LNCrawler

ฮ่าวฮ่าวหนีออกจากบ้าน

พลิกชะตาลูกสาวสลับตัว ในยุค 90 — novel.dek d.com · All chapters

ฮ่าวฮ่าวหนีออกจากบ้าน

อู๋เสี่ยวเยี่ยนมองบ้านเช่าหลังเล็กของหลินฮุ่ยอย่างทึ่งๆ บ้านหลังนี้เจ้าของไม่เคยปล่อยเช่ามาก่อน ทั้งที่ก่อนหน้าเธอเคยมาถามหลายครั้งแล้วเพราะพี่ชายกับสะใภ้มักจะพาหลานชายมาเที่ยวปักกิ่งบ่อยๆ แต่ก็ต้องไปเช่าบ้านหลังอื่นแทนตลอด

“ฮุ่ยฮุ่ยบ้านหลังนี้เธอเช่าเดือนละเท่าไหร่”

“เดือนละยี่สิบหยวน จ่ายเอาไว้แล้วหนึ่งปี ถ้าญาติพวกเธอมาที่ปักกิ่งก็มาพักที่นี่ได้นะ เพราะฉันคงได้มาพักแค่ช่วงวันหยุด”

“ยี่สิบหยวนก็ถือว่าไม่แพงนะ เพราะมีทั้งบ้านและพื้นที่ให้ปลูกผักได้ด้วย”

หลินฮุ่ยที่เดินนำเข้าไปในห้องครัวเล็กแล้วก็คิดอะไรขึ้นมาได้ “พอดีเลย ได้พวกเธอมาช่วยปลูกผัก ฉันทำแปลงเอาไว้แล้ว ห้ามปฏิเสธนะ”

“เรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหา รีบทำอาหารดีกว่านะ ใครจะเป็นคนก่อไฟ” หม่าจิ้งรีบถามขึ้นมาทันทีเพราะเธอไม่ถนัดจริงๆ

“ฉันเอง” อู๋เสี่ยวเยี่ยนตบอกขันอาสา แล้วก็เดินไปที่เตามองหาเศษฟืนและกล่องไม้ขีด เจอแล้วก็เริ่มก่อไฟทันที

“ส่วนฉันขออาสาล้างผักนะ” โจวฟางรีบอาสางานถนัดทันที

หลินฮุ่ยมองสบตากับหม่าจิ้งยิ้มๆ “ถ้าอย่างนั้นฉันจะเป็นคนทำอาหาร ส่วนอาจิ้งเตรียมวัตถุดิบนะ”

“ได้ๆๆ เรื่องนี้ฉันก็ถนัดเหมือนกัน แต่ถ้าจะให้ลงมือควงตะหลิวปรุงรสชาติล่ะก็ อันนี้ก็ไม่ไหวจริงๆ” เธอเคยลองทำอาหารกินเองแล้ว แต่รสชาติมันไม่ได้จริงๆ

เมื่อแบ่งหน้าที่กันเรียบร้อยแล้ว หลินฮุ่ยก็ยกกระทะใบบัวขึ้นมาวางบนเตา จากนั้นก็ตักน้ำใส่กระทะเพื่อต้มน้ำซุปก่อนเป็นอันดับแรก

“พวกเธอคิดยังไงถึงจะเปิดร้านค้า งานนี้ไม่ได้ง่ายอย่างที่พวกเธอคิดหรอกนะ โดยเฉพาะเรื่องบัญชีต้องตรวจสอบให้ดี ยิ่งให้พนักงานดูแลให้ก็ยิ่งมีความเสี่ยง” เสี่ยวเยี่ยนถามมาจากหลังเตาที่ไฟกำลังติดเชื้ออยู่

“ก็อยากมีเงินเป็นของตัวเองน่ะสิ จะรอให้เรียนจบแล้วค่อยหางานทำหรือเริ่มธุรกิจ ก็น่าจะช้าไปแล้ว” โจวฟางตอบอย่างฉะฉานและมั่นใจ

“แล้วเธอล่ะฮุ่ยฮุ่ย ตอนนี้ไม่มีตระกูลหลิวหนุนหลังแล้ว ถ้าผิดพลาดมาเธออาจจะหมดตัวได้เลยนะ”

หญิงสาวไม่โกรธที่เสี่ยวเยี่ยนถามแบบนี้ “หมดตัวก็เริ่มต้นใหม่สิ ไม่เห็นจะยากอะไร ถึงตอนนั้นฉันอาจจะไปภาคใต้เพื่อรับซื้ออาหารทะเลมาขายทางนี้ก็ได้นะ”

“ใช่ๆๆ รับซื้อของจากภาคใต้มาขายทางนี้ ทำเงินได้ไม่น้อยเลยนะเสี่ยวเยี่ยน ญาติๆ ของฉันก็ทำกันเยอะ และพวกเขาก็กระจายสินค้าไปขายหลายๆ เมือง ตอนนี้ชีวิตสุขสบายกันแล้วล่ะ”

“ถ้าพวกเธอมั่นใจ ฉันก็ไม่เป็นห่วงแล้วล่ะ จะว่าไปแล้วญาติทางแม่ของฉันก็ทำฟาร์มหอยมุกอยู่หลายคน มีแต่แม่ของฉันที่ไม่กล้าทำอะไรเพราะไม่อยากให้คุณพ่อมีปัญหา ฉันก็เลยไม่กล้าทำการค้าไปด้วย”

“ไม่ใช่ธุรกิจใหญ่โตเสียหน่อย แค่ค้าขายเล็กๆ น้อยๆ” โจวฟางพูดพลางก็ล้างผักไปพลาง

“ญาติของฉันก็มีเรือประมงหลายคน ก็ไม่เห็นเป็นไรเลยเสี่ยวเยี่ยน พวกเราทำแบบตรงไปตรงมาไม่มีปัญหาหรอก”

อู๋เสี่ยวเยี่ยนได้แต่ส่ายหน้าเพราะช่วงสิบปีแห่งความยากลำบาก ตระกูลของเธอถูกใส่ร้ายป้ายสีทำให้มีการตรวจสอบและควบคุมตัวไปสอบสวนนานนับเดือนจึงพ้นข้อกล่าวหา นับแต่นั้นมาคุณปู่ก็มีคำสั่งเด็ดขาดไม่ให้ลูกหลานประพฤติตัวออกนอกลู่นอกทาง ยิ่งเป็นครอบครัวทหารระดับสูงด้วยแล้ว อะไรก็เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา

“ไม่ทำก็ไม่เป็นไรหรอก เรียนจบก็ทำงานในหน่วยงานของรัฐก็ได้ ตอนนี้เงินเดือนก็สูงพอสมควรนะอยู่ได้สบาย” หลินฮุ่ยปลอบใจสหายรัก เพราะเธอรู้เรื่องของตระกูลอู๋ดีอยู่แล้ว

“ใช่ๆๆ แต่ว่าต้องเริ่มอ่านหนังสือตั้งแต่ตอนนี้เลยนะ เพราะการแข่งขันสูงมาก” หม่าจิ้งที่เตรียมวัตถุดิบอยู่ที่โต๊ะก็เอ่ยเสริมอีกคน “ฉันเองก็คิดจะสอบเหมือนกัน”

โจวฟางหันมายิ้มให้สหายทุกคน แล้วก็พูดว่า “ส่วนฉันนอกจากจะเปิดร้านค้าสองร้านแล้ว ฉันอยากจะทำงานที่สำนักพิมพ์”

“อยากทำงานหรืออยากจะอ่านนิยายที่นักเขียนส่งมาให้พิจารณากันแน่ ฉันรู้ทันเธอหรอกน่า” เสี่ยวเยี่ยนร้องมาจากหลังเตา

“ไม่ได้เหรอ นั่นก็ถือเป็นการทำงานนะ” โจวฟางเถียงกลับอย่างไม่เดือดร้อน

“ได้ๆๆ สำหรับคุณหนูโจว จะทำงานอะไรก็ทำไปเถอะ” อู๋เสี่ยวเยี่ยนจนใจกับสหายคนนี้แล้ว “แล้วเธอล่ะฮุ่ยฮุ่ย จะไปทำงานไหมหรือว่าจะทำการค้าอย่างเดียว”

“ไม่รู้สิ เมื่อก่อนที่อยู่บ้านนั้นก็ถูกกรอกหูมาตลอดว่าเรียนจบแล้วต้องแต่งงาน เป็นแม่บ้านเลี้ยงลูก หรือถ้าอยากจะทำงานบ้านสามีก็จะหางานสักตำแหน่งให้ ตอนนี้ไม่ได้อยู่บ้านนั้นแล้วฉันก็เลยไม่ได้คิดวางแผนอะไรสักอย่าง” ทำไมเธอจะไม่คิดล่ะ แต่เรื่องของเธอหลายๆ อย่างก็อยากจะเก็บเอาไว้เป็นความลับ แม้แต่โจวฟางที่สนิทที่สุดเธอก็ไม่ได้บอกทุกเรื่อง

คำตอบของหลินฮุ่ยทำเอาสหายรักทั้งสามมองหน้ากันอย่างเศร้าๆ “ดีนะที่ผู้หญิงคนนั้นไม่ได้เรียนที่มหาวิทยาลัยเดียวกันกับฮุ่ยฮุ่ย ไม่อย่างนั้นคงสร้างความปั่นป่วนไม่เว้นแต่ละวันแน่”

“ใครว่าล่ะ ถึงหลิวอวี่ถิงจะไม่ได้เรียนที่นี่ แต่คนตระกูลหลิวก็มีหลายคนนะที่เรียนอยู่ที่นี่ พวกที่อยากจะประจบประแจงมีน้อยเสียเมื่อไหร่” โจวฟางเอ่ยออกมาอย่างเซ็งๆ

“พวกที่ชอบแกล้งฮุ่ยฮุ่ยตั้งแต่เด็กน่ะเหรอ ต้องเจอกับฉันคนนี้” หม่าจิ้งพูดพลางก็ชูกำปั้นอวบๆ ของเธอไปพลางอย่างหมายมาด

หลินฮุ่ยได้แต่หัวเราะให้กับท่าทีของสหายรัก ก่อนจะหันกลับไปหน้าเตาเพื่อทำอาหารต่อ

หลังจากกินข้าวเที่ยงเสร็จ ยังมีเวลาอีกมากทั้งสี่คนจึงช่วยกันปลูกผักที่แปลงผักหลังบ้าน ตอนเย็นพวกเธอก็เดินกลับมหาวิทยาลัยอย่างสบายใจ

 

วันเวลาผ่านไป การเรียนของหลินฮุ่ยยังคงดำเนินไปอย่างเคร่งเครียด ส่วนเรื่องทางร้านที่ทำสัญญาเช่าเอาไว้ก็มีช่างเข้าไปปรับปรุงและตกแต่งใหม่ เธอมักจะใช้เวลาตอนเย็นหรือไม่ก็วันหยุดไปตรวจงาน จนงานเสร็จเรียบร้อย เธอจึงได้โทรติดต่อกับสหายของพี่ชายทางภาคใต้

“พี่หาน ฉันหลินฮุ่ยค่ะ เป็นน้องสาวของพี่ใหญ่” เธอแนะนำตัวเองอย่างกระตือรือร้นเพราะเป็นครั้งแรกที่ได้ติดต่อกับสหายของพี่ชาย

“ฮุ่ยฮุ่ยเองเหรอ เป็นยังไงบ้างสินค้าพวกนั้นขายหมดแล้วเหรอ”

“ขายหมดไปตั้งนานแล้วค่ะพี่หาน แต่ฉันยังยุ่งๆ กับการเรียนอยู่ ก็เลยเพิ่งติดต่อหาพี่ค่ะ”

“เธออยากจะสั่งสินค้าใช่ไหม เรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหาหรอกนะเดี๋ยวพี่หานคนนี้จัดการให้เอง เอาเท่ากับรอบที่แล้วไหมหรือเอาเยอะกว่าเดิม”

หลินฮุ่ยถึงกับอึ้งไปเลย แต่ไม่นานก็ตอบกลับ “เอาเหมือนครั้งที่แล้ว แต่ขอเพิ่มปริมาณเพราะฉันซื้อร้านค้าเอาไว้แล้วค่ะ”

“ได้ๆๆ เดี๋ยวพี่หานคนนี้จะส่งสินค้าไปให้เธอเองฮุ่ยฮุ่ย แล้วเธอได้พนักงานขายประจำที่ร้านหรือยัง”

“ยังเลยค่ะ กะว่าวันหยุดนี้จะปิดประกาศรับสมัครพนักงาน”

“ไอ้หยา! ไม่ได้ๆๆ เอาอย่างนี้แล้วกัน พี่จะส่งคนทางนี้ไปดูแลร้านให้เธอสักปีสองปี ระหว่างนี้ก็ให้เธอหาคนที่ไว้ใจได้มาช่วยงานและเรียนรู้เรื่องการขายกับการทำบัญชีไปด้วย”

“จะดีเหรอคะพี่หาน ฉันเกรงใจพี่จริงๆ นะคะ”

“ไอ้หยา! เธอก็เหมือนน้องสาวของพี่คนหนึ่ง ช่วยน้องสาวทำการค้าจะไปยากอะไร พอเธอยืนได้อย่างมั่นคงแล้วพี่ก็จะเรียกตัวพนักงานกลับก็แค่นั้น”

หลินฮุ่ยชั่งใจอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยอมรับข้อเสนอนี้ ไม่ใช่ว่าเธอเชื่อคนง่ายหรืออะไรหรอกนะ แต่เป็นเพราะเชื่อในสายตาของพี่ชาย “ถ้าอย่างนั้นก็ส่งคนมาพร้อมกับสินค้าล็อตนี้เลยได้ไหมคะ ฉันเองก็อยากจะเรียนรู้เรื่องการค้าเหมือนกัน”

“ไม่มีปัญหา อีกสามวันเธอรอรับสินค้าและคนได้เลยฮุ่ยฮุ่ย”

“แล้วเรื่องราคาสินค้าล่ะคะ พี่หานคิดยังไง จะให้ฉันโอนเงินมัดจำไปไหมคะ หรือจะส่งคนถือบิลมาเคลียร์ที่ปักกิ่ง”

“เรื่องนี้เดี๋ยวพี่เคลียร์กับเหล่าหลินเอง เธอไม่ต้องห่วงนะ เธอเปิดร้านค้าได้อย่างสบายใจเลยฮุ่ยฮุ่ย”

“ได้ยังไงกันคะพี่หาน แบบนี้ก็เหมือนครั้งที่แล้วสิคะ ที่ฉันได้รับผลประโยชน์เต็มๆ เลย แต่ทางฝั่งพี่กับพี่ใหญ่ต้องแบกรับต้นทุนเอาไว้ ไม่เอาหรอกค่ะ”

“ไม่เป็นไรหรอกน่า เหล่าหลินน่าจะบอกเธอแล้วไม่ใช่เหรอว่าเขาก็มีหุ้นในธุรกิจนี้เหมือนกัน สินค้าที่ส่งให้เธอก็เป็นส่วนของเหล่าหลินนั่นแหละ เอาละๆ เรื่องนี้ก็ตกลงตามนี้ เดี๋ยวพี่จะส่งบิลไปเก็บเงินกับเขาเอง” ว่าแล้วเหล่าหานก็หัวเราะร่าอย่างมีความสุขก่อนจะวางสายไป

หลินฮุ่ยวางสายโทรศัพท์อย่างจนใจเพราะทางพี่หานน่าจะเริ่มแพ็กสินค้ากันแล้ว “พี่ใหญ่นะพี่ใหญ่ ยังมีอะไรที่พี่ยังไม่ได้เปิดเผยออกมาอีกบ้างเนี่ย”

และสามวันต่อมา หลินฮุ่ยก็ไปที่สถานีรถไฟเพื่อรับสินค้าและเธอก็ได้รู้จักกับพี่สาวคนสวยอย่างพี่ฟาง เธอเป็นผู้หญิงร่างเล็กบางอ้อนแอ้นแต่คล่องตัวมากๆ เลย แม้ผิวจะไม่ได้ขาวจัดเหมือนคนทางภาคเหนือแต่ก็สวยมีเสน่ห์มากๆ โดยเฉพาะผมยาวที่ดัดลอนใหญ่และการแต่งกายที่ทันสมัย

“เธอไม่มีเรียนเหรอฮุ่ยฮุ่ย พี่ไปที่ร้านเองได้นะ” ฟางหลานได้รับคำสั่งจากท่านประธานให้มาช่วยน้องสาวของอดีตหัวหน้าและเขายังเป็นหุ้นส่วนคนสำคัญของบริษัท ก่อนจะมาเธอก็ได้ศึกษางานมาในระดับหนึ่งแล้ว จึงรู้ที่ตั้งของร้านหลินซ่างฟางเป็นอย่างดี

“วันนี้วันหยุดค่ะพี่ฟาง ไปกันเถอะ ฉันจะพาพี่ไปที่ร้านและจะได้จัดร้านช่วยพี่ด้วย”

“เธอเป็นเจ้านายจะให้เธอมาลำบากได้ยังไงกันฮุ่ยฮุ่ย”

“เจ้านายอะไรกันคะ ฉันก็แค่เจ้าของร้านค้าเล็กๆ เท่านั้น พี่ต่างหากที่เป็นผู้เชี่ยวชาญ”

“เธอนี่นะ ฉันยังต้องรับเงินเดือนจากเธออีกตั้งปีสองปีเลยนะ”

“แน่นอนว่าฉันจะจ่ายเงินเดือนให้พี่ แต่พี่อย่าเรียกฉันว่าเจ้านายนะคะ ฉันไม่ชินจริงๆ”

“ได้ๆๆ แล้วแต่เธอเลยฮุ่ยฮุ่ย”

“พวกเราไปกันค่ะ ฉันจ้างรถบรรทุกเอาไว้แล้ว พวกเขาจะมาช่วยพวกเราขนสินค้าด้วย”

 

พอไปถึงที่ร้าน คนงานชั่วคราวสามคนที่หลินฮุ่ยจ้างเอาไว้ก็มาช่วยขนสินค้าลงจากรถ จากนั้นก็ช่วยกันจัดของตามที่ฟางหลานแนะนำ ขณะที่ทำงานไปนั้นเธอก็ได้ยินเสียงใครบางคนร้องเรียกอยู่หน้าร้าน

พอเดินออกมาก็เห็นว่าเป็นน้องชายที่ยังคงรักและหวังดีต่อเธอมาตลอด “ฮ่าวฮ่าว นายมาทำอะไรที่นี่ คนที่บ้านรู้หรือเปล่า”

“พี่สาว ฮือๆๆ” หลิวฮ่าวโผเข้ากอดพี่สาวอย่างคิดถึง ในบ้านไม่มีใครใจดีเท่าพี่สาวของเขาอีกแล้ว “ผมคิดถึงพี่มากเลย ฮื่อๆๆ”

หลินฮุ่ยนัยน์ตาแดงก่ำเธอกอดปลอบเขาอย่างเช่นที่เคยทำมาตลอดยี่สิบปี “ถูกใครรังแกมาอีกแล้วใช่ไหมฮ่าวฮ่าว”

เด็กน้อยในวันวานได้กลายเป็นเด็กหนุ่มอายุสิบห้าปีแล้ว และตัวก็กำลังจะสูงกว่าพี่สาว แต่เขาก็ยังร้องไห้ออกมาอย่างไม่อายใคร “ตอนนี้พ่อกับแม่ไม่รักผมแล้ว พวกเขารักแต่พี่สาวคนใหม่ ผมขอมาอยู่กับพี่ได้ไหมพี่สาว”

หลินฮุ่ยผละตัวออก แล้วก็มองน้องชายที่ตัวติดกับเธอมาตลอด “แค่สองเดือนกว่า นายผอมไปมากขนาดนี้เลยเหรอ ทำไมไม่กินข้าวล่ะฮ่าวฮ่าว ถึงพ่อแม่จะไม่ดีกับนาย แต่ก็ยังมีบ้านคุณปู่คุณย่าอยู่ไม่ใช่เหรอ”

ฮ่าวฮ่าวส่ายหน้าช้าๆ “คุณปู่กับคุณย่าก็รักพี่สาวคนใหม่ และไม่สนใจผมแล้วครับพี่สาว”

“วันนี้ได้กินอะไรหรือยัง” เธอจูงมือน้องชายเข้าไปในร้าน ฉวยกระเป๋าได้ก็ร้องบอกพี่ฟาง “ฉันจะพาฮ่าวฮ่าวไปกินข้าวก่อนนะคะพี่ฟาง พี่จะเอาอะไรไหมเดี๋ยวฉันซื้อกลับมาให้”

“ไม่ต้องลำบากเธอหรอกฮุ่ยฮุ่ย ถ้าหิวพี่ไปนั่งกินร้านข้างทางแถวนี้ได้”

หญิงสาวพยักหน้าแล้วก็พาน้องชายเดินไปทางร้านฝั่งตรงข้าม ซึ่งเป็นร้านบะหมี่และอยู่ไม่ไกลจากร้านขนมหวานของฟางฟาง

“ขอบะหมี่เนื้อตุ๋นสองชามค่ะลุงซุน อ้อ อีกชามเพิ่มเนื้อเยอะหน่อยนะคะ”

“ได้ๆๆ รอเดี๋ยวนะฮุ่ยฮุ่ย ลุงจะรีบทำให้เธอเดี๋ยวนี้แหละ” พ่อค้าแม่ค้าแถวนี้ล้วนรู้จักฮุ่ยฮุ่ยเป็นอย่างดีแล้ว จึงพูดคุยกับเธออย่างเป็นกันเอง

หญิงสาวพาน้องชายไปนั่งรอที่โต๊ะ ก่อนจะชวนเขาคุย “นายมาที่นี่ คนที่บ้านรู้ไหมฮ่าวฮ่าว”

“รู้สิครับ พวกเขายังไล่ผมให้มาหาพี่สาวด้วยนะครับ ทั้งยังบอกว่าตระกูลหลิวไม่เลี้ยงคนที่ไร้ประโยชน์” เล่าให้พี่สาวฟังแล้วก็ก้มหน้าอย่างเศร้าใจ

“พวกเขาชอบคนที่เชื่อฟัง นายคงจะเถียงพวกเขาล่ะสิ”

“ผมไม่ชอบพี่สาวคนใหม่ เธอเอาแต่พูดใส่ร้ายพี่ให้ผมฟัง แล้วยังบอกว่าเธอจะแย่งพี่โจวไปจากพี่สาวด้วย”

“หลิวอวี่ถิงมีเวลาว่างขนาดนั้นเลยเหรอ ไม่ใช่ว่าเรียนคณะการบินและอวกาศหรือไง ทำไมถึงว่างมาหาเรื่องนายล่ะ”

“พักหลังๆ มานี่ เธอกลับบ้านเกือบทุกวันเลยครับพี่สาว แถมยังบอกให้พ่อกับแม่ไปซื้อที่ดินเอาไว้เยอะๆ พอหันมาทางผมก็เอาแต่พูดใส่ร้ายพี่ ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมเธอถึงพูดเรื่องพวกนี้กับผม ทั้งที่พ่อกับแม่ก็ไล่พี่ออกมาแล้ว แค่นี้ก็น่าจะพอใจแล้วนะ เธอร้ายกว่าที่แสดงออกมามากเลยครับ บางครั้งเธอก็ทำให้ผมกลัว จนไม่กล้าฟ้องพ่อกับแม่ แต่ครั้งนี้ผมทนไม่ไหวจริงๆ”

“แต่พวกเขาก็ไม่เชื่อนายสินะ” หญิงสาวมองน้องชายแล้วก็ถอนหายใจออกมา

เด็กหนุ่มพยักหน้าก่อนจะก้มหน้าลงเพราะรู้แล้วว่าคงจะทำให้พี่สาวเดือดร้อนอีกแล้ว “ผมไม่รู้จะไปหาใคร เลยมาหาพี่ตามที่พ่อกับแม่พูดตอนโมโห”

“พรุ่งนี้นายไม่คิดจะไปโรงเรียนเหรอฮ่าวฮ่าว มาตัวเปล่าแบบนี้ไม่ใช่การตัดสินใจที่ดีเลยนะ”

“ผมโมโหแล้วก็น้อยใจมาก ก็เลยไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้ พี่...ผมขอโทษนะครับ ผมทำให้พี่เดือดร้อนอีกแล้ว” ครั้งก่อนก็เป็นเพราะว่าต้องไปซื้อเค้กให้เขาถึงได้นอนหมดสติไปเป็นเดือน ครั้งนี้ก็เป็นเพราะเขาหนีออกจากบ้านอีก

“ก็ทำไปแล้วนี่ ช่างเถอะ วันนี้ก็ไปพักที่บ้านเช่าของพี่แล้วกัน” ระหว่างที่พี่ฟางช่วยงานอยู่ที่นี่ เธอได้บอกอีกฝ่ายไปแล้วว่าให้พักที่บ้านเช่าหลังเล็กได้ ถ้าฮ่าวฮ่าวจะไปพักด้วยก็อาจจะต้องเบียดกันอยู่สักหน่อย

“ขอบคุณครับพี่สาว”

“มาแล้วๆ บะหมี่ที่สั่งได้แล้ว ชามที่เพิ่มเนื้อคงเป็นของหนุ่มน้อยคนนี้ใช่ไหม” ถามพลางก็วางชามบะหมี่ลงตรงหน้าฮ่าวฮ่าว

“ใช่ครับลุงซุน เป็นของผมเองครับ” ฮ่าวฮ่าวหยิบตะเกียบให้ตัวเองและพี่สาว

“ดีๆๆ กินให้อร่อยนะ” ว่าแล้วลุงซุนก็กลับไปอยู่หน้าเตาเพื่อทำบะหมี่ให้ลูกค้าคนต่อไป

หลินฮุ่ยมองบะหมี่ในชามแล้วก็คีบเนื้อให้น้องชายอีก “กินเยอะๆ หน่อยจะได้มีแรงมีกำลัง”

“ครับพี่สาว” หลิวฮ่าวคีบบะหมี่แล้วก็สูดเข้าปากอย่างซาบซึ้งใจ ก็ยังคงเป็นพี่สาวที่รักและเป็นห่วงเขามากที่สุด แต่พ่อแม่ก็ไล่พี่สาวออกมา บ้านที่เคยอบอุ่นก็ไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว

“ฮุ่ยฮุ่ย มานั่งกินบะหมี่อยู่ร้านลุงซุนนี่เอง อ้าว แล้วใครนี่!” โจวฟางถามแล้วก็รีบนั่งลงข้างสหายรัก เธอมองหลิวฮ่าวอย่างสงสัย “นายมีปัญหากับที่บ้านเหรอฮ่าวฮ่าว”

“พี่ฟาง พี่เดาได้แม่นมาก” ว่าแล้วเขาก็สูดเส้นเข้าปากอย่างเอร็ดอร่อย

โจวฟางหันไปถามหลินฮุ่ย “เกิดอะไรขึ้นเหรอ ทำไมเขามาอยู่ที่นี่ได้ล่ะ”

“มีเรื่องกับที่บ้าน ก็เลยหุนหันออกมา น่าจะไม่ค่อยได้กินข้าว ดูเขาสิผอมลงไปเยอะเลย”

“คนบ้านหลิวนี่ยังไงกัน สนใจแต่ลูกสาว ลูกชายที่อยู่ในวัยหัวเลี้ยวหัวต่อกลับไม่สนใจ”

“เขาขอมาอยู่กับฉัน ก็เลยจะให้ไปนอนพักที่บ้านเช่า แต่คงอยู่ได้แค่คืนเดียว ยังไงเขาก็ต้องไปเรียนหนังสือ”

โจวฟางมองฮ่าวฮ่าวอย่างสงสาร ก่อนจะรับอาสากับสหายรัก “เรื่องนี้ฉันจะโทรไปบอกคนตระกูลหลิวเอง ถ้าพวกเขามาหาเรื่องเธอฉันก็จะออกหน้าให้เธอเองฮุ่ยฮุ่ย”

“อืม ก็เอาตามนั้นเพราะฉันก็ขี้เกียจจะสนใจพวกเขาแล้วเหมือนกัน”

“ไม่มีอะไรให้น่าสนใจสักหน่อย ว่าแต่สินค้าของเธอมาถึงแล้วเหรอ”

“มาแล้วล่ะ ได้พนักงานขายมือหนึ่งมาด้วยชื่อฟางหลาน ฉันเรียกเธอว่าพี่ฟาง สวยมากๆ เลยนะ พี่ใหญ่ของเธอเห็นแล้วจะต้องชอบแน่ๆ”

โจวฟางจิ้มหน้าผากสหายรักไปหนึ่งที “อย่าเพิ่งแนะนำให้พี่ใหญ่ของฉันเลย รายนั้นน่ะ นอนซมเพราะพิษรักยังไม่ยอมลุกไปไหนเลย แต่ก็ดีเพราะฉันจะได้เอารถออกมาตรวจร้านค้าได้ตลอด”

“เฮ้อ เธอนี่นะ ถ้าคนอื่นมาจีบพี่ฟางไปก่อน ก็อย่าว่าฉันไม่แนะนำให้เธอก่อนใครล่ะ”

“เธอนี่นะ เรียนจบแล้วก็ไม่ต้องไปทำงานหน่วยงานไหนหรอก ไปเป็นแม่สื่อท่าจะรุ่ง”

“ไม่เอาหรอก แค่อยากจับคู่ให้คนใกล้ตัวเท่านั้น อย่างเธอกับพี่ชายฉันก็น่าจะไปกันได้นะ ถึงเขาจะอายุมากกว่าเธอสิบกว่าปี แต่ฉันว่าถ้าเธอได้อยู่ใกล้เขา เธอจะต้องชอบพี่ชายฉันแน่ๆ”

“เหอะๆ พอเลย ถ้าเจอหน้าเขาฉันจะเรียกเขาว่าลุง”

“เธอ! พี่ใหญ่ของฉันทั้งหล่อเหลาและแข็งแรง เธอห้ามเรียกเขาว่าลุงนะ”

“ห่างตั้งสิบสองปี ไม่ให้เรียกว่าลุงหรือจะให้ฉันเรียกเขาว่าพ่อล่ะฮุ่ยฮุ่ย ไม่คุยกับเธอแล้ว จะรีบกลับไปที่ร้าน เดี๋ยวจะให้พนักงานเอาขนมกับน้ำดื่มมาให้แล้วกัน ไปละ” ว่าแล้วก็ลุกขึ้นอย่างรวดเร็วเพราะไม่อยากฟังเรื่องของตาลุงที่อายุเยอะแล้วแต่ยังไม่แต่งงาน

“ชิ! ฮ่าวฮ่าว นายดูฟางฟางสิ เอาแต่ใจจริงๆ เลย”

“พี่สาว พี่ได้เจอกับพี่ชายของตัวเองแล้วเหรอครับ”

หลินฮุ่ยพยักหน้าแต่ในแววตาของเธอก็ฉายแววระแวดระวังขึ้นมาหลายส่วน “เจอแล้ว แต่เขาก็ยุ่งมากกลับไปทำงานแล้วล่ะ”

“พี่เจอพี่ชายของตัวเองแล้ว พี่ยังรักน้องชายอย่างผมหรือเปล่า” เด็กหนุ่มถามพลางก็ใช้ตะเกียบเขี่ยเส้นหมี่ไปพลาง

“ความรู้สึกของคนเรา ไม่สามารถเปลี่ยนได้ในเวลาอันรวดเร็วหรอกนะฮ่าวฮ่าว ตั้งใจกินหน่อยสิ เงินพี่สาวของนายไม่ได้หามาง่ายๆ นะ”

ดวงตาของเด็กหนุ่มเปล่งประกายขึ้นมาทันที “ได้ๆๆ ผมจะกินให้หมดชามเลยพี่สาว ต่อไปผมหาเงินได้จะเอามาให้พี่หมดเลยดีไหม”

“ฮึ! ใครอยากให้นายหาเลี้ยงกันล่ะ”