อู๋เสี่ยวเยี่ยนและหม่าจิ้ง
อู๋เสี่ยวเยี่ยนและหม่าจิ้ง
วันต่อมาหลินฮุ่ยนั่งรถโดยสารไปที่บ้านเช่าหลังเล็ก เธอได้นำเอาต้นกล้าผักที่เพาะเอาไว้มาด้วย เพราะที่บ้านหลังเล็กก็มีพื้นที่ให้ทำแปลงปลูกผักพอสมควร
เธอทำแปลงปลูกผักไปหลายแปลงก็ได้ยินเสียงเคาะประตูหน้าบ้าน จึงได้รีบเดินมาเปิด “พี่โจว พี่มาอีกแล้วเหรอคะ”
โจวเจ๋อหย่วนมองคู่หมั้นคนสวยยิ้มๆ เหงื่อเม็ดเล็กๆ ที่เกาะพราวตามกรอบหน้า ทำให้เธอดูเปล่งประกายเป็นพิเศษ “เป็นพี่เองฮุ่ยฮุ่ย พี่ซื้ออาหารเช้ามา พวกเรามากินด้วยกันนะ”
หลินฮุ่ยมองท่าทีของเขาแล้วก็ต้องพยักหน้า เธอประเมินความหน้าหนาของเขาน้อยเกินไปหรือนี่ ผู้ชายคนนี้เริ่มใช่เล่ห์เหลี่ยมกับเธอแล้วใช่ไหม “พี่ได้ซื้อเผื่อฟางฟางด้วยหรือเปล่าคะ อีกหน่อยเธอก็น่าจะมาถึงแล้ว ถ้าไม่มีส่วนของเธอพี่คงต้องมีปัญหากับฟางฟางแล้วล่ะค่ะ”
เขาชูถุงอาหารเช้าหลายอย่างขึ้นมา “ต้องมีส่วนของฟางฟางอยู่แล้ว ไปเถอะ วันนี้พี่ว่างกินเสร็จแล้วจะพาเธอไปจัดการธุระเอง” เขาไปจี้ถามกับลูกพี่ลูกน้องตั้งแต่เมื่อคืน ถึงทำให้รู้ว่าฮุ่ยฮุ่ยจะไปเช่าร้านเพื่อทำการค้า แบบนี้เขาก็พอรับได้อยู่นะเพราะที่ร้านก็มีพนักงานขายอยู่แล้ว เธอไม่จำเป็นต้องออกหน้าไปขายเอง
วันนี้วันเสาร์เขาก็เลยไม่ได้ไปทำงานนี่เอง “พี่รู้แล้วเหรอคะว่าฉันกับฟางฟางจะทำอะไร”
เขาช่วยเทน้ำเต้าหู้ใส่ชาม จากนั้นก็ยกไปวางที่โต๊ะกินข้าว “รู้แล้ว เมื่อคืนไปเค้นถามกับฟางฟางก็เลยรู้ ถ้าเธอเปิดร้านค้าแบบนี้พี่ก็ไม่มีปัญหาหรอกนะฮุ่ยฮุ่ย พี่พอมีเงินเก็บอยู่บ้างจะให้ร่วมลงทุนกับเธอก็ได้นะ”
หญิงสาวรีบยกมือขึ้นห้ามเขาทันที “ไม่เป็นไรค่ะ ฉันอยากจะทำคนเดียว ถ้าพี่โจวอยากจะลงทุนก็ไปเป็นหุ้นส่วนของฟางฟางแล้วกันนะคะ เพราะร้านค้าของฉันเป็นแค่ร้านเล็กๆ เท่านั้น”
“ฉันก็ไม่ต้องการหุ้นส่วนเหมือนกัน!” โจวฟางที่พุ่งเข้ามารีบร้องออกมาอย่างจริงจัง
โจวเจ๋อหย่วนมองหญิงสาวสองคนที่พร้อมใจกันปฏิเสธเขา แล้วก็หัวเราะออกมา “ก็ได้ๆ ไม่ให้พี่ร่วมลงทุนด้วยก็ไม่เป็นไร มากินข้าวเช้าเถอะ จะได้รีบไปจัดการเรื่องร้าน”
สองสหายมองหน้ากันไปมา ก่อนจะยักไหล่ให้กันแล้วนั่งลงที่เก้าอี้ข้างๆ กัน โจวฟางกระซิบเสียงเบา “โทษทีนะฮุ่ยฮุ่ย เมื่อคืนนี้เขาบุกไปหาฉันถึงบ้านเลย เธอก็รู้ว่าเขาเป็นถึงเลขาของท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เขาพูดเสียจนฉันหลุดเรื่องการค้าของพวกเรา แต่เรื่องอื่นฉันไม่ได้พูดนะ”
“เธอนี่นะ ช่างเถอะไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร”
“เธอจะเอายังไงต่อ ดูท่าแล้วลูกพี่ลูกน้องของฉันเขาจะไปฝึกวิชาหน้าหนามานะ ดูสิวิ่งแจ้นมาหาเธอตั้งแต่เช้าเลย นี่ถ้าหอบผ้าหอบผ่อนมาได้คงทำไปแล้ว”
“ก็ไม่ทำยังไงหรอก อีกหน่อยพวกเราก็ต้องไปเรียนแล้ว ไม่ค่อยได้เจอเขาแล้วล่ะ”
“ฉันไม่คิดแบบนั้นนะ เธอดูเขาสิเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือเลย ไว้ใจไม่ได้เด็ดขาด” ยิ่งพูดโจวฟางก็ยิ่งรู้สึกว่าลูกพี่ลูกน้องไม่น่าไว้วางใจ
“พวกเธอสองคนจะคุยกันอีกนานไหม” ว่าแล้วก็ยื่นชามน้ำเต้าหู้และจานโหยวเถียวให้กับสองสาว “รีบกินเถอะ เย็นแล้วจะไม่อร่อย”
“ได้ๆๆ จะรีบกินเดี๋ยวนี้แหละค่ะ” โจวฟางพูดแล้วก็รีบยกชามน้ำเต้าหู้ขึ้นดื่ม แล้วก็พูดกับลูกพี่ลูกน้องของเธอว่า “ฉันจะให้ฮุ่ยฮุ่ยนั่งรถฉันนะพี่เจ๋อหย่วน”
“ไม่ได้ ฮุ่ยฮุ่ยต้องนั่งรถไปกับฉัน”
หญิงสาวมองสองพี่น้องที่เริ่มจะทะเลาะกันอีกแล้วก็เอ่ยขึ้นมาว่า “ก็ไปคันเดียวกันก็ได้นี่ หรือจะเดินไปก็ได้นะร้านค้าอยู่ไม่ไกลจากที่นี่ไม่ใช่เหรอ”
“งั้นนั่งรถของพี่ก็แล้วกันนะ ฟางฟางเธอห้ามเถียง”
โจวฟางปิดปากทันทีเพราะไม่อยากจะเดิน แต่เธอก็ยังไม่วายจะถลึงตาให้ลูกพี่ลูกน้องที่ทำตัวหน้าหนาตามติดสหายรักของเธอ
ตอนสายทั้งสามคนเดินทางออกจากบ้านหลังเล็กของหลินฮุ่ย ไม่นานก็มาถึงร้านค้าที่โจวฟางพูดถึง “ร้านนี้เป็นร้านเล็กอย่างที่เธอต้องการฮุ่ยฮุ่ย ถ้าไม่ชอบร้านนี้ก็ยังมีร้านฝั่งตรงข้ามอีกสองร้านนะ เธอเลือกได้เลย”
หลินฮุ่ยมองร้านขนาดใหญ่ที่สหายบอกว่าเป็นร้านเล็ก แล้วก็ต้องหันไปเคลียร์ “นี่มันร้านใหญ่เลยนะฟางฟาง แบบนี้ค่าเช่าต่อปีน่าจะหลายหมื่น”
“ไม่มากหรอกน่า อีกอย่างนี่ก็ร้านเล็กที่สุดแล้วนะ”
“แล้วร้านของเธอล่ะอยู่ที่ไหน” ถ้านี่เป็นร้านเล็กแล้ว เธอก็อยากจะดูร้านค้าขนาดใหญ่ของโจวฟางแล้วเหมือนกัน
“โน่นไง กำลังมีช่างเข้ามาดูแล้วว่าต้องตกแต่งยังไง”
หญิงสาวมองตามแล้วก็ต้องตาโต “นั่นมันร้านค้าทั้งแถบเลยนี่ เธอใช้เงินซื้อไปเท่าไหร่ฟางฟาง ยังเหลือไว้ซื้อสินค้ากับวัตถุดิบร้านขนมหวานอยู่ไหม”
“เหลือสิ ถ้าไม่เหลือฉันจะกล้าลงทุนทำขนาดนี้เหรอ เอาละเธอดูร้านไปก่อนนะ ฉันจะไปตามน้าของฉันมาก่อน จะได้พูดคุยเรื่องสัญญาเช่าไปด้วยเลย เธอเอาเงินมาด้วยใช่ไหม”
“เอามาสิ กะว่าจะขอเช่าสักหนึ่งปีก่อน”
“อืม ไม่ใช่ปัญหาหรอก เงินหนึ่งหมื่นสำหรับร้านค้าในย่านนี้แล้วหาแป๊บเดียวก็ได้คืน” ว่าแล้วโจวฟางก็เดินไปทางตึกสำนักงานอีกฝั่ง
จึงทำให้ในร้านค้าเหลือเพียงโจวเจ๋อหย่วนและหลินฮุ่ย เขาเดินเข้าไปใกล้เธอแล้วกระซิบเสียงเบา “เมื่อวานพี่กลับไปคุยกับคุณแม่แล้วนะฮุ่ยฮุ่ย”
“แล้วคุณป้าโจวว่ายังไงบ้างคะ คงไม่ได้บอกว่าถ้าขืนคบไปก็ได้ แต่จะไม่ให้แต่งเข้าบ้านหรอกใช่ไหมคะพี่โจว”
ชายหนุ่มมองคู่หมั้นคนสวยอย่างอึ้งๆ “ก็ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก แต่ที่เธอคาดเอาไว้ก็คงจะจริง วันนี้พี่ก็เลยจะบอกเธอว่า ถ้าเราไม่ได้แต่งงานกัน พี่ขอร้องเธออย่าห่างเหินกับพี่ได้ไหม”
“ที่พูดนี่หมายความว่าไงคะพี่โจว หรือว่าพี่ต้องการจะคบฉันด้วยอีกทาง ส่วนที่บ้านก็มีภรรยาที่แต่งเข้าบ้านอีกคน” เธอถามเขายิ้มๆ แล้วก็เดินดูร้านไปด้วย ร้านนี้กลางเก่ากลางใหม่คงต้องปรับปรุงหลายอย่างเลย
เขาเดินตามเธอช้าๆ ตามก้าวย่างของเธอ “ถ้าพี่ต้องแต่งงานจริงๆ” พูดมาถึงตรงนี้ก็มองเธอนิ่งนาน แต่ในที่สุดด้วยความเห็นแก่ตัวจึงทำให้เขามีความกล้าที่จะพูดมันออกไป “ขอให้พี่อยู่ในสถานะคนที่เธอสนิทด้วยที่สุดได้ไหมฮุ่ยฮุ่ย”
“พี่ก็น่าจะรู้คำตอบอยู่แล้วนะคะ และเรื่องถอนหมั้นฉันก็พูดออกไปแล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงคนทางฝั่งตระกูลหลิวและตระกูลโจว ไม่ช้าก็เร็วพี่ต้องถูกบีบให้แต่งกับหลิวอวี่ถิงแน่นอนค่ะ”
“ฮุ่ยฮุ่ย” เขาเรียกชื่อเธออย่างจนใจ เป็นเขาที่คิดว่าทุกอย่างจะง่ายดาย แท้จริงแล้วคนที่อยู่ในโลกแห่งความจริงมาตลอดก็คือเธอไม่ใช่เขา “เธอน่าจะมีของวิเศษสิ่งนั้น คนตระกูลหลิวก็คงไม่ทอดทิ้งเธอแบบที่เป็นอยู่ในตอนนี้” ชายหนุ่มพึมพำเสียงแผ่ว
แต่หลินฮุ่ยกลับได้ยินมันอย่างชัดเจน ทั้งที่ไม่ควรจะได้ยิน ทำให้เธอหันมามองเขาอย่างสำรวจ “เมื่อกี้นี้พี่โจวพูดว่าอะไรนะคะ”
สีหน้าของชายหนุ่มเลิ่กลั่กทันที “เธอได้ยินด้วยเหรอฮุ่ยฮุ่ย”
“นิดหน่อยค่ะ ของวิเศษสิ่งนั้นมันคืออะไรคะ”
เขาอึกอักไม่อยากจะพูด แต่พอเห็นสายตาของเธอ ก็ทำให้เขาคิดว่านี่อาจจะรั้งตัวเธอไว้ได้ “ในเมื่อเธอได้ยินแล้วพี่ก็ไม่คิดจะปิดบังเธอ หลิวอวี่ถิงมีของวิเศษที่เรียกว่าแหวนมิติ สามารถเก็บของทุกอย่างเอาไว้ในนั้นได้ เลยทำให้เธอได้รับการยอมรับจากสองตระกูลทันที”
“มีเรื่องแบบนี้ด้วยหรือคะ ฉันไม่อยากจะเชื่อเลย” เธอไม่เชื่อจริงๆ นั่นแหละ แต่พอคิดถึงความฝันทุกค่ำคืนที่เธอฝันถึงเรื่องราวมากมายอย่างไม่ปะติดปะต่อทั้งในยุคนี้และยุคอนาคต ก็ทำให้เธอพอจะยอมรับได้อยู่หน่อยๆ
“พี่ก็ไม่อยากเชื่อเหมือนกัน แต่คุณแม่พูดก็เลยต้องเชื่อ”
“แบบนี้ก็ดีนะคะ พี่อาจจะรักหลิวอวี่ถิงได้เร็วขึ้น ส่วนฉันก็จะได้ไม่มีภาระอะไรอีก ดีทั้งสองฝ่ายค่ะ”
“เธอพูดเหมือนพี่เป็นสิ่งของที่เธอไม่ต้องการ แล้วก็โยนให้คนอื่นเลยนะฮุ่ยฮุ่ย” ฟังคำพูดของเธอดูเถอะ อย่างไรก็คงไม่เชื่อเรื่องนี้แน่ๆ แล้วเขาจะรั้งเธอไว้ได้ไหมนะ
“ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกค่ะ แต่เป็นเพราะตอนนี้ฉันก็คือคนนอกสำหรับคนสองตระกูล การหมั้นหมายมันจบสิ้นตั้งแต่วันที่รู้ความจริงเรื่องการสลับตัวแล้วล่ะค่ะ พี่เองก็ควรจะยอมรับความจริงให้ได้นะคะ”
ชายหนุ่มได้แต่ส่ายหน้า ไม่อยากจะยอมรับความจริงนี้ “พี่ขอถามเธอสักคำถาม จะได้ไหมฮุ่ยฮุ่ย”
“ได้ค่ะ ถามมาเถอะถึงอย่างไรเราก็รู้จักกันมานาน ฉันจะยอมตอบคำถามของพี่”
“เธอเคยรักพี่บ้างไหม”
หญิงสาวชะงักไป ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่เคยรู้สึกหรอกนะ แต่ความรู้สึกนั้นมันก็ปลิวหายไปนานแล้วพร้อมกับความเย็นชาและท่าทีห่างเหินของเขา
“ไม่เคยค่ะ ตอนนั้นที่ผู้ใหญ่ให้หมั้นก็แค่ทำตามหน้าที่เท่านั้น ตอนนี้ไม่ใช่ฉันที่ต้องแบกรับมันอีกต่อไปแล้วล่ะค่ะ”
“เจ็บกว่าที่คิดเลย เธอนี่ช่างเป็นผู้หญิงที่ใจร้ายจริงๆ นะ”
“เรื่องนี้โทษฉันไม่ได้หรอกค่ะ ต้องโทษโชคชะตาที่ทำให้เรื่องราวมันเป็นแบบนี้”
“พี่ไม่โทษหรอกโชคชะตา จะโทษเธอนี่แหละ เธอจะได้จำว่ายังมีผู้ชายคนหนึ่งที่เจ็บปวดเจียนตายเพราะเธอ”
“พูดแบบนี้แสดงว่าเริ่มตัดใจแล้วใช่ไหมคะพี่โจว ดีเลยค่ะ ต่อไปฉันจะได้วางตัวง่ายขึ้น”
“ฮึ! พี่ไม่คิดจะยอมแพ้หรอกนะ ยังไงก็ต้องหาทางแต่งงานกับเธอให้ได้”
“แล้วแต่พี่เลยค่ะ ฉันจะไปหาฟางฟางแล้ว”
วันต่อมา หลินฮุ่ยก็หอบหิ้วกระเป๋าเสื้อผ้าและของใช้กลับไปที่มหาวิทยาลัย พอจัดการเรื่องรายงานตัวและเอกสารพร้อมกับจ่ายค่าเทอมเรียบร้อยแล้ว ก็มาที่หอพักที่อยู่ชั้นสอง
“ฮุ่ยฮุ่ย ฉันคิดถึงเธอที่สุดเลย มาๆ มาให้กอดหน่อย” อู๋เสี่ยวเยี่ยนถลาเข้าหาสหายรักที่ไม่ได้เจอกันนานเกือบสองเดือน
หลินฮุ่ยยอมให้สหายรักกอดจนหนำใจแล้วจึงผละออก “เธอมาถึงตั้งแต่วันไหนเสี่ยวเยี่ยน” สหายรักคนนี้ยังสูงโปร่งทะมัดทะแมงและงดงามไม่เปลี่ยนเลย สมแล้วกับที่เป็นหญิงสาวที่มาจากครอบครัวทหาร
“ฉันมาได้สองวันแล้วล่ะ รีบมาเพราะเห็นข่าวในหนังสือพิมพ์ ร้อนใจจะแย่อยู่แล้ว ออกจากบ้านคนพวกนั้นแล้วเธอไปอยู่ที่ไหน รีบเล่ามาเร็ว”
“ก็ไปเช่าบ้านแถวหน้ามหาวิทยาลัยนั่นแหละ” ว่าแล้วก็เดินไปที่เตียงนอนของตัวเองที่อยู่ชั้นล่างติดหน้าต่าง
“พวกเขาไม่ตามมาระรานเธอใช่ไหม ถ้ามีเรื่องแบบนั้นบอกฉันได้นะ ฉันจะให้พี่ชายที่บ้านไปอัดพวกเขาให้เธอ” ไม่พูดเปล่าอู๋เสี่ยวเยี่ยนยังได้ถลกแขนเสื้อไปด้วย
“เธอนี่นะ ฮุ่ยฮุ่ยมีฉันอยู่ทั้งคน ไม่มีใครกล้ามารังแกหรอกน่า” โจวฟางรีบลากกระเป๋าเข้ามา แล้วก็วางเอาไว้ที่เตียงนอนชั้นสองของเธอ ก่อนจะถลาเข้าหาเสี่ยวเยี่ยน “ดูท่าทางของเธอสิ จะร้องไห้อีกแล้วใช่ไหม ไม่ต้องร้องนะ ฉันคอยดูแลฮุ่ยฮุ่ยอยู่ตลอด”
“เธอก็เป็นคนตระกูลโจว คงไม่เข้าข้างพวกเดียวกันใช่ไหมฟาง”
“ไม่แน่นอน! ไม่มีใครสำคัญกว่าฮุ่ยฮุ่ยของพวกเราแล้ว” พูดพลางก็กอดสหายทั้งสองคนไปพลาง
“แล้วอาจิ้งมาหรือยัง” หลินฮุ่ยถามหาสหายรักอีกคนที่บ้านอยู่มณฑลกวางตุ้งเหมือนกับเสี่ยวเยี่ยน
“มาแล้วล่ะ นั่นไงกระเป๋าของอาจิ้ง ที่เหลือก็จัดเข้าตู้เรียบร้อยหมดแล้ว” อู๋เสี่ยวเยี่ยนชี้ให้ดูบนเตียงของหม่าจิ้ง
“มาครบกันแล้ว รออาจิ้งกลับมาที่ห้อง พวกเราไปทานข้าวที่โรงอาหารด้วยกันนะ”
“ฉันจะเลี้ยงเธอเองฮุ่ยฮุ่ย” สหายรักถูกคนพวกนั้นไล่ออกจากบ้าน เป็นแบบนี้เธอจะต้องขัดสนแน่ๆ เธอที่พอมีเงินเก็บอยู่บ้างจะอาสาเลี้ยงเอง
“ไม่ต้องหรอก ฉันพอมีเงินเก็บอยู่บ้าง”
“ไม่ได้ๆ ตอนนี้เธอไม่มีรายได้ทางอื่น เงินที่มีก็เอาไว้จ่ายค่าเทอมเถอะ ค่าใช้จ่ายที่เหลือฉันจะจ่ายให้เธอเอง”
“นี่แน่ะ” โจวฟางดีดหน้าผากอู๋เสี่ยวเยี่ยนไปหนึ่งที ก่อนจะพูดว่า “ฮุ่ยฮุ่ยของพวกเรา นอกจากจะไม่ขัดสนแล้ว ตอนนี้เธอยังคิดจะทำการค้าอีกนะ ต่อไปเสื้อผ้าของใช้ที่ฮิตๆ ในฮ่องกงเธอรอไปซื้อที่ร้านของฮุ่ยฮุ่ยได้เลย”
“ฮุ่ยฮุ่ยเปิดร้านขายเสื้อผ้าเหรอ ดีเลยฉันจะได้ไปอุดหนุน” เสียงร่าเริงนำมาก่อนตัวนั้นจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากหม่าจิ้ง หญิงสาวร่างอวบผิวขาวใสหน้าตาน่ารัก
“มาแล้วเหรออาจิ้ง” ฮุ่ยฮุ่ยร้องถามสหายรักอย่างดีใจ
“อืม เมื่อกี้ไปส่งพ่อกับแม่น่ะ มาครบกันหมดแล้วพวกเราไปกินข้าวดีไหม” หม่าจิ้งที่รักการกินชวนสหายทั้งสามทันที
“ไปโรงอาหารดีไหม ฉันเลี้ยงเอง” โจวฟางเสนอขึ้นมาอีกครั้ง
“คุณหนูโจวจะเลี้ยง ไปแค่โรงอาหารก็ไม่ค่อยเข้าท่าเท่าไหร่ พวกเราไปกินร้านแถวๆ หน้ามหาวิทยาลัยดีไหม”
“หึหึ ไปก็ไปสิใครกลัวจ่ายไม่ไหวกัน”
“เอาแบบนี้ดีไหม ไปหาซื้อของแล้วไปทำที่บ้านเช่าของฉัน ตอนเย็นค่อยกลับมาพักที่หอ” หลินฮุ่ยเสนอทางที่ดีกว่าขึ้นมา
“ดี! งั้นก็ไปตอนนี้เลย!”