โจวเจ๋อหย่วนถูกวางยา
โจวเจ๋อหย่วนถูกวางยา
กลางเดือนสิบ ร้านหลินซ่างฟางของหลินฮุ่ยก็เปิดอย่างเป็นทางการ เธอไม่ได้เชิญคนใหญ่คนโตแต่ก็มีพ่อค้าแม่ค้าแถวนั้นที่ได้รับเชิญให้มาร่วมงานเล็กๆ นี้ บรรยากาศเป็นไปอย่างราบรื่น ไม่มีคนตระกูลหลิวมาหาเรื่อง มีแต่สหายรักสามคนมาร่วมแสดงความยินดี
การบริหารจัดการในร้าน นอกจากพี่ฟางแล้ว เธอก็จ้างพนักงานสองคนมาช่วยงานเป็นผู้ชายสองคนที่บ้านยากจนแต่เรียนจบมัธยมต้น พวกเขาจะได้เรียนรู้การขายและการทำบัญชีไปด้วย
“พี่หานส่งเสื้อผ้ามาอีกแล้วเหรอคะพี่ฟาง” เธอเดินไปดูกล่องด้านหลังร้านแล้วก็มาถามกับอีกฝ่ายอย่างสงสัย
“ส่งมาเป็นของขวัญเปิดร้านน่ะ เพิ่งนำเข้าจากฮ่องกงเลยนะ น่าจะเรียกลูกค้าได้ดี” ฟางหลานไม่ได้ตื่นเต้นอะไรเพราะของพวกนี้เธอเห็นมาจนชินตาแล้ว
“พวกพี่ดีกับฉันจริงๆ เลยนะคะ”
ฟางหลานที่กำลังนั่งอยู่ที่โต๊ะคิดเงิน ก็เงยหน้าขึ้นมองหลินฮุ่ยอย่างตรงไปตรงมา “เป็นเพราะเธอเป็นเด็กดี และก็เป็นเพราะหัวหน้าหลินด้วย”
“เข้าใจแล้วค่ะ ฉันจะดูแลร้านนี้ให้ดีที่สุด”
“อืม ดีมาก ทุกคนล้วนต้องมีก้าวแรกเสมอ และตอนนี้เธอก็ทำได้ดีแล้วฮุ่ยฮุ่ย”
หนึ่งเดือนผ่านไป ก็เข้าสู่ฤดูหนาวอย่างเต็มตัว มองไปทางไหนก็เห็นแต่หิมะขาวโพลนไปหมด การเรียนยังคงดำเนินไปอย่างเคร่งเครียด แต่หญิงสาวก็ปลีกตัวมาดูร้านในช่วงวันหยุด พอพนักงานทั้งสองคนที่จ้างมาเริ่มเป็นงานและลงตัวแล้ว เธอจึงมีเวลาได้กลับไปที่บ้านในเขตซีเฉิง
“พี่หยาง” เธอร้องเรียกสหายรักของพี่ชายที่กำลังสั่งคนให้ช่วยกวาดหิมะอยู่ที่หน้าประตูและลานด้านในของบ้านเธอ
“ฮุ่ยฮุ่ย มีเวลากลับมาบ้านแล้วเหรอ วันก่อนพี่นั่งรถผ่านเห็นมีหิมะเต็มเลย วันนี้ไม่ได้ไปทำงานก็เลยพาคนมากวาดหิมะให้ ทานข้าวเที่ยงมาหรือยัง” เหล่าหยางถามอย่างเป็นห่วงเพราะตอนนี้เขาก็ยังติดต่อสหายรักที่ทำภารกิจอยู่ภาคใต้ไม่ได้เลย
“เรียบร้อยแล้วค่ะพี่หยาง”
“ดีแล้ว ทานข้าวให้ตรงเวลา กวาดหิมะเสร็จพี่ก็จะพาลูกน้องกลับแล้ว เธอมาเหนื่อยๆ ก็ไปพักเถอะ”
หญิงสาวเดินไปที่ห้องเก็บของแล้วก็หยิบไม้กวาดออกมา “ฉันจะไปนอนพักได้ยังไงคะพี่หยาง ถ้าพี่ใหญ่รู้ว่าฉันยืนมองพี่กวาดลานบ้านของตัวเอง ฉันต้องถูกตำหนิแน่ๆ ค่ะ”
“เขากล้าตำหนิเธอเหรอ พี่จะจัดการเขาเอง” เหล่าหยางออกหน้าปกป้องราวกับฮุ่ยฮุ่ยคือน้องสาวตัวน้อยของเขา
หลินฮุ่ยรู้สึกอบอุ่นไปถึงใจ ตั้งแต่เด็กคนที่เธอคิดว่าคือญาติคือพ่อแม่คือปู่ย่า กลับไม่ทำให้เธอรู้สึกได้ถึงความอบอุ่นนี้เลยสักนิด แต่กับคนที่เพิ่งรู้จักกันได้ไม่นานพวกเขากลับดีโดยเธอไม่ต้องร้องขอ
คิดวุ่นวายใจได้ไม่นาน เธอก็รีบตั้งสติ จากนั้นก็ช่วยกวาดหิมะที่หน้าลานบ้านจนหมด แล้วก็รีบไปต้มน้ำขิงมาให้พี่หยางและลูกน้องของเขาดื่มกันคนละชาม
“เธอจะพักอยู่ที่นี่กี่วันฮุ่ยฮุ่ย พี่กับพี่สะใภ้จะชวนเธอออกไปกินหม้อไฟที่ร้านชื่อดัง”
“พรุ่งนี้ก็ต้องเข้าไปดูที่ร้านแล้วล่ะค่ะพี่หยาง พักอยู่ที่บ้านเช่าหน้ามหาวิทยาลัยหนึ่งคืนก็กลับเข้ามหาวิทยาลัย”
“เธอกลัวว่าคนพวกนั้นจะรู้ว่าเธอพักอยู่ที่เขตซีเฉิงหรือ ถ้าเธอกลัวเรื่องนี้ไม่ต้องเป็นห่วงนะ พวกเราทุกคนคอยดูแลเธออยู่ตลอด รับรองพวกเขาไม่มีทางตามมาถึงบ้านหลังนี้ได้แน่”
“ไม่ใช่เรื่องนั้นหรอกพี่หยาง อย่างไรพวกเขาก็ต้องรู้ในสักวัน ฉันแค่รอให้ตัวเองยืนหยัดได้อย่างมั่นคงก่อนเท่านั้นเองค่ะ”
เหล่าหยางชามน้ำขิงลงบนโต๊ะ ก่อนจะลุกขึ้นเต็มความสูง “เอาละ นี่ก็ไม่เช้าแล้ว พี่กลับก่อนนะฮุ่ยฮุ่ย”
“เดินทางดีๆ นะคะพี่หยาง” เธอเดินตามไปส่งพี่หยางและลูกน้องของเขา จากนั้นก็ปิดประตูบ้านอย่างแน่นหนา แล้วก็รีบเดินสำรวจรอบๆ บ้านอย่างละเอียดถี่ถ้วน เห็นว่าไม่มีอะไรผิดปกติจึงเดินกลับไปที่ห้องของตัวเอง
ความเย็นเยียบทำให้เธอต้องเดินไปที่ห้องเก็บฟืน จากนั้นก็ก่อไฟที่เตาแถวนั้นเพื่อให้มันกระจายความร้อนไปยังพื้นใต้ดินและไปถึงห้องที่เธอพัก จากนั้นก็คีบถ่านหินไร้ควันใส่ตะกร้ากลับมาที่ห้องแล้วก็ก่อไฟขึ้นในห้องอีกเตาเพื่อเพิ่มความอบอุ่น
ระหว่างนี้เธอเปิดหน้าต่างออกเพื่อระบายอากาศลมก็พัดพรูเข้ามา ยังดีที่เธอสวมเสื้อโค้ทสีครีมตัวยาว และมีผ้าพันคอสีเดียวกันจึงทำให้ไม่หนาวมาก
ช่วงที่รอให้ถ่านติดเชื้อไฟ หลินฮุ่ยก็เดินไปที่ห้องสมุด ซึ่งที่นั่นมีหนังสือและงานเขียนเก่าๆ ของผู้เป็นแม่เต็มไปหมด เธอหยิบติดมือมาหลายเล่มเลย
กลับมาถึงห้องอีกครั้ง ถ่านในเตาก็คุโชนแล้ว หญิงสาวปิดประตูหน้าต่าง จากนั้นก็หยิบกาต้มน้ำไปวางเอาไว้ที่เตา แล้วก็นั่งลงที่เก้าอี้ข้างเตียงนอน
“งานเขียนของคุณแม่มีคุณค่าทางวรรณกรรมและประวัติศาสตร์จริงๆ ถ้ามีคนรู้ว่าพวกมันยังอยู่ครบพวกเขาจะรู้สึกยังไงนะ” เธอพึมพำกับตัวเองก่อนจะเริ่มอ่านด้วยท่าทีที่ผ่อนคลาย
กระทั่งได้ยินเสียงน้ำเดือดปุดๆ จากกาน้ำชา จึงได้ลุกขึ้นเพื่อชงชาผลไม้ให้ตัวเอง “มีงานเขียนบางเล่มที่เขียนย้อนไปถึงช่วงปี 1911 แสดงว่ารับฟังคำบอกเล่ามาจากคุณตาและคุณยายแน่ๆ เลย” พูดมาถึงตรงนี้ดวงตาของหลินฮุ่ยก็เริ่มมีประกายบางอย่าง ทว่ามันยังคงเลือนลางและยังไม่เป็นรูปเป็นร่าง ทำให้เธอปล่อยผ่านความคิดนี้ไปก่อน
ระหว่างที่กำลังชงชาผลไม้อยู่นั้น เธอก็ได้ยินเสียงคนมากมายพูดคุยกัน มีเสียงตะโกนโหวกเหวกโวยวาย หญิงสาวจึงได้วางกาน้ำเอาไว้บนเตา จากนั้นก็เดินไปที่หน้าต่างห้อง คอยเงี่ยหูฟังไม่นานเธอก็รู้ได้ทันที ว่ามีคนย้ายเข้ามาอยู่ที่บ้านสี่ประสานหลังใหญ่ที่กำแพงติดกันกับบ้านของเธอ
ด้วยความอยากรู้หญิงสาวจึงทำทีเป็นเดินไปดูที่แปลงปลูกผักหลังบ้าน แล้วก็เริ่มเก็บหัวไชเท้า ผักกาดขาวและกะหล่ำปลีที่อยู่ใต้กองหิมะ จากนั้นก็เดินไปดูในโรงเรือนที่พี่ชายทำเอาไว้ให้ ข้างในนั้นเธอปลูกสตรอว์เบอร์รีเอาไว้ห้าแปลงเป็นแถวยาวทีเดียว และก็ต้องแปลกใจเมื่อสตรอว์เบอร์รีที่เพิ่งปลูกไปได้ไม่นานออกผลมากมายให้เก็บได้แล้ว
“ว้าว! ไม่ว่าจะปลูกอะไรก็เจริญเติบโตได้ดีทุกอย่างเลย เรื่องนี้น่าแปลกจริงๆ หรือจะเป็นเพราะน้ำจากบ่อของที่บ้านกันนะ” และน้ำจากบ่อนี้เธอก็มักจะตักมาทำอาหาร ต้มน้ำชงชาดื่มประจำ หลินฮุ่ยเก็บสตรอว์เบอร์รีใส่ตะกร้า ระหว่างนั้นก็ลองชิมไปด้วย “ลูกใหญ่แถมยังหวานฉ่ำอีกต่างหาก อืม บ่ายนี้ฉันจะกินพวกแกให้หนำใจไปเลย” ว่าแล้วก็รีบเก็บอย่างรวดเร็วเพราะเริ่มจะทนความหนาวไม่ไหวแล้ว
ไม่นานหลินฮุ่ยก็เก็บสตรอว์เบอร์รีเต็มตะกร้าใบเล็ก จากนั้นเธอก็หอบหิ้วของทั้งหมดกลับเข้าบ้าน แต่หูก็คอยเงี่ยฟังคนข้างบ้านพูดคุยกันไปด้วย
“คงจะเป็นคนใหญ่คนโตสักคนของปักกิ่งแน่ๆ ช่างเถอะ รั้วบ้านสูงถึงเพียงนี้ต่างคนต่างอยู่แล้วกัน”
วันต่อมา หลินฮุ่ยก็ออกจากบ้านตั้งแต่เช้าตรู่ นั่งรถประจำทางไปยังบ้านเช่าหลังเล็ก ก่อนจะถึงบ้านเธอได้แวะซื้อน้ำเต้าหู้ โหยวเถียวและเจียนปิ่งกลับไปด้วย
เมื่อมาถึงบ้านก็พบว่าโจวเจ๋อหย่วนและโจวฟางมายืนรออยู่หน้าประตูบ้านแล้ว เธอไม่เห็นเขานานแล้ว เช้านี้พอเห็นเขาอีกครั้งหัวคิ้วก็เริ่มขมวดเข้าหากัน เพราะเธอเริ่มจะรำคาญการตามตื๊อของเขาแล้วจริงๆ
“มีอะไรหรือเปล่าฟางฟาง” เธอเลือกจะถามสหายรักของเธอแทน
“เธอยังไม่ได้อ่านหนังสือพิมพ์เหรอฮุ่ยฮุ่ย” โจวฟางที่ไม่ได้เจอหน้าหลินฮุ่ยหนึ่งวัน แต่กลับมีเรื่องราวมากมายเกิดขึ้น และตอนนี้ลูกพี่ลูกน้องของเธอก็สติหลุดไปแล้ว
“หนังสือพิมพ์เหรอ ฉันยุ่งขนาดนั้นจะมีเวลาอ่านหนังสือพิมพ์ที่ไหนกัน มีอะไรก็เล่ามาเถอะ” ว่าพลางเธอก็เดินไปเปิดประตูบ้านแล้วเดินนำเข้าไป
ทั้งสองเดินตามเข้าบ้าน โจวเจ๋อหย่วนยังคงปิดปากเงียบเขาเดินตามราวกับร่างไร้วิญญาณ ส่วนโจวฟางนั้นรีบประกบสหายรักทันที พร้อมกระซิบเสียงแผ่ว “คืนวันศุกร์ ที่ฉันบอกเธอว่าที่บ้านตระกูลโจวมีงานเลี้ยงน่ะเธอยังจำได้ไหม”
“จำได้สิ เกิดอะไรขึ้นหรือว่าผู้ใหญ่สองตระกูลประกาศการหมั้นระหว่างพวกเขา” ว่าแล้วเธอก็บุ้ยใบ้ไปทางโจวเจ๋อหย่วน
“เป็นแบบนั้นจริงๆ หนังสือพิมพ์และสื่อหลายสำนักตีข่าวนี้กันอย่างครึกโครมเลย” ยิ่งพูดเสียงของโจวฟางก็ยิ่งเบาลงเรื่อยๆ
“เป็นเรื่องดีนี่ แล้วมันเกิดอะไรขึ้น ทำไมเขาถึงมีสภาพแบบนี้ อย่าบอกนะว่ารับไม่ได้กับการจัดการของผู้ใหญ่ทั้งสองตระกูล”
“เขาน่ะเหรอ ยอมรับได้อยู่แล้ว แต่มันมีเรื่องมากกว่านั้นน่ะสิ” น้ำเสียงของโจวฟางเริ่มมีลับลมคมใน
หลินฮุ่ยพาสหายรักเดินไปที่ห้องครัว แล้วก็ปล่อยให้โจวเจ๋อหย่วนยืนเคว้งอยู่ที่ห้องโถงเล็กของบ้านต่อไป “รีบพูดมาเร็ว มีเรื่องอะไรที่ทำให้เขามีสภาพแบบนี้”
โจวฟางป้องปากกระซิบข้างหูสหายรัก “พี่เจ๋อหย่วนถูกวางยาในงานเลี้ยง เธอเดาดูสิว่าใครอยู่ในห้องกับเขาในตอนเช้าของวันต่อมา”
“หลิวอวี่ถิงใช่ไหม” ไม่ต้องบอกก็รู้เพราะเรื่องนี้มันเดาง่ายจะตายไป
“ถ้ามีแค่หลิวอวี่ถิง เรื่องราวมันจะลุกลามจนตีข่าวลงหนังสือพิมพ์ปักกิ่งเดลี่อีกวันหรือไง เธอลองเดาดูสิ”
“อย่าบอกนะว่านอกจากหลิวอวี่ถิงแล้ว ในห้องนอนคืนนั้นยังมีผู้หญิงอีกคน และหล่อนก็ถูกวางยาเหมือนกัน”
“ถูก! เธอนี่ไม่ต้องไปเป็นแม่สื่อแล้ว ไปเป็นนักเขียนเถอะถ้าจะเดาเรื่องได้แม่นขนาดนี้” ยิ่งพูดโจวฟางก็ยิ่งสนุกแม้จะอยู่บนความทุกข์ของลูกพี่ลูกน้องของเธอก็เถอะ
หลินฮุ่ยได้แต่ลอบกลอกตาก็เธอเป็นนักเขียนอยู่แล้วนี่นา จะไม่ให้คาดเดาเรื่องราวได้อย่างไรกัน “ผู้หญิงอีกคนก็อยู่ระดับเดียวกันกับตระกูลหลิวและตระกูลโจวใช่ไหม พวกเขาก็เลยไม่ยอม ต้องให้พี่โจวรับผิดชอบลูกสาวของพวกเขาให้ได้”
“เป๊ะเลยฮุ่ยฮุ่ย แต่พวกเขาอยู่ระดับที่เหนือกว่าพวกเราไปเยอะเลยล่ะ อีกทั้งพวกเขายังคุมสื่อในประเทศได้ด้วย เธอว่าไงล่ะ ทีนี้พี่เจ๋อหย่วนรับศึกหนักทั้งสองทางเลยนะ” พวกเขาไม่ได้เขียนถึงเรื่องในค่ำคืนนั้น แต่เลือกโจมตีตระกูลหลิวและตระกูลโจวอย่างชัดเจน ก็เพื่อกดดันให้สองตระกูลรับผิดชอบกับสิ่งที่เกิดขึ้น
“แบบนี้ก็มีเรื่องสนุกให้ดูแล้วสิ” เธอหัวเราะออกมาเสียงเบาแต่ปิดอาการสะใจไม่มิดเลยสักนิด
“ใช่มีเรื่องสนุกให้ดูแล้ว และคนที่วางยาผู้หญิงคนนั้นที่เข้าห้องผิดจนเกิดเรื่อง ก็มีอำนาจมากด้วยนะ แบบนี้พี่เจ๋อหย่วนเจองานหนักเข้าให้แล้วล่ะ”
“ดูๆ ไปแล้วเธอไม่ได้ทุกข์ร้อนกับเรื่องของเขาเลยนะ”
“จะไปทุกข์ร้อนทำไมกัน ฉันไม่ได้ทะเยอทะยานอะไรมากมายแบบเขานี่ แค่เป็นอยู่อย่างทุกวันนี้ก็อยู่ได้อย่างสบายแล้ว”
“แล้วทางฝั่งตระกูลหลิวล่ะ พวกเขาว่ายังไงบ้าง”
“หลิวอวี่ถิงไม่ร้องไห้ฟูมฟายแม้แต่นิดเดียว ผู้หญิงคนนี้ใจเด็ดจริงๆ แต่ผู้เฒ่าตระกูลหลิวเต้นแร้งเต้นกาไปหลายรอบแล้วล่ะ ทั้งยังบอกว่าความสัมพันธ์ที่มีมายาวนานระหว่างสองตระกูลเป็นอันขาดกัน”
“คนตระกูลโจวยอมด้วยเหรอ”
“ก็ไม่ยอมน่ะสิ เห็นปิดประตูคุยกันตั้งนานสองนาน แต่พอออกมาก็ยังต้องส่ายหัวไม่ได้ข้อสรุปอะไรเลย”
“งานนี้ฉันว่าหลิวอวี่ถิงเปลืองตัวเปล่าๆ ไม่แน่ว่าอาจจะถูกส่งไปอยู่ที่อื่น รอให้เรื่องมันซาก่อนค่อยกลับมา ส่วนทางฝั่งตระกูลโจวคงจะถูกบีบแน่ๆ”
“ใช่ และพวกเขาบอกว่าถ้าไม่อยากให้พี่เจ๋อหย่วนตาย ก็ต้องให้เขาเป็นเขยแต่งเข้าเพราะพวกเขามีลูกสาวแค่คนเดียว”
“ถ้ายังมีศักดิ์ศรีเหลืออยู่บ้าง ไม่มีใครยอมเป็นเขยแต่งเข้าหรอก”
“อื้มๆ ก็ตามนั้น ตามสภาพที่เธอเพิ่งเห็นนั่นแหละฮุ่ยฮุ่ย ทีนี้เธอก็สบายใจได้แล้วนะ เขาคงไม่มีเวลามาตามตื๊อเธอได้อีกหรอก”
“ฮึ! เธอคิดน้อยไปนะฟางฟาง นี่ก็ไม่ใช่เขาหรอกเหรอที่ยืนอยู่ในบ้านของฉัน”
“โทษทีๆ เขาแอบขึ้นรถฉันน่ะ กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็ตอนที่เขาลุกขึ้นมานั่งที่เบาะด้านหลังนั่นแหละ น่าเจ็บใจจริงๆ”
“เอาเถอะๆ ยังไงก็ทานข้าวเช้าด้วยกันก่อน เธอค่อยพาเขาไปส่งที่บ้าน ฉันเองก็ไม่มีเวลาว่างแล้ว จัดการเรื่องที่ร้านค้าแล้วก็จะต้องรีบเอางานไปส่งงานอาจารย์”
“ส่งให้ฉันด้วยนะ ช่วงนี้ฉันยุ่งๆ พรุ่งนี้ก็ยังไม่แน่ว่าจะได้ไปเรียนไหม”
“ไหนบอกว่าไม่ทะเยอทะยานกับเรื่องพวกนี้ไง ทำไมถึงไม่ไปเรียนล่ะ”
“เฮ้อ! เธอลืมไปแล้วเหรอว่าที่บ้านฉันยังมีตัวสร้างเรื่องอยู่อีกหนึ่งคน”
“พี่ชายเธอหนีออกจากบ้านเหมือนฮ่าวฮ่าวเหรอ” หลินฮุ่ยยกชามน้ำเต้าหู้ขึ้นมาได้แล้วก็เดินออกไปที่ห้องโถง เห็นโจวเจ๋อหย่วนยังยืนอยู่อย่างเลื่อนลอย ก็ได้แต่ส่ายหน้า คนเรานี่ไม่มีอะไรแน่นอนจริงๆ
“เรื่องหนีออกจากบ้านพวกเราไม่เป็นห่วงเขานานแล้วล่ะ แต่พี่ใหญ่ของฉันวิ่งแจ้นไปพังงานแต่งลูกสาวผู้อำนวยการโรงงานเหล็กกล้าน่ะสิ เธอว่าเรื่องมันใหญ่พอไหมฮุ่ยฮุ่ย หน้าที่การงานของพ่อกับแม่จะมีปัญหาก็เพราะเขานี่แหละ”
“ใหญ่สิ ใหญ่มากด้วย รีบทานเถอะ จะได้รีบไปช่วยคุณป้าคุณลุงจัดการเรื่องที่บ้าน”
“อืม แล้วนี่พี่ฟางไปไหน ทำไมพวกเรามาตั้งนานแล้วแต่ไม่เห็นพี่ฟางเลย”
“น่าจะไปเปิดร้านแล้วล่ะ ช่วงนี้มีสินค้าล็อตใหม่ส่งมาเพราะเสื้อผ้ากับของใช้ประจำฤดูหนาวที่ส่งมาครั้งก่อนขายหมดเกลี้ยงเลย”
“ดีที่เธอมีพี่ฟางมาคอยช่วย” โจวฟางเดินไปจูงมือพี่ชายมานั่งลงที่เก้าอี้ “พี่เจ๋อหย่วน พี่กินเจียนปิ่งก่อนนะคะ เสร็จแล้วฉันจะไปส่งพี่กลับบ้าน”
“อืม”
หลินฮุ่ยมองอาการของเขาแล้วก็เริ่มหวั่นใจ “เขาถูกวางยาประเภทไหนกันแน่ ทำไมสติหลุดได้ขนาดนี้ คงไม่ใช่ยาปลุกเรื่องอย่างว่าอย่างเดียวหรอกใช่ไหม”
“เรื่องนี้ฉันก็ไม่รู้หรอก ตอนที่เห็นเขาก็เป็นแบบนี้ไปแล้ว ถามอะไรก็ไม่ค่อยรู้เรื่อง บอกแค่ว่าอยากจะมาหาเธอเท่านั้น”
หลินฮุ่ยมองโจวเจ๋อหย่วนอย่างพินิจ ไม่นานมุมปากของเธอก็ยกขึ้น เจ้าเล่ห์จริงๆ นะ มีเมียตั้งสองคนทั้งยังได้ลองชิมเนื้อหวานๆ ไปตั้งหลายครั้งแล้ว ยังคาดหวังในตัวของเธออีกอย่างนั้นเหรอ ไม่มีเรื่องง่ายดายแบบนั้นหรอกนะ
“ฉันว่าตรวจให้ละเอียดก็ดีนะ บางทีอาจต้องส่งเขาไปที่โรงพยาบาลจิตเวช”
สายตาของโจวเจ๋อหย่วนที่ลอบมองหลินฮุ่ย เต็มไปด้วยแววมากเล่ห์แต่ไม่นานก็เลือนหายแล้วกลับมาเลื่อนลอยเหมือนเดิม
แต่ท่าทีเช่นนี้หลินฮุ่ยเห็นมันทั้งหมด เป็นอย่างที่เธอคิดจริงๆ พอได้กินเนื้อแล้วก็กลายเป็นผู้ชายมักมากไปเลย ช่างน่ารังเกียจจริงๆ