LNCrawler

ของวิเศษของสองตระกูล

พลิกชะตาลูกสาวสลับตัว ในยุค 90 — novel.dek d.com · All chapters

ของวิเศษของสองตระกูล

หลินฮุ่ยรูดซิปกระเป๋าใบใหญ่เรียบร้อยแล้วก็ลุกขึ้นเดินไปที่โต๊ะข้างหน้าต่าง ก่อนจะผายมือเชิญเขาให้มานั่งคุยกันตรงนี้

โจวเจ๋อหย่วนเดินตามมานั่งลงอย่างว่าง่าย แต่หัวคิ้วของเขาก็ยังไม่คลายออก เขามองหญิงสาวที่เขาเฝ้ามองการเติบโตและรักเธออย่างเงียบๆ มาตลอดหลายปี “พี่ต้องทำยังไงเธอถึงจะยอมรับพี่ฮุ่ยฮุ่ย”

“พี่ไม่ต้องทำอะไรเลยค่ะพี่โจว พี่ก็ยังเป็นพี่ ฉันก็ยังเป็นฉัน”

“แต่ถ้าพวกเราแต่งงานกัน ครอบครัวของพี่อาจจะไม่ให้เธอทำเรื่องพวกนี้นะ”

หลินฮุ่ยที่จำคำพูดของพี่ชายที่บอกว่ายอมได้ก็อย่าไปยอม เธอจึงมองคู่หมั้นหนุ่มอนาคตไกลยิ้มๆ “ตระกูลโจวต้องแต่งกับตระกูลหลิว พี่ยังคิดว่าฉันที่แซ่หลินจะได้แต่งกับพี่อยู่อีกหรือคะ มันไม่ใช่เรื่องของความรักนะคะ แต่มันเป็นเรื่องของผลประโยชน์ระหว่างสองตระกูล”

“แต่เธอคือคนที่พี่เลือกและตั้งใจจะแต่งงานด้วยนะฮุ่ยฮุ่ย ถ้าไม่ใช่เธอพี่ก็ไม่แต่งกับใครทั้งนั้น”

คำพูดจากใจของเขาทำเอาหลินฮุ่ยถึงกับเลิกคิ้ว “ฉันไม่ใช่คุณหนูที่ร่ำรวย ไม่ใช่คนที่มีตระกูลใหญ่หนุนหลัง ฉันไม่มีอะไรเลย มีแค่สองมือของตัวเองที่ต้องหาทางเอาตัวรอด ถ้าพี่จะแต่งฉันเข้าตระกูลโจวจริงๆ พี่คิดว่าฉันจะอยู่ในบ้านพี่ยังไงคะพี่โจว”

“ทุกคนรักเธอนะฮุ่ยฮุ่ย ไม่มีใครรังแกเธอหรอก”

“อ้อ พี่โจวคิดง่ายๆ แบบนี้เองหรือคะ ในตระกูลใหญ่ๆ ยิ่งเป็นชนชั้นนำในปักกิ่ง จะมีคนที่รักอย่างไร้เงื่อนไขสักกี่คนกัน”

“พูดแบบนี้ เหมือนเธออยากจะถอนหมั้นกับพี่เลยนะ”

เธอไม่ตอบคำถามของเขา แต่เลือกพูดถึงเรื่องค้างคาใจที่มีต่อเขามาตลอด

“พี่รู้ไหมว่าตอนนั้นฉันคาดหวังให้พี่มาช่วยปกป้องฉันมากแค่ไหน” ในความฝันเธอเห็นตัวเองที่เดินข้ามถนนไปซื้อขนมเค้กให้น้องชาย เพราะมันเป็นวันเกิดของฮ่าวฮ่าว แล้วเธอก็เจอกับเหตุการณ์ชุลมุน มีชายชุดดำมากมายวิ่งไล่ลากัน และเธออยู่ท่ามกลางพวกเขา ตอนนั้นคนที่เธอคิดถึงมากที่สุดก็คือคู่หมั้นหนุ่ม แต่ก็เหมือนทุกครั้งที่เธอถูกรังแก เขาก็แค่อยู่ห่างๆ หรือไม่ก็ทำเป็นไม่รู้เรื่องอะไรเลย

โจวเจ๋อหย่วนมองเธออย่างอึ้งๆ ก่อนจะพูดเสียงเบา “บางครั้งเธอก็ควรต้องปรับตัวให้เข้ากับคนอื่นบ้างนะฮุ่ยฮุ่ย แม้ว่าพี่จะรักเธอมากแค่ไหนแต่พี่ก็ไม่สามารถปกป้องเธอได้ตลอด”

หลินฮุ่ยมองชายหนุ่มให้ชัดเจนอีกครั้ง แล้วก็หัวเราะออกมา “นี่คือความในใจของพี่สินะพี่โจว เอาละ ฉันว่าเราคงไม่มีเรื่องอะไรต้องคุยกันแล้ว ไม่ว่าจะเป็นของหมั้นหรืออะไรก็ตามที่ตระกูลโจวมอบให้ฉัน ก็อยู่ที่บ้านตระกูลหลิวทั้งหมด พี่ไปขอคืนจากพวกเขานะคะ”

“เธอจะถอนหมั้นกับพี่จริงๆ หรือ” ไม่คิดเลยว่าท่าทีของเธอจะแข็งกร้าวขนาดนี้ เขาทำอะไรผิดหรือผู้หญิงก็ควรรู้จักอ่อนน้อมถ่อมตน มีความอ่อนโยนและคล้อยตามผู้ชายไม่ใช่หรือไง

“ฉันยอมมาทั้งชีวิตแล้ว พี่ยังจะให้ฉันทนถูกคนอื่นข่มเหงจิตใจและร่างกายต่อไปอีกหรือคะ เอาละค่ะ ฉันต้องออกไปตั้งแผงขายของแล้ว พี่เองก็ควรจะกลับไปทำงาน กลับไปอยู่ในที่ของตัวเองนะคะ”

ชายหนุ่มลุกขึ้นเต็มความสูง แววตาของเขามีแต่ความดื้อดึงและต้องการเอาชนะ ก่อนจะโน้มตัวลงต่ำแล้วขยับเข้าใกล้หญิงสาวที่อยู่ในใจของเขามาตลอด “ไม่ว่าต้องทำวิธีไหน เธอก็ต้องมาเป็นภรรยาของพี่”

หลินฮุ่ยก็มองสบตาเขานิ่งๆ มุมปากของเธอยกขึ้นน้อยๆ อย่างท้าทาย “ลองดิ้นรนดูสิคะ แล้วจะรู้ว่าความจริงของโลกนี้มันโหดร้ายแค่ไหน กลับบ้านไป แล้วก็ไปบอกพ่อแม่ของพี่ดูสิว่าจะแต่งงานกับฉัน จะแต่งเดือนนี้หรือวันพรุ่งนี้ก็ได้นะคะ ถ้าพี่ทำสำเร็จฉันก็จะยอมแต่งให้พี่ หึหึ ฟางฟางมาช่วยฉันยกกระเป๋าหน่อย!”

“อ๊ะ! ได้ๆๆ ฉันมาแล้วฮุ่ยฮุ่ย” โจวฟางที่แอบฟังอยู่หน้าห้องก็รีบเข้ามาหาสหายรักของเธอทันที “วันนี้มีกี่ใบ ต้องใส่รถลากไปหรือเปล่า พี่เจ๋อหย่วนพี่หลีกทางให้ฉันหน่อยสิ” ฮึ! สุดท้ายก็กลายเป็นผู้ชายไร้ประโยชน์ แม้แต่คนที่ตัวเองรักก็ยังไม่รู้จักปกป้อง รักประสาอะไรกัน นี่เห็นแก่ตัวชัดๆ

โจวเจ๋อหย่วนได้ฟังคำพูดของหลินฮุ่ยถึงกับอึ้งไป เธอกล้าท้าเขาหรือ สายตาและรอยยิ้มเมื่อครู่นี้ทำเขาหัวใจเต้นแรงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน และนั่นก็ทำให้สายตาของเขาที่มองเธอมันเปลี่ยนเป็นความหลงใหลที่ไม่อาจควบคุมได้

 

ออกมาจากบ้านเช่าหลังเล็กได้แล้ว โจวฟางก็ถึงกับลูบอกอย่างหวาดหวั่น พอหันไปทางสหายรักแล้วก็ต้องทึ่ง “เธอออกจากบ้านตระกูลหลิวมาได้ไม่กี่วัน แต่เธอเปลี่ยนไปมากเลยนะฮุ่ยฮุ่ย ฉันดีใจที่เธอได้เป็นตัวของตัวเองเสียที”

“เรื่องระหว่างฉันกับพี่โจว ไม่ว่าจะยื้อแค่ไหน บทสรุปก็เหมือนเดิมนั่นแหละ” หญิงสาวยกมือขึ้นลูบหน้าผากที่ตอนนั้นเคยมีรอยแผล แต่ระหว่างที่พี่ชายอยู่ด้วยเขาได้หายาทามาให้ ตอนนี้น่าจะไม่เหลือรอยแผลเป็นแล้ว

“ถ้าคุณลุงกับคุณป้ายินยอมให้พี่เจ๋อหย่วนแต่งงานกับเธอล่ะฮุ่ยฮุ่ย เธอไม่ต้องแต่งงานกับเขาพรุ่งนี้เลยเหรอ ไม่ได้นะฉันไม่ยอมเด็ดขาด”

“หึหึ ถ้าพวกเขายอมตกลงไม่ว่าอย่างไรก็ต้องมีข้อแม้มากมายอยู่ดีนั่นแหละ บางทีอาจจะไม่ให้แต่งออกหน้าออกตาด้วยซ้ำ เธอคอยดูเถอะ”

“ฉันชักอยากจะเห็นเร็วๆ เสียแล้วสิ”

“เธออย่าหลุดปากพูดถึงบ้านในเขตซีเฉิงของฉันก็แล้วกัน”

“ไม่พูดๆ แม้จะเป็นญาติกันแต่ฉันก็รักเธอที่สุด”

“ฉันก็รักเธอที่สุดเหมือนกัน รักจนอยากได้เธอมาเป็นพี่สะใภ้ของฉันเลย”

โจวฟางถึงกับเหวอไปเลย แต่ก็ยังไม่วายสอบถามข้อมูล “พี่ชายเธออายุเท่าไหร่หรือฮุ่ยฮุ่ย ถ้าไม่ห่างกันมากฉันอาจจะลองพิจารณาดูก็ได้นะ”

“ปีนี้ก็ 32 ปีแล้วล่ะ สนใจไหมยังโสดนะไม่เคยผ่านมือใครมาก่อนด้วย หึหึ” คุยกันไปคุยกันมาก็มาถึงจุดที่เคยตั้งแผงขายของ และเธอก็เห็นลูกค้าหลายคนมายืนรออยู่ก่อนแล้ว

“ไอ้หยา! ห่างกันตั้งสิบสองปี ไม่เอาหรอกนะ พี่ชายของเธอแก่เกินไป”

“ว่าแล้วเชียว ไม่เอาก็ไม่เอาสิ ทำไมต้องว่าพี่ใหญ่ของฉันแก่ด้วย เขาหล่อจะตายไป หล่อสุดๆ เลยนะฟางฟาง”

“ไม่เอาๆ หล่อแค่ไหนก็ไม่เอา แบบนี้ฉันไม่ต้องเรียกเขาว่าลุงหรือไง”

หลินฮุ่ยจิ้มหน้าผากสหายรักอย่างหมั่นไส้ พี่ชายของเธอทั้งสูงทั้งหล่อทั้งดูดี ไม่ได้แก่สักนิด ช่างเถอะไม่เอาก็ไม่เอา “รอสามีเจ้าหน้าที่การเมืองที่พ่อแม่เธอจะหาให้ไปเถอะย่ะ”

โจวฟางหัวเราะร่วนอย่างมีความสุข “นั่นก็ไม่เอาแล้วล่ะ ฉันเปลี่ยนใจแล้ว อยากทำตัวอิสระแบบเธอน่ะฮุ่ยฮุ่ย มาๆ มาตั้งแผงขายของกันดีกว่านะ”

“ทีเรื่องของตัวเองรีบเปลี่ยนเลยนะ”

“เอาน่า พวกเราเลิกคุยเรื่องรักๆ ใครๆ เสียทีเถอะ มาคุยเรื่องหาเงินดีกว่านะ มีเงินถึงจะดีที่สุด พวกผู้ชายก็ไปไกลๆ แล้วกัน”

“ค่อยเข้าท่าหน่อย”

 

โจวเจ๋อหย่วนกลับไปถึงที่ทำงาน ก็เอาแต่คิดถึงใบหน้าและท่าทางของหลินฮุ่ย ความดื้อรั้นของเธอปลุกสัญชาตญาณอยากเอาชนะของเขาให้ตื่นขึ้น วันนั้นทั้งวันเขาจึงได้แต่ยิ้มกริ่มคิดวุ่นวายว่าจะจัดการปราบพยศเธออย่างไรดี

แต่เมื่อกลับไปถึงบ้าน คำตอบของพ่อแม่ก็เหมือนน้ำเย็นสาดเข้าหน้าเขาอย่างจัง “แกจะเล่นๆ กับหล่อนก็ได้นะ แม่กับพ่อไม่ว่าอะไรหรอก แต่ถ้าหล่อนหวังสูงอยากจะแต่งเข้าบ้านตระกูลโจวก็ไม่มีทาง ลูกสะใภ้ของฉันจะต้องมาจากตระกูลหลิวเท่านั้น”

“แต่ผมหมั้นกับฮุ่ยฮุ่ยแล้วนะครับแม่ ผู้หญิงที่ผมจะแต่งด้วยต้องเป็นเธอเท่านั้น”

“แต่งกับผู้หญิงที่ไร้หัวนอนปลายเท้าอย่างหล่อน แกจะเอามาทำอะไร ให้ทำอาหารอยู่ในห้องครัวหรือไง เมียของแกจะต้องเป็นผู้หญิงที่สามารถเชิดหน้าชูตา ออกงานสังคมกับแกได้ คิดให้ดี อย่าให้รูปลักษณ์ของหล่อนมอมเมาแกเด็ดขาด เข้าใจไหม!”

โจวเจ๋อหย่วนส่ายหน้า เขาไม่เข้าใจอะไรทั้งนั้น “ผมไม่เข้าใจ และก็ไม่คิดจะเข้าใจด้วย ผมจะไปคุยเรื่องนี้กับคุณปู่ ท่านจะต้องอนุญาตให้ผมแต่งกับฮุ่ยฮุ่ยแน่”

“ฮึ! แกคิดว่าที่พวกเรายังไม่พูดเรื่องนี้ เป็นเพราะเห็นแก่ความรู้สึกของแกอย่างนั้นเหรอ แกเข้าใจผิดแล้วเจ๋อหย่วน”

“แม่หมายความว่ายังไงครับ หรือว่าแม่รู้อะไรมา”

“ดูท่าทางของแกสิ มานั่งคุยกันดีๆ ก่อน แม่จะเล่าเรื่องบางอย่างให้แกฟัง” พูดกับลูกชายแล้วก็หันไปขอความเห็นจากสามี เห็นเขาพยักหน้าเธอค่อยมีความมั่นใจ

ชายหนุ่มเดินเข้าไปนั่งข้างๆ ผู้เป็นแม่ “แม่ครับ” เห็นผู้เป็นแม่ส่งค้อนมาให้เขาก็เริ่มใช้ไม้อ่อน “มีอะไรก็รีบเล่ามาเถอะครับ ผมก็ไม่ใช่คนที่ไม่มีเหตุผล แม่เป็นแม่ของผมก็น่าจะรู้นิสัยของผมดีนี่ครับ”

แม่โจวตีต้นแขนลูกชายอย่างหมั่นไส้ “อย่ามาใช้ไม้นี้ ฉันเป็นแม่แกรู้นิสัยของแกดีอยู่แล้วเจ๋อหย่วน เรื่องมันเป็นอย่างนี้” เห็นลูกชายตั้งใจฟังอารมณ์ของแม่โจวก็ดีขึ้นมานิดหน่อย “เรื่องนี้มันเป็นความลับที่รู้กันแค่สองตระกูล มีของวิเศษบางอย่างที่ตกทอดมาจากต้นตระกูลของพวกเรา”

“ของวิเศษเหรอครับแม่ นี่มันยุคสมัยไหนแล้วทำไมยังมีความเชื่อแบบนี้อยู่อีก” เขาลดเสียงลงจนแทบจะเป็นกระซิบ

“นี่คือเรื่องจริงเริ่มจากสหายรักสองคนในยุคโบราณที่ได้รับของวิเศษมาจากเซียนพเนจรหนึ่งชิ้น และพวกเขาก็สามารถใช้ร่วมกันได้ จากนั้นพอพวกเขาแต่งงานมีลูกของวิเศษนี้จะถูกส่งต่อไปยังลูกไม่คนใดก็คนหนึ่ง บางครั้งก็เป็นผู้หญิง บางครั้งก็ส่งต่อให้ผู้ชาย”

“หมายถึงว่ามอบให้ทายาทที่มีความสามารถเหรอครับแม่”

“ไม่ใช่หรอก ของวิเศษมันจะเลือกเจ้าของคนใหม่เอง ถ้าทารกที่คลอดออกมาไม่ถูกเลือกของวิเศษนั้นก็จะอยู่กับเจ้าของเดิม แต่ถ้าของวิเศษมันเลือกทารกคนนั้นของวิเศษก็จะหายไปจากเจ้าของเดิม พวกเขาก็จะรู้ทันทีว่าทายาทคนต่อไปคือใคร”

“ก็คือตระกูลหลิวกับตระกูลโจวหรือครับ”

“แกก็ไม่ได้โง่นี่เจ๋อหย่วน ทีนี้รู้หรือยังว่าแกควรจะเลือกอะไรระหว่างผู้หญิงกับของวิเศษ”

“ตอนนี้ของวิเศษอยู่ที่ตระกูลโจวหรือตระกูลหลิวครับแม่” เขาเริ่มสนใจขึ้นมาแล้ว แม้จะไม่รู้ว่าของวิเศษนั้นมันคืออะไรก็ตาม

“อยู่ที่ตระกูลหลิว แล้วแกรู้ไหมว่าของวิเศษอยู่กับใคร”

ชายหนุ่มส่ายหน้าแต่เขาก็ประมวลผลอย่างรวดเร็ว “อย่าบอกนะครับว่าอยู่กับหลิวอวี่ถิง ลูกสาวตัวจริงที่เพิ่งรับกลับมา” มีแต่ความเป็นไปได้นี้เท่านั้นแหละ

แม่โจวมองลูกชายยิ้มๆ “แกก็ไม่ได้โง่นี่ ทีนี้เลือกได้หรือยัง”

“คนตระกูลหลิวไว้ใจได้แค่ไหนครับแม่” ถ้าจะให้ทำใจรักหลิวอวี่ถิงคนนั้นเพราะเห็นแก่ของวิเศษ เขาก็ดูจะไร้คุณธรรมเกินไป ยังไงเขาก็ยังตัดใจจากฮุ่ยฮุ่ยไม่ได้อยู่ดี

“ยังต้องถามด้วยเหรอว่าไว้ใจได้แค่ไหน ช่วงสงครามกลางเมืองของวิเศษอยู่กับคุณปู่หลิว ตอนนั้นทั้งสองตระกูลล้วนฝากทรัพย์สมบัติเอาไว้กับเขาทั้งหมด ไม่อย่างนั้นแกคิดว่าพวกเราจะรอดและผ่านพ้นวิกฤตมาได้ยังไง”

“เคยมีช่วงเวลาที่ของวิเศษอยู่กับตระกูลโจวไหมครับแม่”

“มีสิ ช่วงเดินทัพทางไกลนั่นไง สองบ้านมีเด็กคลอดพร้อมกัน แล้วของวิเศษก็เลือกนายใหม่คือพ่อของฟางฟาง อารองของแกนั่นแหละ”

คำตอบของผู้เป็นแม่ทำให้เขาคิดขึ้นมาได้อีกครั้ง “ไม่ว่าจะเป็นฟางฟาง ฮุ่ยฮุ่ยหรือหลิวอวี่ถิง ทุกคนล้วนเกิดวันเดียวกัน ไม่ใช่สิต้องเป็นฟางฟางกับหลิวอวี่ถิง พวกเธอสองคนเกิดวันเดียวกัน คราวนี้ของวิเศษก็เลยกลับไปอยู่กับคนตระกูลหลิวอีกครั้งใช่ไหมครับ”

“ใช่ และสาเหตุที่คุณหลิวกับคุณนายหลิวไม่สนใจหลินฮุ่ยตั้งแต่ตอนเด็ก ก็เพราะพวกเขาตรวจสอบทางนี้แล้วว่าฟางฟางของพวกเราก็ไม่มีของวิเศษติดตัว ดังนั้นหลินฮุ่ยที่ไม่มีของวิเศษติดตัวมาด้วย ก็แสดงว่าไม่ใช่ลูกของพวกเขา”

“แล้วทำไมไม่ตามหาตั้งแต่ตอนนั้นล่ะครับแม่”

“มันไม่ง่ายขนาดนั้นหรอก ตระกูลใหญ่ล้วนถูกจับตา บางคนที่ถูกใส่ร้ายหรือทำผิดก็ถูกจับ โทษหนักก็ประหาร เบาลงมาหน่อยก็ส่งไปที่ค่ายแรงงาน ยังดีที่พวกเราไม่ได้เอาทรัพย์สมบัติเก็บเอาไว้ในของวิเศษทั้งหมด แต่ก็ลำบากและปรับตัวกันครั้งใหญ่”

“ผู้ชายตระกูลโจวที่ยังไม่แต่งงานก็มีตั้งหลายคนนี่ครับ พี่ของฟางฟางน่าจะรักหลิวอวี่ถิงได้ง่ายกว่าผมนะครับแม่”

“แก!” แม่โจวเริ่มกางกรงเล็บกระดูกขาวแล้ว “ถึงจะเป็นคนตระกูลเดียวกัน แต่เรื่องดีๆ ก็ต้องเป็นบ้านใหญ่ของเราสิที่ได้ครอบครอง”

“แต่ผมไม่ได้รักเธอนี่ครับ”

“แต่งๆ กันไปเดี๋ยวก็รักกันเองนั่นแหละ”

 

หลังจากขายของเสร็จและได้เงินมาอีกก้อน หลินฮุ่ยกับโจวฟางก็พากันไปกินอาหารอร่อยที่ร้านชื่อดังแถวหน้ามหาวิทยาลัย

“เธอจะกลับหอวันไหนเหรอฮุ่ยฮุ่ย” พูดพลางก็ชงชาไปพลางอย่างสบายใจ

“ตอนแรกว่าจะไปพรุ่งนี้ แต่ถ้าจะต้องจัดการเรื่องร้านค้าและยังต้องไปทำสัญญาเช่าอีก คงต้องเลื่อนไปเป็นวันมะรืน”

“เธอจะขายอะไรบ้าง”

“ก็อย่างที่เห็นๆ นี่แหละ ดูจากแหล่งสินค้าแล้วก็คงจะมีแต่สินค้าประมาณนี้”

“ฉันไม่คิดจะขายเสื้อผ้าแฟชั่นแล้วล่ะ ฉันอยากจะลองขายเครื่องประดับผู้หญิงดู” เธอเปิดประเด็นขึ้นมาเพราะยังค้างคาใจกับหุ้นส่วนพวกนั้น บางคนอาจจะยังมีความสัมพันธ์ที่ดีอยู่ แต่ก็คงไม่เหมือนเมื่อก่อนที่เธอสามารถให้ใจได้ร้อยเปอร์เซ็นต์

“เครื่องประดับเหรอน่าสนใจดีนะ ยังไงก็ขายได้อยู่แล้วยิ่งเป็นเครื่องประดับวัยรุ่นน่าจะขายดีเลยล่ะ”

ฟางฟางอมยิ้มอย่างพอใจ ก่อนจะเลื่อนถ้วยชาให้ฮุ่ยฮุ่ย “มีคนรู้จักที่นำเข้าเครื่องประดับจากฮ่องกงน่ะ ก็เลยคิดว่าจะลองดู อีกอย่างฉันก็ไม่อยากจะขายสินค้าซ้ำกับพวกนั้นด้วย ก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าถ้าไม่มีฉันคอยหาสินค้าดีๆ มาป้อนให้ พวกหล่อนจะมีปัญญาหรือเปล่า”

“ก็อาจจะทำได้ แต่ราคาต้นทุนก็คงสูงกว่าเดิมมาก ดีนะที่เธอไม่ได้ปล่อยให้พวกหล่อนช่วยจัดการในส่วนนี้”

“ไม่ได้หรอก นี่เป็นเส้นสายส่วนตัวแม้จะไว้ใจกันมากแค่ไหนก็ไม่สามารถเปิดเผยได้ทั้งหมดหรอก”

“อืม เธอพูดถูกฟางฟาง” หลินฮุ่ยยกถ้วยชาขึ้นเป่า พอดื่มแล้วก็วางลงตามเดิม รู้สึกว่าชาที่ร้านไม่อร่อยเท่ากับชาที่บ้านเลย ทั้งที่ก็เป็นยี่ห้อเดียวกัน

“นอกจากร้านเครื่องประดับ ฉันก็อยากเปิดร้านขนมด้วยฮุ่ยฮุ่ย วันไหนที่ไม่มีเรียนช่วงบ่ายพวกเราก็มานั่งอ่านหนังสือหรือทำงานส่งอาจารย์ที่ร้านของฉันได้ มีทั้งขนมและเครื่องดื่มให้ด้วย”

“เป็นความคิดที่ดีมากเลย ฉันว่าต้องมีลูกค้าเข้าตลอดแน่ ว่าแต่มีเชฟขนมหวานแล้วเหรอ”

“มีแล้วหนึ่งคน ฉันยังทาบทามบาริสต้ามาด้วยสองคน”

“ถ้ามีคนพร้อมขนาดนี้ก็ทำเลยฟางฟาง ถ้ามัวรอให้สามีในอนาคตหาเลี้ยง เธออาจจะได้เงินรายเดือนแค่ห้าร้อยหยวนเท่านั้นนะ”

โจวฟางถึงกับสำลักน้ำชาออกมา จนต้องรีบหยิบกระดาษทิชชูมาเช็ดปาก “เธอนี่นะ ทำไมต้องพูดตอนที่ฉันกำลังดื่มชาด้วยล่ะ”

หลินฮุ่ยมองสหายรักแล้วก็หัวเราะ “หรือไม่จริง พี่ชายเธอยังบอกว่าจะให้ฉันแค่ห้าร้อยหยวนอยู่เลยนะ ถ้าเปรียบเทียบกับคนทั่วไปก็นับว่ามากอยู่หรอก แต่พวกเราทำการค้ามาถึงขนาดนี้แล้ว ยังจะสนใจเงินห้าร้อยหยวนด้วยหรือไง”

“ไม่สนๆ ไม่มีทางสนใจแน่นอน แม้จะมีสามีแล้วหรือแม้ว่าจะมีงานประจำทำแล้ว ฉันก็ไม่เลิกทำการค้าเด็ดขาด นี่มันคืออิสระของชีวิตเรานะ ใช่ไหมฮุ่ยฮุ่ย”

“ใช่ๆๆ เธอพูดถูกที่สุด”

 

ชายหนุ่มที่นั่งอยู่อีกห้องได้ฟังเสียงหญิงสาวสองคนคุยกัน ก็ถึงกับเลิกคิ้วแต่ไม่นานเขาก็พยักหน้าเห็นด้วยกับคำพูดของพวกเธอ

“คุณชาย ดูเหมือนคุณจะสนใจผู้หญิงที่อยู่อีกห้องนะครับ” คนสนิทถามเพราะถ้าคุณชายสนใจเป็นพิเศษ ผู้หญิงคนนั้นจะต้องมีอะไรดีแน่ๆ

“ไม่มีอะไรพิเศษหรอก แค่แนวคิดของพวกเธอน่าสนใจเท่านั้น”

“จะให้ผมไปตรวจสอบไหมครับ เผื่อจะเป็นผู้หญิงคนนั้นที่คุณชายกำลังตามหา”

“ไม่ต้องหรอก สมองของเธอกระทบกระเทือนคงจำฉันไม่ได้แล้วล่ะ อีกอย่างมันก็ไม่ใช่ความทรงจำที่ดีสักเท่าไหร่”

“แต่นั่นมันเป็นเหตุการณ์สุดวิสัยนะครับคุณชาย ถ้าคนพวกนั้นไม่ส่งสายเข้าไปในพรรคฯ ความลับของโครงการก็คงไม่รั่วไหล ดีนะที่คุณชายนำเอกสารสำคัญย้ายไปไว้ที่อื่นแล้ว”

“งานวิจัยเกี่ยวกับแร่สำคัญที่จะพลิกโฉมประเทศ อย่างไรก็ต้องระมัดระวัง”

“แต่การที่คุณชายใช้ตัวเองเป็นเหยื่อล่อนี่ก็ไม่ดีเลยนะครับ ครั้งต่อไปคงไม่โชคดีมีผู้หญิงคนนั้นมาช่วยอีกแล้ว”

ใบหน้าของเขาแดงก่ำขึ้นมา เมื่อคิดถึงเหตุการณ์ในค่ำคืนนั้น ยังดีที่มีคนมาช่วยได้ทัน ทั้งยังส่งเขาและเธอไปที่โรงพยาบาล ไม่อย่างนั้นเขาก็ไม่มั่นใจว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง