LNCrawler

หลินอวี่เฉินหายตัวไป

พลิกชะตาลูกสาวสลับตัว ในยุค 90 — novel.dek d.com · All chapters

หลินอวี่เฉินหายตัวไป

ตอนเย็นของวันอาทิตย์ก่อนกลับมหาวิทยาลัย หลินฮุ่ยกำลังนั่งดูสมุดบัญชีอยู่กับฟางหลานอย่างจริงจัง อีกด้านหนึ่งของตรอกหูท่งในเขตถนนวงแหวนที่สอง สามสหายก็กำลังนั่งหารือกันอย่างเคร่งเครียด

“เหล่าหลินหายตัวไประหว่างทำภารกิจ ฉันว่าเรื่องนี้น่าจะเป็นข่าวปลอมที่ถูกปล่อยออกมา ตอนนี้เขาน่าจะเข้าไปในเขตน่านน้ำสากลแล้วล่ะ”

“แต่ครั้งนี้พวกเราไม่ได้รับสัญญาณอะไรจากเขาเลยนะเหล่าเติ้ง” เหล่าหยางพูดออกมาอย่างวิตกกังวล เพราะไม่เคยมีครั้งไหนเลยที่สหายรักจะขาดการติดต่อนานเท่านี้ แม้แต่ยามที่เขาบาดเจ็บหนักก็ยังส่งสัญญาณมาที่ปักกิ่ง จนพวกเขาส่งคนไปช่วยได้ทันทุกครั้ง

“ฉันเชื่อมั่นในตัวของเหล่าหลิน ยังไงเขาก็ต้องกลับมาอย่างปลอดภัย” เหล่าจ้าวเอ่ยออกมาด้วยสีหน้าที่จริงจังและมุ่งมั่น

“นายรู้อะไรดีๆ มาหรือเปล่าเหล่าจ้าว” เหล่าเติ้งรีบถามสหายรักที่ร่วมเป็นร่วมตายกันมาหลายภารกิจ และทุกภารกิจล้วนเป็นภารกิจลับระดับสุดยอดทั้งนั้น

“พวกนายเคยได้ยินเรื่องสมบัติประจำตระกูลหลิวและตระกูลโจวหรือเปล่า” เหล่าจ้าวเปิดประเด็นได้อย่างน่าสนใจ

“เคยสิ แต่ก็ไม่รู้ว่าเรื่องนี้จริงเท็จสักกี่ส่วน” เหล่าหยางเอ่ยออกมาอย่างไม่ค่อยชอบใจเท่าไหร่นัก โดยเฉพาะโจวเจ๋อหย่วนคนนั้นที่ยังตามตื๊อฮุ่ยฮุ่ยไม่เลิก

“ตอนนี้มีข่าวอย่างลับๆ มาว่า มันอยู่กับหลิวอวี่ถิง และก็เป็นสมบัติที่มีความพิเศษเหนือจินตนาการด้วย”

“มันคืออะไรกันแน่”

“มีคนพูดว่ามันคือแหวนมิติ สามารถเก็บของจำนวนมากได้ภายในพริบตา แล้วก็ยังรักษาสภาพของสิ่งนั้นเอาไว้ให้เหมือนเดิมได้ด้วย”

“นี่ เหลือเชื่อเกินไปแล้ว มันจะมีของแบบนั้นได้ยังไงกัน” เหล่าเติ้งพูดออกมาเป็นคนแรก

“ใช่ ฉันก็ไม่อยากจะเชื่อเหมือนกัน แต่ทำไมนายถึงยกตัวอย่างคนกลุ่มนี้ขึ้นมาเทียบกับเหล่าหลินล่ะ หรือว่านอกจากมีพละกำลังเหนือคนทั่วไปและฝึกฝนทักษะของนักสู้แล้ว เขาก็จะมีของที่ว่านี่เหมือนกัน” เหล่าหยางเอ่ยเสริมอีกคน

“ครั้งที่แล้ว ตอนที่เขากลับมา ฉันบังเอิญเห็นเขาล้วงเอาเงินออกมาจากกระเป๋ากางเกงน่ะสิ” เขาไม่ตอบคำถามแต่พูดถึงเรื่องที่เขาเคยเห็นมาให้สหายทั้งสองได้ฟังก่อน

“ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกนี่ ล้วงเงินออกมาจากกระเป๋าใครๆ ก็ทำกันทั้งนั้น”

“พวกนายนี่นะ ฟังฉันก่อนสิ คือมันเป็นแบบนี้ วันนั้นเขาสวมเสื้อคลุมบางๆ คลุมลงมาถึงตรงนี้” เขาลุกขึ้นแล้วชี้ให้ดูตรงกระเป๋ากางเกง “มันค่อนข้างหมิ่นเหม่อยู่นะ แต่พวกนายก็รู้ว่าสายตาและความจำของฉันเป็นยังไง”

“อืม สายตาและความจำของนายดีมากเหล่าจ้าว แล้วยังไงต่อ” เหล่าเติ้งถามต่ออย่างเริ่มสนใจขึ้นมาแล้วจริงๆ

“กระเป๋ากางเกงข้างนั้นของเขามันไม่มีอะไรเลยน่ะสิ แล้วตอนที่เขาล้วงเอาเงินออกมา จำนวนเงินก็ตั้งพันหยวน พวกนายว่าเงินพันหยวนถ้าอยู่ในกระเป๋ามันจะเป็นยังไง”

“กระเป๋าต้องตุงอยู่แล้ว”

“อืม แต่วันนั้นฉันมั่นใจว่ากระเป๋าของเขามันว่างเปล่าไม่มีอะไรเลย”

“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับสมบัติวิเศษที่ใส่ของเข้าไปได้ด้วยล่ะ” เหล่าหยางยังไม่เข้าใจที่สหายรักจะสื่อถึง

“นี่เป็นแค่ความคิดของฉันนะ อาจจะเหนือจินตนาการอยู่สักหน่อย แต่ก็น่าจะมีความเป็นไปได้ ของวิเศษของเหล่าหลินอาจจะคล้ายแหวนมิติของหลิวอวี่ถิง และอาจจะมีคุณสมบัติที่ดีกว่านั้น ที่สิ่งมีชีวิตสามารถเข้าไปอยู่ด้านในได้ และตอนนี้เขาน่าจะซ่อนอยู่ในสมบัติวิเศษที่ว่านี้ ถึงส่งสัญญาณมาที่พวกเราไม่ได้อย่างไรล่ะ”

“บ้าไปแล้ว มันจะมีของแบบนั้นอยู่บนโลกนี้ได้ยังไง ไม่มีทางเด็ดขาด!” เหล่าเติ้งและเหล่าหยางพูดออกมาพร้อมกัน ถ้าบอกว่าจะส่งคนไปอวกาศพวกเขาจะเชื่อทันที

“กะแล้วเชียว ช่างเถอะ ไม่เชื่อก็ไม่เชื่อ”

เหล่าหยางและเหล่าเติ้งต่างมองหน้ากันไปมา แต่ไม่นานก็ถอนหายใจออกมาคนละเฮือก “ฉันจะลองคิดว่ามันมีความเป็นไปได้ แล้วนายคิดว่าพวกเราจะติดต่อเขาได้ยังไงเหล่าจ้าว”

“ส่งสัญญาณไปยังพิกัดสุดท้ายที่จับสัญญาณของเขาได้”

“งั้นพวกเรามาลองดู เผื่อจะได้ผล”

“อืม ไปห้องลับเดี๋ยวนี้เลย!”

 

หัวค่ำ ฟางหลานก็ได้รับโทรศัพท์ด่วนจากเซินเจิ้น น้ำเสียงของท่านประธานนั้นเต็มไปด้วยความร้อนใจ “เสี่ยวหลาน เธอรีบเดินทางออกจากปักกิ่งคืนนี้เลย ฉันส่งเครื่องบินไปรับเธอแล้ว”

ฟางหลานยื่นโทรศัพท์เครื่องใหญ่ออกห่างจากหู ก่อนจะประมวลผลได้ทันที “เกิดอะไรขึ้นกับหัวหน้าหรือคะท่านประธาน”

“เขาหายไปน่ะสิ ไม่มีใครติดต่อเขาได้เลย นี่ก็ผ่านมาหนึ่งวันเต็มๆ แล้วนะ คนของหน่วยเหนือติดต่อมาที่ฉัน อย่างเร็วที่สุดพวกเราจะออกเดินทางด้วยเรือประมงตอนตีสาม”

“ทราบแล้วค่ะ ฉันจะขอลางานกับฮุ่ยฮุ่ยสักห้าวัน”

“ไม่ต้องแล้ว ฉันโทรไปบอกฮุ่ยฮุ่ยที่มหาวิทยาลัยแล้วล่ะ บอกว่าที่บ้านของเธอมีเรื่องด่วนให้จัดการ ตอนนี้เธอรีบเดินทางไปที่พิกัดที่แจ้งไว้ก่อนหน้าได้เลยนะ”

“รับทราบค่ะท่านประธาน”

 

“ฮุ่ยฮุ่ยๆ ตื่นได้แล้ว” อู๋เสี่ยวเยี่ยนเขย่าร่างหลินฮุ่ยอย่างแรงเพราะเรียกนานแล้วก็ไม่รู้สึกตัวเสียที “ตัวก็ไม่ร้อน แต่ทำไมนอนละเมอเป็นเรื่องเป็นราวอย่างนี้ล่ะอาจิ้ง” ถึงจะบอกว่าเป็นเรื่องเป็นราวแต่เธอก็ฟังไม่ค่อยรู้เรื่องอยู่ดี

หม่าจิ้งที่ช่วยปลุกก็สีหน้าไม่ค่อยดีเหมือนกัน “เธอเรียกหาพี่ชายตลอดเลยเสี่ยวเยี่ยน พวกเราจะทำยังไงดี ส่งไปที่ห้องพยาบาลดีไหม”

“ต้องไปแจ้งกับป้าแม่บ้านของตึกนี้ก่อน แต่ฮุ่ยฮุ่ยไม่ยอมตื่นเลยพวกเราจะพาเธอไปยังไงดีล่ะ”

“ฉันจะลองเรียกอีกครั้ง ฮุ่ยฮุ่ยๆๆ พี่ใหญ่ของเธอมา ตื่นเร็ว ฮุ่ยฮุ่ย!” หม่าจิ้งร้องเรียกสหายรักอย่างเร่งเร้าราวกับว่าพี่ใหญ่ของเธอมาอยู่ตรงนี้จริงๆ

หลินฮุ่ยลืมตาตื่นขึ้นมาทันทีเมื่อได้ยินว่าพี่ใหญ่มาแล้ว “พี่ใหญ่! อาจิ้ง เสี่ยวเยี่ยนพวกเธอ...ฉันฝันไปเหรอ ทำไมเหมือนจริงแบบนี้ล่ะ”

“เธอฝันเหรอ แต่พวกเรากลัวว่าเธอจะไม่ฟื้นขึ้นมาจริงๆ นะฮุ่ยฮุ่ย” หม่าจิ้งกอดฮุ่ยฮุ่ยเอาไว้ กลัวว่าอีกฝ่ายจะเป็นอะไรไปจริงๆ

หญิงสาวมองสหายรักทั้งสองคนที่ใบหน้าซีดเผือด ก็เข้าใจว่าเธอคงจะหลับลึกเกินไป “ฉันไม่เป็นอะไรแล้ว พวกเธอก็ไปนอนเถอะ”

“จะให้พวกเรานอนได้ยังไงล่ะ ไปหาหมอไหม ฉันจะไปแจ้งแม่บ้านที่เฝ้าตึกเดี๋ยวนี้เลย”

“ฉันไม่เป็นอะไรแล้วล่ะ จริงๆ นะ”

อู๋เสี่ยวเยี่ยนนั่งลงบนเตียงข้างสหายรัก “ฉันรู้จักเธอมาจะสี่ปีแล้ว ไม่เคยเห็นเธอเป็นแบบนี้มาก่อนเลยนะฮุ่ยฮุ่ย เธอทำงานหนักเกินไปจนร่างกายเริ่มไม่ไหวแล้วหรือเปล่า”

“ก็ไม่ได้ทำงานหนักอะไรนะ แค่เรียนแล้วถ้ามีเวลาก็เข้าไปดูที่ร้านแล้วก็กลับบ้าน จากนั้นก็มาที่มหาวิทยาลัย แค่นี้เอง”

อู๋เสี่ยวเยี่ยนกับหม่าจิ้งมองหน้ากันก่อนจะตัดสินใจ “เธอนอนต่อเถอะ พวกเราจะนั่งเฝ้าเธอถ้ามีอาการแบบเมื่อกี้นี้อีก จะรีบปลุกเธอทันที”

หลินฮุ่ยส่ายหน้าก่อนจะก้าวลงจากเตียง “นอนไม่หลับแล้วล่ะ พวกเธอไปนอนเถอะอย่าคิดมากเลยนะ” ว่างพลางก็เดินไปนั่งที่โต๊ะอ่านหนังสือ แล้วก็ควานหาหนังสือเล่มหนึ่งขึ้นมาอ่าน

“เธอไม่นอนพวกเราก็ไม่นอน เอาละคืนนี้พวกเราก็มานั่งอ่านตำราด้วยกัน”

ขณะที่นั่งอ่านหนังสือไปได้สองชั่วโมงจนบรรยากาศเงียบงันไปทั้งห้อง จู่ๆ หม่าจิ้งก็ถามขึ้นมา “ในความฝันของเธอมันเกิดอะไรขึ้นหรือฮุ่ยฮุ่ย ทำไมเธอถึงเอาแต่เรียกพี่ใหญ่ของเธอตลอดเวลาเลย”

หญิงสาวหลุบเปลือกตาลงต่ำ เริ่มครุ่นคิดและทบทวนความฝันที่เหมือนจริงกว่าครั้งไหนๆ “ฉันฝันเห็นพี่ชายตกลงไปในน้ำ ฉันก็ว่ายน้ำตามเขาไป ร้องเรียกเขาเท่าไหร่แต่เขาก็ไม่ได้ยินเสียงของฉันเลย”

“แค่นี้เหรอ แต่เธอเรียกพี่ใหญ่ของเธอนานเกือบชั่วโมงเลยนะ”

“ก็ในฝันฉันว่ายน้ำตามพี่ใหญ่ไปเรื่อยๆ ไง เจอทั้งฉลาม เจอทั้งสัตว์หน้าตาประหลาดๆ เยอะแยะมากมายใต้มหาสมุทร ทั้งกลัวพวกมัน ทั้งกลัวว่าจะตามพี่ใหญ่ไม่ทัน ก็เลยเอาแต่เรียกเขาแต่เขาก็ไม่หันกลับมาเลย มันน่ากลัวจริงๆ นะ” เธอไม่อาจเล่าความฝันที่แท้จริงให้สหายรักทั้งสองฟังได้ เพราะมันอาจจะเป็นเรื่องจริงของพี่ใหญ่ที่กำลังทำภารกิจอยู่ก็ได้

ความจริงก็คือเขาต่อสู้กับคนชุดดำบนเรือ คนที่ออกปฏิบัติภารกิจด้วยมีคนหนึ่งที่หักหลัง ภารกิจครั้งนี้คาดว่าน่าจะเป็นการล่อพี่ชายของเธอให้เข้าสู่พื้นที่สังหารอย่างไม่ต้องสงสัย

แต่เขาไม่ยอมตายอย่างที่พวกมันต้องการ จึงเกิดการต่อสู้และมีคนบนเรือตายมากมาย จากนั้นพี่ชายของเธอก็กระโดดลงจากเรือ พวกมันก็ยังยิงปืนตามไล่ล่าและไม่นานก็ดำน้ำตามลงไป เรียกได้ว่าพวกมันเตรียมการมาเป็นอย่างดีเลยทีเดียว

การต่อสู้ใต้น้ำเป็นอะไรที่ตื่นตาตื่นใจและน่ากลัวเป็นที่สุด ที่เธอเรียกหาพี่ใหญ่ นั่นก็เรียกเพื่อเตือนเขาว่ามีศัตรูอยู่ด้านหลัง และก็เหมือนเขาจะได้ยินเสียงของเธอด้วย ทว่าก็ไม่ยอมหันมาทางที่เธออยู่ เป็นอยู่เช่นนั้นนานนับชั่วโมง จนเธอได้ยินเสียงเรียกของสหายรักทั้งสองคน

อู๋เสี่ยวเยียนมองใบหน้าที่ซีดเซียวของหลินฮุ่ยแล้วก็ได้แต่ตบบ่าเบาๆ อย่างปลอบใจ “แค่ความฝันเท่านั้นฮุ่ยฮุ่ย ตอนนี้พี่ชายของเธอน่าจะนอนหลับพักผ่อนอยู่ในห้องพักนั่นแหละ เธอก็อย่าคิดมากไปเลยนะ”

“อืม ฉันก็คิดอย่างนั้น อีกอย่างพี่ใหญ่ก็ไม่น่าจะไปอยู่กลางมหาสมุทรได้หรอกเพราะเขาไม่ได้ทำงานกับเรือประมง”

“คิดได้แบบนั้นก็ดีแล้วล่ะ ว่าแต่พวกเธอสองคนจะไม่นอนกันจริงๆ เหรอ” หม่าจิ้งที่รักการกินและรักการนอนเป็นชีวิตจิตใจ เอ่ยถามออกมาอย่างเว้าวอน

“ฉันไม่ง่วงแล้ว เธอไปนอนเถอะ พวกเราสลับกันนอนแล้วกันอาจิ้ง จะได้เปลี่ยนกันเฝ้าฮุ่ยฮุ่ยไปด้วย”

“ดีเลย งั้นฉันขอนอนก่อนนะ อีกสามชั่วโมงอย่าลืมปลุกฉันล่ะ”

“อืมๆ รีบไปนอนเลย”

 

ทางด้านของหลิวอวี่ถิง เธอกำลังหัวเสียกับเรื่องราวที่ผิดแผนไปหมด ตั้งแต่กลับมาถึงบ้านก็เอาแต่ปิดประตูห้องแล้วก็พังข้าวของที่อยู่ในห้องจนไม่เหลือชิ้นดี

“ทำไมฉันถึงไม่ได้เป็นลูกสาวของคนที่มีอำนาจมากกว่านี้นะ คนตระกูลหลิวเมื่อเทียบกับตระกูลหลี่แล้วไม่ต่างจากนกกระจอกกับพญาอินทรีเลย ความบริสุทธิ์ก็เสียไปแล้ว คิดว่าแย่งเขามาจากหลินฮุ่ยได้แล้วจะราบรื่น กลับต้องมาแย่งเขากับคนแซ่หลี่อีก น่าตายจริงๆ”

“ถิงถิง ออกมาทานข้าวก่อนนะลูก จะอดอาหารเพราะผู้ชายไร้ความรับผิดชอบคนนั้นไม่ได้นะจ๊ะ” แม่หลิวร้องเรียกลูกสาวอย่างเป็นห่วง กลัวว่าเธอจะทำอะไรหุนหันเพราะคิดไม่ตกเรื่องของโจวเจ๋อหย่วน

หญิงสาวรีบโบกมือเพื่อเก็บข้าวของที่ถูกทุบพังเสียหายเข้าไปในแหวนมิติ จากนั้นก็นำเอาของที่มีลักษณะคล้ายกันออกมาจัดวางเอาไว้ตามจุดต่างๆ ของห้อง ก่อนจะเดินไปเปิดประตูให้ผู้เป็นแม่ “หนูไม่หิวค่ะแม่ แต่ไม่ต้องเป็นห่วงว่าหนูจะคิดสั้นหรอกนะคะ หนูไม่ทำเรื่องแบบนั้นแน่นอน”

แม่หลิวกอดลูกสาวเอาไว้อย่างสงสาร ดูก็รู้ว่าร้องไห้ไปหลายรอบแล้ว “โธ่ ถิงถิงของแม่ ไม่ได้แต่งกับเจ๋อหย่วนหรือคนในตระกูลโจว พวกเราก็อยู่ได้นะลูก ต่อไปก็ไม่ต้องข้องเกี่ยวกันอีกแล้ว”

“แล้วเรื่องนั้นล่ะคะ พอมีคนส่งข้อมูลให้หนังสือพิมพ์ พวกเขาก็ตีข่าวออกมา ตอนนี้ชื่อเสียงของหนูไม่เหลือแล้วนะคะแม่ ต่อไปใครจะอยากแต่งงานกับหนู แล้วเรื่องที่มหาวิทยาลัยและสถาบันอีก ยุ่งไปหมดแล้วค่ะแม่”

“ฮึ! แม่กับพ่อปรึกษากันแล้ว พวกเราจะส่งลูกไปเรียนต่างประเทศ พอเวลาผ่านไปสักสองสามปี ทุกคนก็ลืมเรื่องพวกนี้ไปหมดแล้วล่ะ”

“แล้วคนตระกูลโจว จะไม่ตามล่าเอาแหวนมิติจากหนูไปเหรอคะแม่” แม้จะรู้ว่าไม่มีทางเป็นไปได้ แต่เธอก็กลัวว่าจะถูกคนตระกูลหลิวทอดทิ้ง

“เรื่องนี้ ทางคุณปู่ของลูกมีคำสั่งลงมาแล้ว ให้ลูกนำเอาของมีค่าทั้งหมดตามรายการออกมาจากแหวนมิติ พวกเราจะย้ายมันไปเก็บที่ห้องลับของตระกูล แม้พวกเขาจะได้แหวนไปก็ไม่มีทางได้สมบัติที่เคยฝากไว้แน่นอน และต่อไปถ้าลูกหาสมบัติมาได้มันก็จะเป็นของลูกเพียงคนเดียว”

“จริงหรือคะแม่ ถ้าหนูสามารถหาสมบัติได้มันจะกลายเป็นของหนูแค่คนเดียวจริงๆ หรือคะ” หลิวอวี่ถิงเริ่มคิดคำนวณและหาลู่ทางร่ำรวยของตัวเองขึ้นมาบ้างแล้ว

“แน่นอน แต่ก็ต้องให้ลูกทนลำบากสักสองสามปีนะถิงถิง พ่อกับแม่ได้ปรึกษากับอาจารย์ของลูกแล้ว จะส่งลูกไปเรียนที่มหาวิทยาลัยของประเทศซี ที่นั่นมีมหาวิทยาลัยด้านนี้โดยเฉพาะลูกไปเรียนที่นั่นก็จะได้ทั้งความรู้และประสบการณ์มากกว่าในประเทศ”

“หนูจะไปค่ะแม่” ไปต่างประเทศก็ดีเหมือนกัน เธอมีหลายวิธีที่จะหาสมบัติมาเก็บเอาไว้ในแหวนมิติ

“ดีมากถิงถิง กลับมาอีกครั้งลูกของแม่จะต้องโดดเด่นกว่าใคร”