ลุยเลย
ลุยเลย
หลินฮุ่ยตั้งแผงขายของมาได้หลายวันแล้ว และรายได้แต่ละวันก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เธอมีเงินเก็บไม่น้อยและก็เอาไปฝากธนาคารบางส่วน ตอนนี้เธอจึงรู้สึกมั่นใจในตัวเองเป็นอย่างมาก
“สินค้าพวกนี้ทำเงินได้เยอะเลยนะฮุ่ยฮ่ย ฉันว่าเธอขายต่อไปเถอะนะ” โจวฟางนั่นเองที่โน้มน้าวใจสหายรัก บ่ายนี้เธอมาหาสหายรักเพราะเอาเงินค่าเสื้อชั้นในลายลูกไม้มาให้และก็มาพร้อมกับเรื่องหนักใจนิดหน่อยด้วย
“ถ้าเปิดเทอมแล้วก็คงไม่มีเวลา เธอก็รู้ว่าปีสุดท้ายมันหนักแค่ไหนนี่ฟางฟาง”
เห็นท่าทางของสหายรักแล้ว โจวฟางก็รู้ว่ายังมีหวัง “เอาอย่างนี้ไหม ซื้อร้านค้าเล็กๆ แถวหน้ามหาวิทยาลัย แล้วก็จ้างพนักงานขายมาช่วยดูแลร้านให้”
“ถ้าจะซื้อร้านค้าก็หลายหมื่นหยวนนะฟางฟาง เปลี่ยนเป็นขอเช่าดีไหมทำสัญญาสักปีสองปี” ตอนนี้เงินเก็บเธอไม่มากขนาดนั้น แต่ถ้าเช่าก็พอได้อยู่
“เช่าก็ได้ แถวนี้มีร้านค้าของญาติฉันที่ปล่อยให้เช่าอยู่พอดี”
“พูดแบบนี้แสดงว่าเธอคิดจะขยับขยายไปเปิดร้านค้าแทนการตั้งแผงแล้วเหรอ” ก่อนหน้านั้นยังพูดว่าพอเรียนจบจะไม่ทำต่อแล้วไม่ใช่หรือ มันเกิดอะไรขึ้นกันนะ
“พอดี มีคนขอถอนหุ้นที่ทำร่วมกันมาหลายปี พอแยกออกไปหลายคนก็ไม่มีคนอยากทำต่อแล้ว ฉันก็เลยต้องออกมาทำคนเดียว”
“หรือเธอคิดจะชวนฉันร่วมหุ้นเหรอฟางฟาง”
“ไม่หรอก ฉันคิดได้แล้วว่าทำธุรกิจไม่ควรทำกับสหายที่รักและไว้วางใจ ไม่อย่างนั้นก็มองหน้ากันไม่ติด ไม่สู้พวกเราต่างคนต่างทำ แต่เปิดร้านใกล้ๆ กันดีกว่า”
“แล้วสหายของเธอที่เหลือล่ะ พวกเธอก็จะไปเปิดร้านเองเหรอ”
“อืม มีเงินแล้วเห็นบอกว่าจะไปเปิดร้านในห้างสรรพสินค้า เธอก็รู้ว่าพวกหล่อนก็พอมีเส้นสายอยู่บ้าง”
“เธอเองก็มีเส้นสายเหมือนกันนี่ทั้งยังเส้นใหญ่กว่าพวกหล่อนอีก ไม่คิดจะไปเปิดในห้างสรรพสินค้าบ้างเหรอ” หลินฮุ่ยนับเงินไปพลางก็ถามสหายรักไปพลาง
“ไม่อยากไปขายที่นั่น ฉันลองปรึกษาแม่ดูแล้ว แม่อนุญาตให้ซื้อร้านค้าจากญาติแทนน่ะ ทำเลแถวนี้ดีกว่าห้างสรรพสินค้าเสียอีกนะฮุ่ยฮุ่ย”
“แล้วถ้าฉันขอเช่าร้านค้าจากญาติของเธอ จะคิดเท่าไหร่ฟางฟาง”
“คนกันเองก็คิดปีละหนึ่งหมื่นพอฮุ่ยฮุ่ย ต่อไปถ้าเธอมีเงินก็ค่อยซื้อขาดไปเลย”
หลินฮุ่ยครุ่นคิดแต่มือก็เก็บเงินใส่กระเป๋าไปด้วยอย่างคล่องแคล่ว “ถ้าหนึ่งหมื่นหยวนก็พอจะได้นะ แต่ฉันขอปรึกษาพี่ใหญ่ดูก่อน แล้วจะให้คำตอบเธอทีหลัง ว่าแต่ว่าพรุ่งนี้เธอจะมาตั้งแผงขายเสื้อผ้าอีกหรือเปล่า”
“ก็อยากจะขายอยู่หรอก แต่เสื้อผ้าก็เหลือไม่กี่ตัวเพราะแบ่งให้ทุกคนไปหมดแล้ว” หุ้นส่วนที่ร่วมตั้งแผงขายของนี้มีถึงสิบคน ตอนนี้ก็มองหน้ากันไม่ติดแล้วด้วย เธอก็ขี้เกียจจะพูดกับพวกหล่อนแล้วเหมือนกัน
“งั้นเธอก็เอาไปขายที่แผงของฉัน พรุ่งนี้ฉันกะว่าจะขายของที่เหลือให้หมดเลย จะได้เตรียมตัวกลับหอพัก”
“ดีเลย จะได้ช่วยเธอขายของ เสร็จแล้วไปหาของอร่อยกินดีไหม ฉันเลี้ยงเธอเอง”
“ดีสิ สินค้าเหลือไม่เยอะแล้ว ช่วงเช้าก็น่าจะขายหมด”
โจวฟางมองสหายรักด้วยดวงตาเป็นประกาย “ฉันรู้สึกว่าผิวเธอขาวขึ้นและก็ดูดีขึ้นกว่าเดิมนะ เธอไปทำอะไรมาหรือเปล่าฮุ่ยฮุ่ย”
“ไม่ได้ทำอะไรเลย เธอก็น่าจะรู้อยู่แล้วนี่ว่าฉันไม่ค่อยใช้เครื่องสำอาง”
“ไม่ได้ทาอะไรเลยเหรอ น่าแปลกจริงๆ นะ เธอได้ส่องกระจกบ้างหรือเปล่าเนี่ย”
หลินฮุ่ยส่ายหน้าจนเส้นผมกระจาย “ไม่ค่อยได้ส่องหรอก แค่หวีผมให้เรียบร้อย แต่งตัวเสร็จก็ออกจากบ้านได้แล้ว”
โจวฟางรีบควานหากระจกในกระเป๋า แล้วก็ยื่นให้หลินฮุ่ย “เธอลองดูผิวหน้าตัวเองตอนนี้สิ มันดีกว่าเมื่อก่อนมากเลยนะ ยิ่งเวลาเดินออกไปข้างนอกโดนแสงแดดยามเช้าตกกระทบ มันเปล่งประกายน่าดูทีเดียว”
“เธอก็พูดเกินไป ฉันก็ไม่ได้ทำอะไรเสียหน่อย” เธอรับเอากระจกมาส่องดูแล้วก็ส่ายหน้า เพราะไม่เห็นความแตกต่างอะไรสักนิดเดียว
“น่าแปลกจริงๆ หรือจะเป็นเพราะเปลี่ยนสถานที่กันนะ”
“อืม น่าจะเป็นอย่างนั้น หรือไม่บางทีก็อาจจะเป็นเพราะฉันสบายใจไม่ต้องมีเรื่องให้คิดมากอย่างเมื่อก่อนก็เป็นได้”
“จริงด้วย เธอน่าจะหลุดพ้นแล้วจริงๆ”
ตอนเย็น หลินฮุ่ยโทรหาพี่ชายที่ค่ายทหาร แต่ทางนั้นแจ้งกลับมาว่าเขาอยู่ในช่วงทำภารกิจพิเศษไม่สามารถติดต่อได้ จึงได้แต่วางสายด้วยหัวใจที่วูบโหวง
เธอเป็นห่วงเขากลัวว่าจะได้รับอันตรายหรือได้รับบาดเจ็บจากภารกิจ จึงได้แต่เดินไปที่วงชั้นที่สองของบ้าน แล้วก็เปิดเข้าไปในห้องลับ
มองป้ายวิญญาณมากมายของบรรพบุรุษตระกูลหลินแล้ว น้ำตาของเธอก็ไหลออกมา พอจุดธูปเสร็จเธอก็นั่งอยู่อย่างนั้น ในใจอ้อนวอนขอให้พวกท่านตามคุ้มครองพี่ชายให้ปลอดภัยกลับมาเพราะถ้าเขาเป็นอะไรไป ตระกูลหลินคงเหลือแค่เธอแล้ว
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าไหร่ พอออกมาจากห้องโถงใหญ่ท้องฟ้าก็มืดไปแล้ว จึงได้เดินไปที่ครัวเพื่อทำอาหาร แต่ก็ได้ยินเสียงเคาะประตูหน้าบ้านเสียก่อน
เธอรีบเดินมาที่ชั้นวงที่หนึ่ง ส่องดูแล้วว่าเป็นใครจึงได้เปิดประตูออก “พี่เฉิน ตงตง พี่สะใภ้ กินข้าวเย็นกันหรือยังคะ ฉันกำลังจะเข้าครัวทำอาหารพอดีเลย”
พี่สะใภ้เฉินเข้ามาได้ก็รีบคล้องแขนหลินฮุ่ยอย่างสนิทสนม “ไม่ต้องทำให้เหนื่อยหรอกน่า พี่ทำมาจากบ้านแล้ว คิดว่าเธอคงจะขายของจนเหนื่อยก็เลยแวะมากินข้าวเย็นด้วยกัน”
“พี่ใหญ่บอกพวกพี่เหรอคะ ว่าฉันไปตั้งแผงขายของ”
“อืม เขาเป็นห่วงน่ะ พี่กับพี่สะใภ้ของเธอก็เลยแวะมาดูสักหน่อย” เหล่าเฉินเดินจูงมือลูกชายตามผู้หญิงทั้งสองเข้าบ้าน สายตาก็มองสำรวจความเรียบร้อยไปด้วย
“เมื่อกี้ฉันโทรไปที่ค่าย แต่พี่ใหญ่ไปทำภารกิจแล้ว ไม่รู้ว่าตอนไหนถึงจะกลับมา”
“เหล่าหลินเก่งมากนะ เขาต้องปลอดภัยกลับมาแน่นอน”
พอเดินมาถึงห้องทานข้าว หลินฮุ่ยและพี่สะใภ้เฉินก็ช่วยกันจัดอาหารขึ้นโต๊ะ จากนั้นพวกเขาก็ทานข้าวร่วมกัน
ระหว่างนั้นพี่สะใภ้เฉินก็ถามขึ้นมา “อีกหน่อยก็จะเปิดเทอมแล้ว ต้องรีบกลับไปรายงานตัวไม่ใช่เหรอฮุ่ยฮุ่ย แล้วเรื่องขายของพวกนี้เธอจะทำต่อไหม”
“ฉันเองก็ยังลังเลอยู่ค่ะว่าจะทำต่อดีไหม พอดีมีคนมาชวนให้เปิดร้านค้าแถวหน้ามหาวิทยาลัยแล้วจ้างคนมาช่วยดูร้านให้ แต่ฉันอยากจะถามความเห็นของพี่ใหญ่ก่อน แต่พี่ใหญ่ก็ไปทำภารกิจ”
“ลุยเลยฮุ่ยฮุ่ย พี่ใหญ่ของเธอไม่อยู่ แต่พวกเรายังอยู่นี่ อยากทำอะไรก็ทำไปเลย” พี่สะใภ้เฉินที่เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยปักกิ่ง ให้กำลังใจน้องสาวของสหายรักอย่างจริงใจ
หลินฮุ่ยมองคนทั้งสามแล้วก็พยักหน้าช้าๆ “ฉันจะลองดูสักตั้งค่ะ จบมาแล้วแม้จะยังหางานทำไม่ได้ก็ยังมีร้านค้าที่ทำเงินได้”
“เด็กคนนี้นี่ พี่สะใภ้ไปตรวจสอบดูแล้วเธอเรียนเก่งขนาดนั้น จะหางานทำไม่ได้อย่างไรกัน”
หญิงสาวยิ้มอายๆ ให้พี่สะใภ้เฉิน ลืมไปได้อย่างไรว่าเธอคืออาจารย์ที่มหาวิทยาลัยปักกิ่ง “ฉันแค่คิดเผื่อเอาไว้เท่านั้นค่ะ อีกอย่างถ้ามีร้านค้าสักร้าน รายได้ส่วนนี้ก็จะได้เอาไว้ใช้ซ่อมแซมบ้านด้วยค่ะ”
“เธอนี่นะ คิดรอบคอบเหลือเกิน ไม่ต้องห่วงเรื่องพวกนี้หรอก เหล่าหลินน่ะเขาไม่ยอมให้เธอต้องมารับผิดชอบรายจ่ายส่วนนี้อยู่แล้ว” เหล่าเฉินพูดพลางสายตาที่มองหลินฮุ่ยก็ยิ่งเต็มไปด้วยความเอ็นดู ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมตอนนั้นสหายของเขาถึงไม่ยอมรับหลิวอวี่ถิงคนนั้นเป็นน้องสาว เพราะแค่ความคิดก็แตกต่างกับฮุ่ยฮุ่ยแล้ว
“เอาละๆ เรื่องนี้ไม่ได้ใหญ่โตอะไรสักหน่อยฮุ่ยฮุ่ยอยากทำอะไรก็ทำไปเลย แต่ตอนนี้ทานข้าวกันดีกว่านะ” พี่สะใภ้เฉินรีบตัดบทเพราะไม่อยากให้หลินฮุ่ยคิดวุ่นวายไปมากกว่านี้
สามทุ่มพี่เฉินและพี่สะใภ้เฉินก็พาตงตงขับรถกลับบ้าน หลินฮุ่ยปิดประตูอย่างแน่นหนาแล้วก็เดินกลับห้องนอนของตัวเอง
เธอเดินไปเปิดลิ้นชักลับที่พี่ชายทำเอาไว้ให้ ในนั้นมีสมุดบัญชีสามเล่ม นั่นก็คือของพี่ชายสองเล่มและของเธออีกหนึ่งเล่ม
“ขายของไม่กี่วันก็ได้เงินเป็นกอบเป็นกำเลย ใครว่าการค้าขายไม่ดีกัน ไม่ดีแล้วจะมีคนทำมากมายขนาดนี้เหรอ คอยดูเถอะฉันจะทำควบคู่ไปกับงานเขียนให้ได้” ว่าแล้วก็ชื่นชมตัวเลขในบัญชีต่ออีกนานนับชั่วโมง
วันต่อมาเธอก็เดินทางออกจากบ้านตั้งแต่เช้า พอไปถึงบ้านเช่าหลังเล็กก็เห็นโจวฟางรออยู่ก่อนแล้ว พร้อมกับคู่หมั้นหนุ่มของเธอ
“ฮุ่ยฮุ่ยมาแล้วเหรอ” โจวฟางรีบวิ่งมาประชิดตัวสหายรักทันที จากนั้นก็ลากไปอีกทางพร้อมกับกระซิบเสียงแผ่ว “ฉันไม่รู้ว่าพี่เจ๋อหย่วนจะตามรถฉันมา กว่าจะรู้ตัวก็มาจอดอยู่หน้าบ้านเช่าของเธอแล้ว แหะๆ”
หลินฮุ่ยหันไปทางโจวเจ๋อหย่วนอย่างอ่อนใจ แต่ก็ไม่ได้คิดจะไล่เขากลับเพราะนิสัยของเขาเป็นอย่างไรเธอย่อมรู้ดี “พี่โจวไม่ไปทำงานเหรอ”
“บอกว่าลาครึ่งวันน่ะ คงเห็นว่าฉันบ่ายเบี่ยงไม่ตอบเรื่องเธอมาหลายวันแล้ว เขาก็เลยแอบตามมาแบบนี้ น่าเบื่อจริงๆ” ว่าแล้วโจวฟางก็เบ้ปากอย่างขัดใจ
“เอาละ คนก็มาแล้ว จะทำอะไรได้อีกล่ะ อะไรต้องทำก็ทำ พวกเราก็เอาของไปตั้งแผงขายก่อนแล้วกัน”
โจวฟางตาโตขึ้นมาทันที “เธอยังจะไปตั้งแผงอีกเหรอฮุ่ยฮุ่ย พี่เจ๋อหย่วนเขาไม่ชอบนะ แบบนี้เธอกับเขาจะทะเลาะกันได้นะ”
“ฉันไม่ใช่คนตระกูลหลิวแล้วนะที่จะได้อยู่เฉยๆ ไม่ทำมาหากินอะไรสักอย่าง”
“เธอนี่สุดยอดไปเลยฮุ่ยฮุ่ย งั้นก็ไปกัน ไปตั้งแผงขายของ”
“อืม”
สองสหายรักเดินกลับไปทางบ้านเช่าหลังเล็ก แล้วก็เปิดประตูเข้าบ้าน ทำให้โจวเจ๋อหย่วนมีโอกาสเข้ามาทักทายหลินฮุ่ย
“ฮุ่ยฮุ่ย ในที่สุดพี่ก็หาเธอเจอเสียที พวกเธอสองคนกำลังจะไปไหนหรือเปล่า ให้พี่ไปส่งไหม”
“ฉันกับฟางฟาง กำลังจะออกไปตั้งแผงขายของค่ะพี่โจว”
หัวคิ้วของเขาขมวดเข้าหากันทันที “ถ้าเธอไม่มีเงิน เอาที่พี่ไปใช้ก่อนได้นะฮุ่ยฮุ่ย ไม่ต้องไปตั้งแผงขายของให้เหนื่อยหรอก”
“ไม่ได้เหนื่อยอะไรหรอกค่ะพี่โจว ฉันรู้สึกว่ามันสนุกมากกว่าค่ะ”
เขายังคงส่ายหน้าแล้วก็เดินตามเข้ามาในบ้านหลังเล็ก และก็ได้เห็นว่ามีกล่องพัสดุมากมายที่ถูกเปิดแล้ววางอยู่มุมหนึ่งของบ้าน “นี่เธอไปตั้งแผงขายของมาหลายวันแล้วเหรอฮุ่ยฮุ่ย”
“ใช่ค่ะพี่โจว พี่ถามแบบนี้อยากจะไปช่วยฉันที่แผงหรือคะ”
“เธอยังจะไปขายอีกเหรอฮุ่ยฮุ่ย พี่ก็บอกไปแล้วนี่ว่าไม่ต้องไปทำให้เหนื่อย เธอออกจากตระกูลหลิวถ้าไม่มีเงิน พี่ให้เธอได้นะ”
“ให้ฉันเหรอคะ พี่ให้ฉันได้มากเท่าไหร่ล่ะคะพี่โจว” หลินฮุ่ยถามออกไปตรงๆ แต่เธอก็เริ่มหยิบเอาเสื้อผ้าแฟชั่นออกมาจัดใส่ถุงเพื่อนำไปขายแล้ว
“เธอถามแบบนี้ แสดงว่ามีคนอื่นที่ให้เงินเธอมาเหรอ ถึงได้อยากจะเปรียบเทียบแบบนี้” น้ำเสียงของเขาขรึมลงอย่างเห็นได้ชัด
“ถ้าไม่ตอบก็ไม่ควรจะห้ามนะคะ”
“พี่เป็นคู่หมั้นของเธอ ไม่มีสิทธิ์ที่จะห้ามเลยเหรอฮุ่ยฮุ่ย นี่ไม่เหมือนเธอเมื่อก่อนเลยนะ แค่ไม่กี่วันเธอก็เปลี่ยนไปจนพี่แทบจะไม่รู้จักเธอเลย”
หญิงสาวยิ้มอ่อนใจส่งไปให้เขา “พี่ต้องทำความเข้าใจใหม่นะคะพี่โจว ตอนนี้ฉันแซ่หลิน ไม่ได้ใช้แซ่หลิว ดังนั้นฉันต้องทำมาหากินเลี้ยงตัวเองเพราะไม่ใช่คุณหนูเหมือนเมื่อก่อนแล้ว”
“พี่จะให้เงินเธอเดือนละสองร้อยหยวน เธอไม่ต้องไปขายของพวกนั้นได้ไหมฮุ่ยฮุ่ย” แม้จะมีการเปิดประเทศและให้ทำการค้าได้ แต่เขาก็ยังคงคิดว่าผู้หญิงไม่ควรออกมาทำงานนอกบ้านแบบนี้โดยเฉพาะการขายของที่ต้องพบปะผู้ชายมากมาย แค่คิดก็ทำให้เขารู้สึกไม่ดีแล้ว
“สองร้อยหยวนหรือคะ อืม เยอะมากๆ เลยนะคะ” คำพูดนี้เป็นของโจวฟางที่ได้รับรู้รายรับของสหายรักมาตลอด แค่วันเดียวเธอก็ทำรายได้เกือบหมื่นหยวนแล้ว ลองคำนวณดูสิฮุ่ยฮุ่ยไปขายของกี่วันแล้ว ลูกพี่ลูกน้องคนนี้คิดจะใช้เงินสองร้อยหยวนมาผูกมัดสหายรักของเธอนี่นะ น่าขำจริงๆ
“หมายความว่าไง สองร้อยหยวนก็เยอะมากแล้วนะ ถ้าแต่งงานกันแล้วพี่จะให้เดือนละห้าร้อยหยวน ถ้าฮุ่ยฮุ่ยอยากจะทำงานภาครัฐพี่ก็จะสนับสนุน”
“พี่เจ๋อหย่วน พี่มีแต่พูดว่าจะทำอย่างนั้นจะทำอย่างนี้ แล้วพี่ได้ถามฮุ่ยฮุ่ยหรือยังคะ ว่าเธออยากจะเป็นแบบนั้นหรือเปล่า”
หัวคิ้วของชายหนุ่มกระตุก เขามองไปยังหญิงสาวที่มีท่าทีห่างเหินจนเขารู้สึกได้ แต่เขาก็ถูกสอนมาแบบนี้ แม่ของเขาก็เป็นแบบนี้ มันผิดตรงไหน “เธออยากจะทำอะไรหรือ หลังแต่งงานแล้วเธอจะให้พี่ทำอะไรให้เธอบ้าง บอกพี่ได้นะฮุ่ยฮุ่ย”
หลินฮุ่ยมองเขายิ้มๆ ก่อนจะพูดว่า “เราสองคนก็รู้จักกันมาทั้งชีวิต ถ้าคนที่รักและห่วงใยกันจริงๆ จะไม่มีคำถามนี้ค่ะพี่โจว”
“ใช่ค่ะ ฮุ่ยฮุ่ยพูดถูก พี่ไม่เคยรู้เลยว่าสหายของฉันชอบอะไร ไม่ชอบอะไรแล้วก็ไม่เคยถามความรู้สึกของเธอเลย”
“ฟางฟาง เธอออกไปก่อนได้ไหม”
โจวฟางหันไปมองหน้าสหายรัก เห็นเธอพยักหน้าหญิงสาวจึงแยกเขี้ยวให้ลูกพี่ลูกน้องไปหนึ่งทีแล้วเดินออกไปยืนรออยู่หน้าประตูห้อง