LNCrawler

บทที่8 วิญญาณหิวโหยกับงานแรก

[มี Ebook] ปรมาจารย์สายมูทะลุมิติยุค60 ขอใช้ศาสตร์ลี้ลับปราบผีแลกข้าว — novel.dek d.com · All chapters

บทที่8 วิญญาณหิวโหยกับงานแรก

เจียงหลานต้องกินให้อิ่มเสียก่อน จึงจะช่วยให้หญิงชราได้กินอาหาร

หลังจากจัดการอาหารตรงหน้าอย่างรวดเร็วจนอิ่มไปครึ่งท้อง เจียงหลานก็หยิบกระดาษยันต์สีเหลืองออกมา แต่เพราะไม่มีพู่กันอยู่กับตัว เธอจึงหันไปขอยืมปากกาจากพนักงานในร้าน

จากนั้นก็ขีดเขียนอักขระลงบนกระดาษสีเหลืองแผ่นนั้น เจียงผิงมองท่าทางของลูกสาวเพียงแวบเดียว ก็รู้ทันทีว่าเธอกำลังวาดยันต์

หนึ่งนาทีต่อมา ยันต์ก็เสร็จสมบูรณ์ เถียนกุ้ยจวี๋จ้องมองเด็กสาวด้วยความตื่นเต้นปนประหม่า เจียงหลานคีบแผ่นยันต์วาดวนเหนืออาหารที่หญิงชราสั่งหนึ่งรอบ เพียงพริบตาเดียว กระดาษยันต์แผ่นนั้นก็ลุกไหม้ขึ้นเองโดยไม่ปรากฏเปลวไฟ ก่อนสลายกลายเป็นเถ้าธุลี

จากนั้น ท่ามกลางสายตาตื่นตะลึงของเถียนกุ้ยจวี๋และเจียงผิง อาหารบนโต๊ะก็เลือนหายไปจากสายตา แล้วไปปรากฏอยู่ตรงหน้าหญิงชราพอดี

สิ่งที่อยู่ตรงหน้าเธอคือซาลาเปาหนึ่งเข่ง เถียนกุ้ยจวี๋สูดกลิ่นหอมของไส้เนื้อ ก่อนเอื้อมมือหยิบซาลาเปาลูกหนึ่งยัดเข้าปาก ทันทีที่กัดลงไป น้ำซุปด้านในก็ทะลักออกมา หอมอร่อยเสียจนแทบจะกลืนลิ้นตามลงไปด้วย

หลังจากกินลูกแรกหมดอย่างรวดเร็ว ก็รีบคว้าลูกที่สองยัดเข้าปากตามไปติดๆ ซาลาเปาหนึ่งเข่งมีอยู่สี่ลูก ถูกเธอจัดการจนหมดภายในเวลาไม่ถึงสองนาที

เถียนกุ้ยจวี๋เบนสายตาไปยังอาหารจานต่อไป เมื่อกินซาลาเปาหมดแล้วรู้สึกฝืดคอ เธอจึงยกชามซุปขึ้นซดดังอึกๆ

เมื่อซุปครึ่งชามตกถึงท้อง เถียนกุ้ยจวี๋ก็เริ่มรู้สึกอิ่มขึ้นมาบ้าง ความเร็วในการกินจึงค่อยๆ ช้าลง แล้วเปลี่ยนมาละเลียดชิมอาหารจานอื่นแทน

กระทั่งกินจนอิ่มหนำ เมื่อเธอเงยหน้าขึ้นมองเจียงหลานอีกครั้ง ก็พบว่าเด็กสาววางตะเกียบลงแล้ว และกำลังทอดสายตามองออกไปนอกร้านอาหาร

ห้องอาหารของร้านซิ่งฝูมีหน้าต่างอยู่บานหนึ่ง ลูกค้าที่นั่งกินอาหารอยู่ด้านใน เพียงเงยหน้าขึ้นก็สามารถมองเห็นผู้คนที่เดินผ่านไปมาด้านนอกได้

ท้องฟ้ามืดสนิทแล้ว เถียนกุ้ยจวี๋มองลอดหน้าต่างออกไป ก็เห็น ‘คน’ ผู้หนึ่งยืนอยู่ด้านนอก

ไม่สิ...เถียนกุ้ยจวี๋สังเกตเห็นว่าบนกระจกหน้าต่างไม่มีเงาสะท้อนของอีกฝ่าย เธอจึงตระหนักขึ้นมาทันทีว่า ‘คน’ ที่ยืนอยู่ข้างนอกนั่นน่าจะเป็น...

ผี!

ใบหน้าของเถียนกุ้ยจวี๋ซีดเผือด เธอหันไปมองเจียงหลานอย่างลนลาน “หนูเจียง ข้างนอกหน้าต่างนั่นมี...วิญญาณ”

“ฉันเห็นแล้วค่ะ เขาเห็นคุณยายกินอาหารก็เลยอยากกินบ้าง คงคิดจะมาแย่งของกินนั่นแหละ”

เถียนกุ้ยจวี๋หันกลับไปมองนอกหน้าต่างอีกครั้ง ก็เห็นผีหัวโล้นตนนั้นกำลังฉีกยิ้มให้เธอ รอยยิ้มกว้างบนใบหน้าซีดเซียวอมทุกข์ ดูแล้วชวนให้ขนลุกอย่างบอกไม่ถูก

หญิงชราเพิ่งกลายเป็นผีได้ไม่นาน เมื่อมาเจอภาพเช่นนี้ก็หวาดกลัว จนอยากหดตัวเข้าไปหลบอยู่ด้านหลังเจียงหลาน ซ้ำยังอยากร้องตะโกนเรียกคนให้ช่วยเสียด้วยซ้ำ ใบหน้าที่เดิมทีก็ซีดเผือดเพราะเพิ่งเสียชีวิตอยู่แล้ว พอถูกผีนอกหน้าต่างหลอกเข้าอีก คราวนี้ก็ยิ่งขาวซีดกว่าเดิม

เมื่อเห็นท่าทางหวาดกลัวของคุณยายเถียน เจียงหลานจึงเอ่ยปลอบ “ตอนนี้เขายังเข้ามาไม่ได้หรอกค่ะ ในร้านมีผู้คนอยู่หลายคน พลังหยางจึงค่อนข้างเข้มข้น อีกทั้งยังมีเทพทวารบาลคอยคุ้มครอง เขาเข้ามาไม่ได้แน่นอน แต่พอพวกเราออกไป เขาคงตามมาติดๆ เลยละ”

“เขาตามยายออกมาจากห้องเก็บศพหรือเปล่า?”

เจียงหลานมองผีนอกหน้าต่าง ก่อนส่ายหน้าและอธิบายว่า อีกฝ่ายเป็นเพียงวิญญาณเร่ร่อนไร้ญาติ

ผีเร่ร่อนเช่นนี้รับมือได้ไม่ยาก หากเคยทำเรื่องชั่วร้ายมาก็เพียงสั่งสอนให้หลาบจำ แต่ถ้าไม่เคยสร้างบาปกรรม และยินยอมไปเกิดใหม่ เธอก็สามารถช่วยส่งวิญญาณไปได้

“หนูเจียง เขาเห็นยายมีของดีๆ กินแบบนี้ จะตั้งใจเข้ามาทำร้ายยายหรือเปล่า?”

เจียงหลานคลี่ยิ้มพลางมองเธอ “คุณยายเถียนตามฉันมาแล้ว ยังจะต้องกลัวอะไรอีกคะ? คิดว่าคนของฉันจะถูกคนหรือผีที่ไหนรังแกได้ง่ายๆ อย่างนั้นหรือ?”

เมื่อได้ยินเช่นนั้น เถียนกุ้ยจวี๋ก็รู้สึกอุ่นใจขึ้นมาก

“ไปกันเถอะค่ะ” ในเมื่อทุกคนกินจนอิ่มแล้ว ก็ถึงเวลากลับเสียที เจียงหลานหันไปถามเถียนกุ้ยจวี๋ว่าอยากกลับเข้าไปอยู่ในแผ่นยันต์เหมือนเดิม หรือจะเดินตามเธอไปเช่นนี้

เถียนกุ้ยจวี๋ชำเลืองมองวิญญาณนอกหน้าต่าง แม้จะรู้สึกหวาดหวั่น แต่ความอยากรู้อยากเห็นกลับมีมากกว่า “ยายเดินตามหนูไปแบบนี้ดีกว่า”

เจียงหลานกับเจียงผิงตัดสินใจเดินทางกลับหมู่บ้านในคืนนั้นเลย

ทันทีที่พวกเขาก้าวออกจากร้านอาหารซิ่งฝู ผีหัวโล้นที่เฝ้ารออยู่ด้านนอกก็ลอยวูบเข้ามาขวางหน้าเจียงหลานทันที

“ท่านอาจารย์ ได้โปรดเมตตาผมด้วยเถอะครับ! ขอของกินให้ผมสักหน่อย จะให้ผมช่วยทำงานอะไรก็ได้ทั้งนั้น!” ผีหัวโล้นพูดพลางคุกเข่าดังตุบลงตรงหน้าเจียงหลาน มันรู้ดีว่าเด็กสาวมองเห็นตน เพียงสังเกตจากการที่มีผีตนใหม่เดินตามหลังมาด้วยก็ชัดเจนแล้ว หากได้ติดตามเธอ ต่อไปมันก็คงไม่ต้องทนหิวโหยอีก

เจียงหลานเบี่ยงตัวหลบไปด้านข้าง

วิญญาณหัวโล้นสวมเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง เมื่อเห็นเธอเปลี่ยนทิศทางหลบ มันก็รีบขยับตามไปคุกเข่าขวางหน้าเอาไว้เช่นเดิม

“ลุกขึ้นมาก่อน แล้วพวกเราค่อยมาคุยเรื่องอาหารกัน” ในที่สุดเมื่อหลบอย่างไรก็ไม่พ้น เจียงหลานจึงจำต้องหยุดเดินอย่างจนใจ เธอทอดสายตามองเส้นผมบางๆ ไม่กี่เส้นที่เหลืออยู่บนศีรษะของมันอย่างนึกเวทนา

ที่แท้เส้นผมของผีตนนี้ก็ค่อยๆ ร่วงไปทีละน้อย จนใกล้จะล้านหมดทั้งศีรษะแล้ว!

ผีหัวโล้นรีบลุกขึ้นยืนทันที ก่อนจ้องมองเจียงหลานด้วยสายตาอ้อนวอน “ท่านอาจารย์...”

“คุณชื่ออะไร?” เจียงหลานเอ่ยถาม

ผีหัวโล้นส่ายหน้า “จำไม่ได้แล้วครับ” ยกมือขึ้นเกาศีรษะอย่างกระดากอาย “ก่อนหน้านี้มีผีตนอื่นเรียกผมว่าไอ้หัวโล้น ท่านอาจารย์จะเรียกผมว่าหัวโล้นก็ได้ครับ”

“อ้อ ฉันชื่อเจียงหลาน” เธอพยักหน้ารับ “แล้วปกติคุณเร่ร่อนอยู่ที่ไหน?”

ผีหัวโล้นตอบ “ก็ไปทั่วทั้งตำบลครับ แต่เวลาหิวมากๆ ผมมักจะหนีขึ้นไปอยู่บนเขา” เพราะบนเขายังพอมีของให้ประทังความหิวอยู่บ้าง แต่ในตัวตำบลแทบไม่มีของเซ่นไหว้ที่ตกมาถึงผีเช่นมันเลย ยิ่งไปกว่านั้น ผีเร่ร่อนในตำบลแต่ละตนก็ล้วนดุร้ายและมีฤทธิ์มาก มันสู้พวกนั้นไม่ไหว

เมื่อพิจารณาจากลักษณะของวิญญาณแล้ว มันไม่ใช่ผีร้ายหรือวิญญาณอาฆาต บนร่างไม่มีกลิ่นคาวเลือด และไม่มีหนี้แค้นติดตัว แม้จะเป็นเพียงผีเร่ร่อนที่มักถูกผีตนอื่นข่มเหง แต่ก็ไม่เคยคิดร้ายหรือทำอันตรายผู้คน ไม่เคยก่อกรรมทำเข็ญ นับว่าเป็นผีดีตนหนึ่ง

แผนการบางอย่างค่อยๆ ก่อตัวขึ้นในใจของเจียงหลาน “คุณอยากกินข้าวใช่ไหม? แล้วหิวมานานเท่าไรแล้ว?”

“จำไม่ได้แล้วครับ ครั้งล่าสุดที่ได้กิน คือตอนไปแย่งผลไม้ป่ากับผีอีกสองตน”

เจียงหลานกล่าวต่อ “ถ้าอยากกินข้าว ฉันก็หาให้คุณกินได้ แต่หลังจากกินอิ่มแล้ว คิดจะทำอย่างไรต่อ? อยากไปเกิดใหม่หรือไม่?”

เธอจ้องมองมัน พลางรอคอยคำตอบ

ผีหัวโล้นชะงักไปชั่วครู่ “ไปเกิดใหม่หรือครับ? ผะ...ผมยังไปเกิดใหม่ได้อีกหรือ?”

เจียงหลานพยักหน้าด้วยสีหน้าเรียบเฉย “อยากไปไหมล่ะ?”

ผีหัวโล้นถึงกับนิ่งอึ้ง จ้องมองเธอตาค้าง ภายในหัวกำลังต่อสู้กับความคิดของตนเองอย่างหนัก ใจหนึ่งก็อยากไปเกิดใหม่ แต่อีกใจก็รู้สึกว่าตนยังไม่ควรจากไปในตอนนี้

หากกินอาหารของท่านอาจารย์แล้วรีบหนีไปเกิด โดยที่ยังไม่ได้ช่วยทำงานตอบแทนแม้แต่น้อย เช่นนั้นจะเรียกว่าเป็นวิญญาณที่ดีได้อย่างไร!

เมื่อคิดได้เช่นนั้น ผีหัวโล้นก็รีบส่ายหน้าปฏิเสธทันที ราวกับต้องการแสดงความภักดี “ท่านอาจารย์ ผมยังไม่อยากไปเกิดครับ! ผมอยากรับใช้ตอบแทนท่าน จะให้ผมทำงานอะไรผมก็ยินดีครับ”

“ดีมาก” เจียงหลานพยักหน้าอย่างพอใจ “แต่ฉันไม่ได้ต้องการให้คุณมารับใช้อย่างวัวอย่างม้าหรอกนะ คงพอจะจับไก่เป็นใช่ไหม?”

ผีหัวโล้นพยักหน้าหงึกหงัก “น่าจะพอเป็นอยู่ครับ ถึงจะไม่เคยจับไก่ แต่ผมก็เคยชกต่อยแย่งถิ่นกับผีตนอื่นอยู่บ่อยๆ เรื่องเพียงเท่านี้คงไม่ยากเกินความสามารถของผมหรอกครับ”

เมื่อได้ยินคำตอบเช่นนั้น เจียงหลานก็พึงพอใจไม่น้อย “จำคำพูดของคุณเอาไว้ให้ดี คืนนี้ไปช่วยฉันจับไก่มา พรุ่งนี้ฉันจะนำมาทำอาหาร”

 

เจียงหลานเปิดบริการอาหารสำหรับวิญญาณอย่างเป็นทางการแล้วค่ะ

คุณยายเถียนได้กินอิ่ม ส่วนผีหัวโล้นเห็นแล้วก็อดใจไม่ไหว รีบมาสมัครงานทันที ????

จากผีเร่ร่อนอดอยาก กลายเป็นลูกน้องฝึกหัดภารกิจแรก “จับไก่”

บอกเลยว่าทีมปราบผีสายกินเริ่มเป็นรูปเป็นร่างแล้ว!

ขอฝากเพจไว้ด้วยนะ ไปกดติดตามกันไว้ได้เลยค่ะ

https://www.facebook.com/olivenovelfanpage