดว่าฤทธิ์ยันต์จะแรงเบอร์นี้! ตาเฒ่าถึงกับไอโขลกจนหน้าดำหน้าแดง แถมลื่นล้มก้นจ้ำเบ้ากระดูกขาหักเสียงดังกร๊อบเลยทีเดียว! งานนี้แม่หนูต้องรีบวาดยันต์ดึงดูดโชคลาภมาปัดเป่าเคราะห์ให้แทบไม่ทัน
เช้าวันรุ่งขึ้น สองพ่อลูกก็ต้องลงจากเขาไปหาเสบียงประทังชีวิตกันอีกครั้ง แต่คราวนี้เป้าหมายไม่ใช่หมู่บ้านสือจู๋ แต่เป็น 'โรงพยาบาลในตำบลหยาซาน' ที่แม่หนูเจียงหลานหมายตาไว้ว่าลูกค้ากระเป๋าหนักกว่าลุงหวังแน่นอน!
และแล้วเป้าหมายแรกก็ปรากฏตัว แม่หนูพุ่งตรงดิ่งไปหา 'อู๋เจิ้นกั๋ว' ชายหนุ่มที่กำลังเหม่อลอยด้วยความทุกข์ใจเรื่องมารดาที่ล้มป่วย พร้อมยัด 'ยันต์ปัดเป่าโรคภัย' ใส่มือเขาดื้อๆ ซะงั้น!
งานนี้ยันต์ของแม่หนูเจียงหลานจะแสดงปาฏิหาริย์ช่วยชีวิตมารดาของคุณอู๋ได้หรือไม่ แล้วตาเฒ่าเจียงผิงจะได้กินข้าวอิ่มท้องไปอีกกี่มื้อ?
สหายทุกท่านอย่าลืมติดตามและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้สองพ่อลูกสู้ชีวิตกันด้วยนะ!