บทที่5 ลูกค้ารายใหม่หน้าห้องเก็บศพ
บทที่5 ลูกค้ารายใหม่หน้าห้องเก็บศพ
อู๋เจิ้นกั๋วยังคงยืนนิ่งอยู่กับที่ แม้จะตกตะลึงจนตั้งตัวไม่ทัน แต่สมองของเขายังพอประมวลผลสิ่งที่ได้ยิน
“คุณรู้เรื่องนี้ได้อย่างไร...”
เจียงหลานคลี่ยิ้มบาง “ฉันชื่อเจียงหลาน เป็นศิษย์สายตรงคนสุดท้ายของสำนักเซวียนชิง สิ่งที่ถนัดที่สุดคือการพิจารณาโหงวเฮ้งและทำนายชะตา”
เธอมองใบหน้าของอู๋เจิ้นกั๋ว แล้วกล่าวต่ออย่างไม่รีบร้อน “ตอนนี้คุณแม่ของคุณกำลังทุกข์ทรมานจากอาการปวดท้องอย่างรุนแรง นอกจากท้องอืดแล้ว ยังอาเจียนเป็นระยะ หมอบอกว่าโอกาสที่การผ่าตัดจะสำเร็จมีเพียงสองในสิบเท่านั้น...”
“เรื่องนี้คุณก็ดูออกหรือครับ?!” อู๋เจิ้นกั๋วพูดแทรกขึ้นมาด้วยน้ำเสียงร้อนรน
เจียงหลานพยักหน้า
“แล้วยันต์แผ่นนี้...” อู๋เจิ้นกั๋วก้มมองยันต์ในมือ สีหน้าเต็มไปด้วยความลังเล “มันใช้ได้ผลจริงหรือครับ?” เขาอยากเชื่อคำพูดของเด็กสาวตรงหน้า แต่เรื่องยันต์ปัดเป่าโรคภัยฟังดูเหลือเชื่อเกินไป ใจหนึ่งจึงอดระแวงไม่ได้ว่าอาจถูกหลอก
“นำกลับไปลองใช้ก่อนก็ได้ค่ะ” เจียงหลานยัดยันต์ปัดเป่าโรคภัยใส่มือเขา ก่อนหยิบยันต์อีกแผ่นส่งให้ “แผ่นนี้เป็นยันต์เสริมโชค อีกไม่กี่วันคุณแม่ของคุณก็ต้องเข้ารับการผ่าตัดแล้ว หากพกยันต์แผ่นนี้ติดตัวไว้ การผ่าตัดจะผ่านพ้นไปอย่างราบรื่นค่ะ”
อู๋เจิ้นกั๋วรับยันต์ทั้งสองแผ่นเอาไว้แน่น สีหน้ายังคงลังเล แต่แววตากลับมีความหวังเพิ่มขึ้นมาเล็กน้อย สำหรับคนที่กำลังจนตรอก ต่อให้มีความหวังเพียงน้อยนิด เขาก็ไม่อยากปล่อยให้หลุดมือไป
“หากพิสูจน์แล้วว่ายันต์ของฉันใช้ได้ผล คุณอู๋ไปหาฉันได้ที่หน้าห้องเก็บศพชั้นหนึ่งของโรงพยาบาลนะคะ”
พูดจบเจียงหลานก็หันหลังเดินจากไปทันที ไม่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายซักถามเพิ่มเติม
อู๋เจิ้นกั๋วยืนมองแผ่นหลังของเธออย่างพูดไม่ออก
เจียงผิงรีบเดินตามลูกสาวไป เมื่อเห็นว่าออกมาห่างจากผู้คนแล้ว เขาจึงลดเสียงถาม
“ลูกไม่กลัวหรือว่าเขาจะไม่กลับมาหา?”
“เขามาแน่ค่ะ” เจียงหลานตอบอย่างมั่นใจ
“แล้วลูกจะไปทำอะไรที่ห้องเก็บศพ?” เจียงผิงมองซ้ายมองขวา ก่อนพึมพำออกมา “คงไม่ได้คิดจะไปตามหาวิญญาณหรอกนะ?”
ยิ่งเดินเข้าไปด้านในโรงพยาบาล เขาก็ยิ่งรู้สึกว่าอากาศรอบตัวเย็นลงเรื่อยๆ
“โรงพยาบาลแห่งนี้เย็นกว่าข้างนอกเสียอีก”
เจียงหลานไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธ เพียงกล่าวอย่างคลุมเครือ “ไปดูสักหน่อยค่ะ เผื่อจะมีวาสนาได้พบลูกค้ารายใหม่”
เจียงผิงชะงักฝีเท้า
ลูกค้าใหม่?
เขามองแผ่นหลังลูกสาวด้วยความสงสัย แต่เจียงหลานไม่ได้อธิบายอะไรเพิ่มเติม สองพ่อลูกเดินเลี่ยงผู้คน มุ่งหน้าไปยังห้องเก็บศพซึ่งตั้งอยู่ด้านในสุดของชั้นหนึ่ง ยิ่งเข้าใกล้บริเวณนั้นมากเท่าใด ความเย็นยะเยือกก็ยิ่งชัดเจนขึ้นเท่านั้น
ประตูห้องเก็บศพเป็นประตูเหล็กบานใหญ่ มีแม่กุญแจคล้องเอาไว้อย่างแน่นหนา ในสายตาของเจียงผิง รอบบริเวณนั้นเงียบสงัด ไม่มีแม้แต่เสียงฝีเท้าของผู้คน
ทว่าสิ่งที่เจียงหลานมองเห็นกลับแตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง ภายในห้องเก็บศพมีเสียงพูดคุยดังอื้ออึงอยู่ตลอดเวลา วิญญาณหลายดวงที่ยังไม่ได้ถูกผู้คุมวิญญาณพาตัวไปกำลังนั่งจับกลุ่มสนทนากันอย่างครึกครื้น
บางดวงบ่นว่าเสื้อผ้าที่ลูกหลานนำมาเปลี่ยนให้ไม่สวย บางดวงบ่นว่าตนเองยังไม่ได้สั่งเสียเรื่องเงินที่ซ่อนไว้ใต้เตียง ส่วนอีกดวงหนึ่งเอาแต่พร่ำว่าไม่รู้ลูกชายจะจัดงานศพให้ใหญ่โตเพียงใด
เนื่องจากวิญญาณเหล่านี้เพิ่งเสียชีวิตได้ไม่นาน ยังไม่ครบสี่สิบเก้าวัน การที่ผู้คุมวิญญาณยังไม่มารับตัวจึงไม่ใช่เรื่องผิดปกติ เจียงหลานไม่คิดเข้าไปรบกวนพวกเขา
เจียงผิงยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง แต่สุดท้ายก็ทนความอยากรู้อยากเห็นไม่ไหว “ลูกค้าที่ลูกพูดถึง เป็นคนหรือวิญญาณกันแน่?”
“วิญญาณค่ะ” เจียงหลานตอบอย่างตรงไปตรงมา “เป็นวิญญาณที่ร่างยังมาไม่ถึงห้องเก็บศพ เมื่อครู่ตอนอยู่ในโถงโรงพยาบาล หนูเห็นเข้าโดยบังเอิญ”
วิญญาณของหญิงชราเพิ่งหลุดออกจากร่าง ยังไม่รู้ตัวว่าตนเองเสียชีวิตแล้ว จึงเอาแต่เดินวนเวียนตามหาคนในครอบครัวอย่างร้อนใจ เมื่อดวงวิญญาณแยกออกจากร่าง ร่างเนื้อเดิมยังคงมีแรงดึงดูดต่อวิญญาณอยู่บ้าง เมื่อหญิงชรารู้ตัวว่าตนเองตายแล้ว ในที่สุดนางก็จะตามร่างของตัวเองมาที่นี่
เจียงผิงขมวดคิ้ว “แต่วิญญาณจะมีเงินจ่ายให้พวกเราได้อย่างไร?”
เจียงหลานถึงกับพูดไม่ออก เธอถอนหายใจ ก่อนกลอกตามองผู้เป็นพ่อ “วิญญาณไม่มีเงิน แต่ลูกหลานของวิญญาณ มีนี่คะ”
เจียงผิงชะงักไป ก่อนพยักหน้าอย่างเข้าใจ “มีเหตุผล”
สองพ่อลูกยืนรออยู่หน้าห้องเก็บศพตั้งแต่ช่วงเช้า กระทั่งผ่านเที่ยงวันไปจนถึงบ่าย ก็ยังไม่มีใครปรากฏตัว
เมื่อไม่ได้กินอาหารกลางวัน ท้องของทั้งสองจึงเริ่มส่งเสียงร้องโครกครากออกมาพร้อมกัน ราวกับกำลังแข่งกันว่าเสียงของผู้ใดจะดังกว่า
เจียงผิงลูบท้องอย่างหิวโหย “หลานหลาน วิญญาณที่ว่าก็ยังไม่มา อู๋เจิ้นกั๋วก็ยังไม่เห็นแม้แต่เงา ลูกไม่หิวบ้างหรือ?” อาหารกลางวันก็ไม่ได้กิน หากอาหารเย็นยังไม่ได้กินอีก เขาคงต้องหมดแรงอยู่หน้าห้องเก็บศพจริงๆ
เจียงหลานหลับตาลง สูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อข่มความหิว ร่างกายของมนุษย์ธรรมดาช่างน่ารำคาญเสียจริง เพียงอดอาหารไปหนึ่งมื้อ ก็หิวจนตาลายได้แล้ว
“ใกล้จะมาแล้วค่ะ” ทั้งคนและวิญญาณ ต่างก็ใกล้จะมาถึงแล้ว
เจียงผิงเงียบไป แต่เพราะความหิวทำให้หงุดหงิด เขาจึงเดินวนไปวนมาอยู่หน้าประตูเหล็กไม่หยุด เจียงหลานมองตามอยู่ครู่หนึ่งก็เริ่มรู้สึกรำคาญขึ้นมาเช่นกัน ยิ่งไปกว่านั้น เธอยังได้ยินเสียงวิญญาณหลังประตูเหล็กพากันซุบซิบนินทาสองพ่อลูกอย่างสนุกสนาน
“สองคนนั้นมายืนทำอะไรตั้งนานแล้ว?”
“เห็นยืนลูบท้องอยู่ตลอด คงจะหิวกระมัง”
“หิวแล้วเหตุใดไม่ไปหาอะไรกินเล่า?”
“นั่นสิ มายืนจ้องประตูห้องเก็บศพอยู่ได้ น่ากลัวกว่าพวกเราเสียอีก”
เจียงหลานเงียบไปทันที ถูกวิญญาณนินทาว่าน่ากลัวกว่าวิญญาณ ไม่รู้ว่านางควรรู้สึกอย่างไรดี
หลังจากต้องทนรออย่างทรมานใจอีกเกือบครึ่งชั่วโมง ในที่สุดก็มีเสียงล้อรถเข็นเสียดสีกับพื้นดังมาจากทางเดิน ตามมาด้วยเสียงฝีเท้าของคนหลายคน
ร่างของหญิงชราถูกเข็นมาแล้ว เจียงผิงที่เมื่อครู่ยังหมดเรี่ยวแรงพลันหูผึ่ง ดวงตาเป็นประกายขึ้นมาทันที
“มาแล้วหรือ?”
“มาแล้วค่ะ”
เจียงหลานมองรถเข็นที่ค่อยๆ เคลื่อนเข้ามาใกล้ บนรถเข็นมีร่างของหญิงชราถูกคลุมด้วยผ้าขาว ส่วนดวงวิญญาณของนางกำลังนั่งห่อไหล่อยู่ข้างร่างตนเอง สีหน้าดูหดหู่และสับสน
เธอจ้องมองวิญญาณดวงนั้นอย่างไม่ปิดบัง ราวกับสัมผัสได้ถึงสายตาของใครบางคน หญิงชราจึงเงยหน้าขึ้นมองตรงมาทางเธอ แต่เมื่อคิดว่าไม่มีมนุษย์คนใดมองเห็นตน ก็รีบก้มหน้าลงตามเดิม
เจียงผิงขยับเข้ามาใกล้ลูกสาว แล้วกระซิบถามด้วยความตื่นเต้น “ลูกเห็นหรือ?”
เจียงหลานพยักหน้าเบาๆ
เจียงผิงมองไปยังรถเข็นด้วยความกระตือรือร้น “พ่อก็อยากเห็นบ้าง ลูกพอมีวิธีทำให้พ่อมองเห็นได้หรือไม่?”
เจียงหลานคว้ามือของเขามา แล้วใช้นิ้ววาดอักขระสองสามเส้นลงบนฝ่ามือ “ใช้ฝ่ามือลูบตาค่ะ”
เจียงผิงรีบทำตามทันที ทันทีที่ฝ่ามือแตะลงบนเปลือกตา เขาก็รู้สึกร้อนผ่าวขึ้นมาเล็กน้อย เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง ภาพตรงหน้าก็เปลี่ยนไป ข้างร่างที่คลุมด้วยผ้าขาว มีวิญญาณหญิงชรานั่งอยู่จริงๆ
เจียงผิงเบิกตากว้าง มีวิชาติดตัวช่างสะดวกเหลือเกิน เพียงวาดอักขระไม่กี่เส้นก็สามารถเปิดตาหยินให้มองเห็นวิญญาณได้แล้ว!
หญิงชราบนรถเข็นสัมผัสได้ถึงสายตาที่จ้องมองมาอีกครั้ง จึงเงยหน้าขึ้น แต่เมื่อกวาดตามองไปรอบๆ ก็ยังไม่พบความผิดปกติ ก่อนถอนหายใจอย่างเศร้าสร้อย
“เหตุใดฉันถึงตายเสียได้...”
ไม่นานนัก รถเข็นก็เคลื่อนมาหยุดอยู่หน้าประตูเหล็ก เจ้าหน้าที่ชายคนหนึ่งซึ่งสวมหน้ากากอนามัยมองสองพ่อลูกด้วยความสงสัย
“พวกคุณเป็นใคร มายืนทำอะไรอยู่ตรงนี้?”
เจียงหลานตอบด้วยสีหน้าเป็นธรรมชาติ ราวกับเตรียมคำตอบเอาไว้แล้ว “ลุงหลี่ที่เฝ้าห้องเก็บศพไปเข้าห้องน้ำค่ะ เขาฝากให้ฉันกับพ่อช่วยเฝ้าประตูอยู่ครู่หนึ่ง”
เจ้าหน้าที่ชายยังคงมองเธออย่างเคลือบแคลง แต่คนทั่วไปล้วนหลีกเลี่ยงบริเวณห้องเก็บศพ ไม่มีผู้ใดยอมมานั่งเฝ้าสถานที่เช่นนี้โดยไม่มีเหตุผล คนที่กล้ารับหน้าที่แทนย่อมต้องคุ้นเคยกับเจ้าหน้าที่อยู่บ้าง
หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เขาจึงหันไปอธิบายกับหญิงวัยกลางคนที่เดินตามหลังมา “เจ้าหน้าที่เฝ้าห้องเก็บศพไม่อยู่ครับ คงต้องรอสักพักจึงจะเปิดประตูได้”
หญิงวัยกลางคนมีสีหน้าอิดโรย ดวงตาแดงบวม เห็นได้ชัดว่าเพิ่งผ่านการร้องไห้มาอย่างหนัก เมื่อได้ยินคำตอบ ก็ขมวดคิ้ว “แล้วเขาจะกลับมาเมื่อไหร่คะ? ในเมื่อยังเปิดประตูไม่ได้ ก็เข็นร่างแม่ของฉันกลับไปไว้ในห้องผู้ป่วยก่อนไม่ได้หรือ อย่างไรก็เพียงคืนเดียว พรุ่งนี้พอหารถได้ ฉันก็จะพาแม่กลับบ้านแล้ว”
เจ้าหน้าที่ชายเผยสีหน้าลำบากใจ “ทางโรงพยาบาลมีกฎครับ ไม่อนุญาตให้นำร่างผู้เสียชีวิตกลับไปเก็บไว้ในห้องผู้ป่วย อีกอย่างช่วงนี้อากาศร้อน หากทิ้งไว้ตลอดคืน ร่างของผู้ตายอาจเริ่มเปลี่ยนสภาพได้”
เขาหยุดพูดเล็กน้อย ก่อนอธิบายอย่างระมัดระวัง“นำร่างเข้าไปเก็บในห้องเย็นจะช่วยรักษาสภาพของผู้ตายเอาไว้ได้ดีกว่าครับ”
หญิงวัยกลางคนได้ยินคำตอบเช่นเดิมอีกครั้ง สีหน้าก็ยิ่งไม่พอใจ เธอนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว “โรงพยาบาลของพวกคุณทำงานกันอย่างไรกันแน่? กุญแจห้องเก็บศพมีอยู่กับคนเฝ้าเพียงคนเดียวหรือ? หากเขาเกิดอุบัติเหตุ หรือทำกุญแจหายขึ้นมา ห้องเก็บศพแห่งนี้ก็ไม่ต้องเปิดกันแล้วใช่ไหม?”
เจียงหลานฟังแล้วก็พยักหน้าเห็นด้วยอยู่ในใจ พูดได้ถูกต้องทุกคำ
ความจริงแล้วลุงหลี่ผู้เฝ้าห้องเก็บศพลื่นล้มจนขาหัก วันนี้จึงมาเข้าเวรไม่ได้ เพราะเหตุนี้เจียงหลานจึงมีโอกาสสวมรอยแอบอ้างว่าเขาฝากให้ช่วยเฝ้าประตูได้อย่างแนบเนียน
หลังจากต่อว่าจบ หญิงวัยกลางคนก็หันมาเห็นเจียงหลานกำลังพยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดของตนจ้องเด็กสาวอยู่สองสามวินาที ก่อนเบือนหน้าหนีด้วยสายตาเย็นชา
เจ้าหน้าที่ชายถูกตำหนิจนพูดไม่ออก แต่เพราะสิ่งที่หญิงวัยกลางคนกล่าวมาล้วนมีเหตุผล เขาจึงไม่อาจโต้เถียงได้ ความจริงกุญแจสำรองไม่ได้อยู่กับลุงหลี่เพียงคนเดียว ผู้อำนวยการโรงพยาบาลก็มีอีกดอกหนึ่ง
เขาจึงหันไปมองเพื่อนร่วมงานที่อยู่ข้างกาย ส่งสายตาเป็นสัญญาณให้อีกฝ่ายไปขอกุญแจสำรองจากผู้อำนวยการโรงพยาบาล
เจียงหลานเปิดตัวสายโหงวเฮ้งแบบแม่นจนคนฟังเริ่มหวั่นไหว
แต่ลูกค้ารายต่อไปนี่สิ...ต้องไปรอถึงหน้าห้องเก็บศพเลยทีเดียว
คนยังไม่มาไม่พอ วิญญาณยังช่วยกันนินทาอีก
เอ็นดูสองพ่อลูกสายหิวที่น่ากลัวกว่าผีแล้วค่ะ ????