พบพี่ใหญ่แล้ว
พบพี่ใหญ่แล้ว
นายพลอาวุโสครุ่นคิดไปมา ก่อนจะนึกถึงสหายเก่าที่จากไปนานแล้ว แต่แล้วก็ต้องส่ายหน้าอย่างไม่เห็นด้วย “หลานชายของเหล่าหลินก็เป็นทหารเหมือนกัน แต่เจ้าเด็กนี่อยู่ไกลถึงภาคใต้ แถบยังทำงานเสี่ยงตายตลอดเวลาด้วย”
“คุณพ่อกำลังพูดถึงหลินอวี่เฉินหรือครับ” นายพลหลี่ถามด้วยน้ำเสียงหวาดหวั่น “คนนี้ไม่ได้นะครับนอกจากจะอายุมากแล้ว ผมไม่อยากให้เสี่ยวอิงของเราเป็นหม้ายตั้งแต่ยังสาว อีกอย่างสถานะของเขาก็ยังคลุมเครือยังไม่สามารถเชิดหน้าชูตาได้” ตระกูลหลินแม้จะได้รับการคืนความเป็นธรรมนานแล้ว แต่ในแวดวงชนชั้นสูงของปักกิ่งนั้นก็ยังไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีสักเท่าไหร่
“ฉันก็ไม่ได้บอกว่าจะให้เขาแต่งกับเสี่ยวอิงของพวกเราเสียหน่อย ยังไงเขยแต่งเข้าก็ต้องเป็นคนที่อายุไล่เลี่ยกับหลานสาวของฉัน ดูยังไงเจ้าเด็กนั่นก็คงไม่คิดจะแต่งงานไปอีกหลายปีเลยล่ะ”
“ว่าไปแล้ว ถ้าไม่ติดปัญหาเรื่องในค่ำคืนนั้น ผมก็มีคนที่หมายตาเอาไว้อยู่นะครับคุณพ่อ”
แม้จะรู้ว่าไม่มีหวังแต่นายพลอาวุโสหลี่ก็อยากจะรู้ว่าผู้ชายคนนั้นเป็นใคร “เป็นลูกบ้านไหนล่ะ ตาของแกคงไม่ต่ำเกินไปใช่ไหม”
นายพลหลี่มองผู้เป็นพ่ออย่างจนใจปนน้อยใจ “เป็นคุณชายรองตระกูลเสิ่นครับคุณพ่อ อายุของเขาเท่ากับโจวเจ๋อหย่วน แต่เก่งกว่าและมีอนาคตไกลกว่าครับ”
“คุณสมบัติดีขนาดนั้นทั้งยังทำงานในกองทัพด้วย ก็น่าสนใจจริงๆ นั่นแหละ แต่ก็มีอีกอย่างที่แกต้องรู้ไว้นะ ตระกูลเสิ่นน่ะแม้จะไม่ค่อยส่งคนเข้ามาแย่งชิงตำแหน่งในพรรคส่วนกลางสักเท่าไหร่ แต่ของระดับมณฑลพวกเขามีคนอยู่ทุกระดับกระจายอยู่ทั่วประเทศเลยนะ อย่าไปทำให้พวกเขาไม่พอใจเชียว”
“ผมไม่คิดสั้นแบบนั้นหรอก แต่ตอนนี้มีข่าวหลุดออกมาแล้วนะครับ ว่าคุณชายรองเสิ่นจะเข้าไปทำงานในสำนักงานกลางของพรรค”
ดวงตาของนายพลอาวุโสหลี่ฉายประกายบางอย่าง “เด็กคนนี้น่าจะไม่ธรรมดาอย่างที่เห็น อายุแค่นี้มียศพันตรีทั้งยังได้เข้าไปทำงานในพรรคส่วนกลางด้วย ถ้าไม่ใช่มีผลงานมากมายก็ต้องทำงานอยู่เบื้องหลังมานานแล้ว” แม้ตระกูลหลี่ของเขาจะเป็นคนระดับสูง แต่เรื่องบางเรื่องหรือบางสถานะก็ยังเป็นความลับดำมืดในบ่อน้ำลึกอยู่เช่นนั้น อยากรู้แทบตายก็ไม่มีทางได้รู้อยู่ดี
“น่าเสียดายจริงๆ ครับพ่อ” น่าเสียดายที่คนที่มีคุณสมบัติดีขนาดนั้นกลับไม่ใช่ลูกเขยของตระกูลหลี่
“อืม น่าเสียดายจริงๆ นั่นแหละ”
นายพลหลี่เดินออกจากห้องอีกครั้ง คราวนี้เขาตั้งใจไปเฟ้นหาลูกน้องที่อายุไล่เลี่ยกับลูกสาวอย่างจริงจัง แต่ใครจะรู้ล่ะว่าเมื่อครู่นี้หลี่อิงจะมาแอบฟังอยู่หน้าประตูห้อง พอผู้เป็นพ่อเดินออกมาเธอก็วิ่งไปหลบอีกห้อง พอไม่เห็นคนแล้วก็โผล่หน้าออกมา
“ผู้พันเสิ่น ถ้าไม่ใช่คุณก็คงไม่มีใครที่จะปกป้องฉันจากคนแซ่ฉางได้แล้วล่ะ” คนที่วางยาเธอในงานเลี้ยงคืนนั้นก็คือฉางจื้อหยวน นายทหารที่อาศัยเส้นสายของครอบครัวจนมีตำแหน่งในพรรคส่วนกลาง แต่เธอก็ไม่รู้ว่าทำไมคืนนั้นถึงถูกส่งไปที่ห้องของโจวเจ๋อหย่วนและหลิวอวี่ถิง คิดมาถึงตรงนี้แล้วหลี่อิงก็รู้สึกพะอืดพะอม เพราะมีภาพมากมายปรากฏขึ้นมาในหัวของเธอนั่นเอง
“เสี่ยวอิง มาทำอะไรอยู่ตรงนี้หรือลูก”
หญิงสาวสะดุ้งสุดตัว แต่ก็ต้องรีบปรับสีหน้าหันกลับไปยิ้มเศร้าให้ผู้เป็นแม่ “ตอนกลางวันหนูไม่รู้จะวางตัวยังไงค่ะแม่ ยิ่งคิดก็ยิ่งทรมาน พอไม่มีสายตาคนอื่นแล้วหนูก็เลยคิดจะออกมาเดินเล่นให้ผ่อนคลายสักหน่อย” ว่าแล้วน้ำตาก็ไหลออกมา เรื่องนี้เธอไม่ต้องเสแสร้งเพราะรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ ยิ่งมีคนอย่างฉางจื้อหยวนคอยจับจ้องแบบนี้ด้วยแล้ว เธอแทบจะหาทางออกให้ชีวิตไม่ได้เลย
แม่หลี่กอดลูกสาวเอาไว้ด้วยความสงสารจับใจ “อย่าคิดมากๆ ไม่ว่ายังไงแม่ก็ไม่ยอมให้ลูกแต่งออกไปแน่นอนเสี่ยวอิง ทุกอย่างมันจะต้องมีทางออก ไม่ต้องร้องนะลูกนะ”
ทางด้านของเสิ่นมู่หานคุณชายรองตระกูลเสิ่นที่ถูกหมายตา ยามนี้เขากำลังยืนอยู่ในห้องนอนของหลินฮุ่ย โดยที่เจ้าของบ้านไม่ได้รู้ตัวเลยว่ามีคนแอบเข้ามาในห้องของเธอ
จากที่ยืนนิ่งมานาน เขาก็ค่อยๆ ก้าวเดินไปที่เตียง จากนั้นก็นั่งลงบนขอบเตียงอย่างถือสิทธิ์ เขามองใบหน้ายามหลับใหลในความสลัวรางของเธออย่างไม่อาจละสายตา “ถ้ารู้ว่าคืนนั้น ผมจะทำให้คุณเดือดร้อน ผมจะไม่ไปที่นั่นเลยฮุ่ยฮุ่ย” เขาเอ่ยออกมาเสียงแผ่วอย่างคนที่สับสนในความคิดของตัวเอง
ตอนนั้นเขาบอกว่าไม่ให้ลูกน้องเชิญเธอไปหา แต่พอตกกลางคืนกลับเป็นเขาที่ลอบเร้นกายเข้ามาหาเธอถึงในห้องนอน
สาเหตุสำคัญคงเป็นเพราะทุกอย่างที่เกิดขึ้นในคืนนั้น เขายังจำได้ไม่เคยลืม ส่วนเธอนั้นศีรษะกระแทกกับของแข็งในช่วงชุลมุน ทำให้ความทรงจำบางส่วนขาดหายไป
บางทีความสวยงามในความทรงจำของเขา ก็อาจจะไม่ใช่ความสวยงามในความทรงจำของเธอก็ได้ ไม่อย่างนั้นเธอก็คงไม่เลือกที่จะลืมเลือนมันและก็ลืมเขาคนนี้ไปด้วย
ถ้าเขาไม่ไปที่นั่นก็คงไม่ได้เจอกับเธอ และตอนนี้เขาก็จะกลายเป็นคนที่ไม่เคยรู้จักเธอมาก่อน
ปลายนิ้วยาวเรียว ยื่นออกไปหมายจะแตะที่ริมฝีปากนุ่มละมุน แต่ก็ต้องค้างเอาไว้ ด้วยกลัวใจตัวเอง และในที่สุดเขาก็ชักมือกลับ
“คุณเป็นอะไรหรือเปล่าคะ” หลินฮุ่ยที่กำลังฝันละเมอออกมาเสียงแผ่วพร่า แต่น้ำเสียงของเธอดูก็รู้ว่าเป็นห่วงคนในความฝันมากแค่ไหน
เสิ่นมู่หานที่นั่งอยู่ที่ขอบเตียงถึงกับตัวแข็งทื่อเพราะคำถามประโยคนี้ เป็นคำถามของเธอในค่ำคืนนั้นที่ถามอาการบาดเจ็บของเขา
“ผมไม่เป็นอะไรแล้วฮุ่ยฮุ่ย” เขาตอบเธอเสียงแผ่วพร่าไม่ต่างกัน
หัวคิ้วของหญิงสาวค่อยๆ คลายออก แต่หลังจากนั้นเธอก็ร้องไห้สะอึกสะอื้นจนน่าสงสาร ทำให้ชายหนุ่มต้องยื่นมือออกไปกุมมือของเธอเอาไว้แล้วก็ไล้แผ่วเบาอย่างปลอบประโลม “ไม่เป็นไรนะ ผมอยู่นี่แล้ว ไม่ต้องกลัว คุณปลอดภัยแล้วฮุ่ยฮุ่ย”
อาการสะอื้นของหญิงสาวค่อยๆ หายไป แต่น้ำตาของเธอยังไหลรินไม่ขาดสาย ก่อนจะละเมอออกมาเสียงแผ่ว “อย่าไปนะ ฉันไม่เหลือใครแล้ว”
“ได้! ผมจะไม่ไปไหน” เขาตบหลังมือของเธอเบาๆ ผ่านไปครู่ใหญ่ลมหายใจของเธอก็สม่ำเสมอ แต่เขาก็ยังคงกุมมือเธอเอาไว้ทั้งอย่างนั้น
“คุณชาย” คนสนิทที่เฝ้าอยู่หน้าประตูร้องเรียกเสียงแผ่ว
“มีอะไร” น้ำเสียงถามกลับแผ่วเบาแต่ทว่าเย็นชาอย่างเห็นได้ชัด
“คนพวกนั้นกำลังมาทางนี้แล้ว พวกเราต้องรีบกลับแล้วนะครับ” คนพวกนั้นก็คือคนที่คอยปกป้องคุ้มครองหลินฮุ่ยอย่างลับๆ นั่นเอง
เสิ่นมู่หานมองหลินฮุ่ยที่เขาได้กุมมือเธอเอาไว้อย่างไม่ยินยอมแต่ไม่นานก็ต้องตัดใจ เขาจัดท่านอนของเธอให้เรียบร้อยแล้วก็ห่มผ้าให้ จากนั้นร่างทั้งร่างของเขาก็เลือนหายไปอย่างไร้ร่องรอย รวมถึงคนสนิทที่ยืนอยู่หน้าประตูห้องนอนก็หายไปด้วยเช่นกัน
เหล่าหานที่รอจนฟางหลานเดินทางมาถึงเซินเจิ้น ก็ได้ออกเรือตอนตีสาม ในมือของเขามีเพียงพิกัดสุดท้ายที่ได้รับแจ้งมาจากหน่วยเหนือ แต่ด้วยความสนิทกันของเขากับหลินอวี่เฉิน ทำให้เขาสั่งกัปตันเรือให้มุ่งหน้าไปอีกทิศทาง ซึ่งที่นั่นเป็นเกาะเล็กๆ ไม่มีคนอยู่อาศัยแต่อุดมสมบูรณ์มาก
ตอนที่เขายังอยู่หน่วยเดียวกันกับเหล่าหลิน เคยทำภารกิจแล้วเจอพายุจึงได้ขับเรือไปหลบพายุที่นั่น และเขาก็เคยพูดกับสหายรักเอาไว้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต้องพยายามมาที่เกาะแห่งนี้ให้ได้
“ท่านประธาน คุณกำลังจะไปที่แห่งนั้นหรือคะ” ฟางหลานอ่านแผนที่เดินเรือแล้วก็เริ่มขมวดคิ้ว
“เธอก็เคยไปที่นั่นสินะเสี่ยวหลาน”
“หัวหน้าเคยพาฉันกับคนอื่นไปฝึกแถวนั้นบ่อยๆ ค่ะ แต่มีน้อยคนที่หัวหน้าจะพาไปที่เกาะแห่งนั้น”
“นั่นก็แสดงว่าเขาไว้ใจเธอ ถึงพาไปที่นั่น”
“แต่พิกัดสุดท้ายที่หน่วยเหนือส่งมาให้ มันห่างจากเกาะแห่งนั้นมากเลยนะคะท่านประธาน”
“ไกลแค่ไหน เขาก็ต้องไปให้ถึงที่นั่นเสี่ยวหลาน เพราะพวกเราเคยให้คำมั่นสัญญากันเอาไว้แล้ว เขาจะต้องอยู่ที่นั่นแน่นอน”
ฟางหลานมองท่านประธานอึ้งๆ ไม่คิดว่าความสัมพันธ์ของเขากับอดีตหัวหน้าของเธอจะมากกว่าที่เธอเห็นเสียอีก “ถ้าท่านประธานเชื่อแบบนั้น ฉันก็จะเชื่อตามคุณค่ะ”
“อืม อีกห้าชั่วโมงก็ไปถึงที่นั่น เธอกลับไปพักก่อนเถอะ”
หญิงสาวส่ายหน้าอย่างไม่เห็นด้วย ก่อนจะพูดว่า “ตั้งแต่ที่พวกเราออกจากท่าเรือ ก็ต้องมีคนของหลายฝ่ายจับตาดูแล้ว ตอนนี้...” เธอชี้ให้ท่านประธานดู “มีเรือสามลำตามพวกเรามาห่างๆ แล้วค่ะท่านประธาน ฉันว่าควรจะลงอวนได้แล้วนะคะ จะได้เหมือนชาวประมงที่ออกหาปลา”
“ก็ได้ เธอไปตามกัปตันเสิ่นมาที”
“รับทราบค่ะ” ฟางหลานรับคำแล้วก็รีบไปตามกัปตันเสิ่นเจ้าของเรือประมงทันที
หลินอวี่เฉินพายเรือลำเล็กมาถึงเกาะที่เป็นเหมือนจุดนัดพบระหว่างคนที่เคยร่วมภารกิจกับเขาเมื่อหลายปีก่อน
ก็เห็นว่ามีเรือประมงลำใหญ่ลอยเท้งเต้งอยู่อีกฝั่งของเกาะเล็กๆ นี้ มุมปากของเขายกขึ้นอย่างพอใจ “ยังหาอาหารทะเลไปฝากฮุ่ยฮุ่ยไม่พอเลย นายก็พาคนมารับฉันกลับเสียแล้วนะเหล่าหาน” เขาพายเรือต่อไปอีกจนเข้าใกล้เรือประมงลำใหญ่
“เหล่าหลิน นายหนีหนาวมาไกลมากเลยนะ ฉันกับทุกคนเป็นห่วงนายแทบตายแน่ะ” เหล่าหานตะโกนมาจากบนเรือ
เขาโบกมือให้สหายรัก “บนเรือมีปลาเยอะไหมเหล่าหาน ฉันจะเหมาไปฝากฮุ่ยฮุ่ย”
“หลายตันเลยล่ะ กลับขึ้นฝั่งแล้วจะทำปลาตากแห้งแล้วส่งไปที่ปักกิ่งให้ฮุ่ยฮุ่ย แต่ต้องรอหน่อยนะ”
“ไม่มีปัญหา นายจะยืนอยู่บนนั้นอีกนานไหม ไม่ขึ้นเกาะไปพักสักคืนเหรอ”
“นายไม่รีบเหรอ แต่คนบนฝั่งรีบมากเลยนะ”
หลินอวี่เฉินรู้ความนัยของคำพูดนี้ เขาจึงปรายตาไปทางท้ายเรือลำเล็ก “ฉันไม่ได้กินข้าวมาหลายวันแล้ว เอาปลาไปย่างกินบนเกาะแล้วกัน” ว่าแล้วเขาก็พายเรือลำเล็กต่อไปอีก จนถึงจุดเหมาะๆ จึงได้ลงจากเรือแล้วเดินขึ้นเกาะไปอย่างสบายใจ
เหล่าหานที่เห็นสหายรักส่งสัญญาณ เขาก็รีบหันไปกระซิบกับฟางหลานทันที “ของอยู่ที่ท้ายเรือ เหล่าหลินน่าจะมัดเอาไว้ รอให้มืดก่อนค่อยพาคนที่เหลือไปยกขึ้นจากน้ำ แล้วเอาไปเก็บไว้ให้ห้องเก็บปลา”
“รับทราบค่ะท่านประธาน”
“อืม ฉันจะลงไปคุยกับเหล่าหลินก่อน เธออยู่ตรงนี้กับคนอื่นๆ เฝ้าเรือลำเล็กเอาไว้ให้ดี”
“ค่ะท่านประธาน”
ไม่นานสองสหายรักก็ได้มานั่งย่างปลาคุยกันบนเกาะด้วยท่าทีที่เคร่งเครียด “เหล่าเฉินตอนนี้อาการเป็นยังไงบ้าง”
“ออกจากห้องฉุกเฉินตั้งแต่เมื่อคืนแล้วล่ะ กลับไปนายค่อยไปเยี่ยมเขา” พูดพลางก็สำรวจอาการของสหายรักไปด้วย เห็นว่าเขาไม่ได้มีบาดแผลใหญ่ก็พยักหน้าพอใจ
“อืม ครั้งนี้เกลือเป็นหนอน กลับไปก็ยังไม่รู้จะไว้ใจใครได้บ้าง”
“เรื่องที่นายทำภารกิจก็มีคนรู้ไม่มาก นอกจากผู้บังคับบัญชาที่ค่ายและผู้บัญชาการมณฑลภาคใต้แล้วก็มีระดับสั่งการที่ปักกิ่ง”
หลินอวี่เฉินปรายตามองเรือก็รู้ว่าเป็นเรือของใคร “แต่ที่แน่ๆ ไม่ใช่คนตระกูลเสิ่นที่จะทรยศขายชาติ”
“ถ้าไม่คิดเหมือนนาย ฉันก็คงไม่กล้าเรียกกัปตันเสิ่นให้ออกเรือมาที่นี่หรอก ปัญหามันไม่น่าจะอยู่ที่ค่ายทางนี้ แต่น่าจะเกิดที่ปักกิ่ง”
“นายหมายความว่าที่ปักกิ่งกำลังมีการแย่งชิงอำนาจกันเหรอ นี่ยังไม่ถึงเวลาโยกย้ายเลยนะ จะกำจัดกันตั้งแต่ตอนนี้เลยหรือไง คนพวกนี้น่าเบื่อจริงๆ”
“เรื่องของอำนาจไม่เข้าใครออกใคร นายอยู่มานานก็น่าจะรู้ดีนี่”
“แต่...” เขากำลังจะพูดว่าเรื่องนี้มันสำคัญต่อประเทศชาติมากเลยนะ ทำไมคนพวกนั้นถึงกล้าเอาประเทศชาติมาเป็นเครื่องมือหาผลประโยชน์ ทว่าก็เข้าใจว่าจิตใจของคนไม่เหมือนกัน เขาที่ทำงานและอุทิศตัวให้กับประเทศชาติไปแล้ว จะเข้าใจคนพวกนั้นได้อย่างไรกัน
“ฉันเข้าใจนายนะเหล่าหลิน กลับขึ้นฝั่งได้นายก็อย่าพึ่งรับภารกิจอีกล่ะแกล้งป่วยสักเดือนสองเดือน ครั้งนี้ฉันคาดว่าอีกเป้าหมายก็น่าจะเป็นนาย”
“นายพูดอย่างกับไปเห็นด้วยตาตัวเองเลยเหล่าหาน กว่าฉันจะรอดมาได้ก็ไม่ง่ายจริงๆ”
“อีกหน่อยฮุ่ยฮุ่ยก็จะปิดเทอมฤดูหนาวแล้ว ให้เธอมาคอยดูแลนายดีไหม ส่วนร้านค้าที่ปักกิ่งก็ให้เสี่ยวหลานดูแลให้ไปก่อน”
“ฉันก็คิดเอาไว้แบบนั้นแหละ จะได้ปกป้องเธอได้เต็มที่ด้วย”
“อ้อ มีอีกเรื่องหนึ่งเกี่ยวกับคู่หมั้นของน้องสาวนาย นายอยากฟังไหมเหล่าหลิน”
“อยากสิ เกิดอะไรขึ้นกับเขาเหรอ”
“ก็ถูกคนตระกูลหลิววางยาน่ะสิ หวังจะให้อดีตน้องสาวนายกับโจวเจ๋อหย่วนหุงข้าวสารให้กลายเป็นข้าวสุก”
“สำเร็จไหมล่ะ”
“สำเร็จสิ แต่ผิดแผนไปนิดหน่อย มีผู้หญิงแซ่หลี่เพิ่มมาอีกคน รายนั้นก็ถูกวางยาเหมือนกัน และก็มีคนจงใจส่งเธอเข้าไปในห้องของโจวเจ๋อหย่วนกับหลิวอวี่ถิง ก็เลยกลายเป็นความกระอักกระอ่วนไปเลย”
“โง่จริงๆ ดีแล้วที่ฮุ่ยฮุ่ยหลุดพ้นจากเขามาได้”
“ฮุ่ยฮุ่ยฉลาดมากนะ เรื่องของนายหรือแม้แต่เรื่องบ้านสี่ประสานหลายหลังที่นายโอนเป็นชื่อของเธอแล้ว เธอก็ไม่ได้ป่าวประกาศให้คนอื่นรู้ น่าจะมีแต่โจวฟางที่รู้เท่านั้น แต่ก็ไม่ได้รู้ละเอียดมาก ตอนนี้สหายของเธอก็ยังไม่มีใครได้ไปที่บ้านในเขตซีเฉิงเลยสักคน”
“มันเป็นเพราะสภาพแวดล้อมที่เติบโตมา ฮุ่ยฮุ่ยก็เลยไม่ไว้ใจใคร ยังดีที่เธอเปิดใจให้พี่ชายอย่างฉัน”
“เป็นเพราะฮุ่ยฮุ่ยรับรู้ได้ว่าใครจริงใจกับเธอหรือแค่เสแสร้ง ฉันถึงบอกไงว่าฮุ่ยฮุ่ยฉลาดมาก”
“นายนี่นะ ท่าทางแบบนี้คิดจะแย่งน้องสาวไปจากฉันใช่ไหม” แน่นอนเขารู้ว่าน้องสาวของเขาฉลาดมากแค่ไหน และตัวเขาก็เป็นเหมือนเธอซึ่งมีหลายเรื่องที่ไม่สามารถเปิดเผยกับเหล่าสหายทั้งหลายได้ เพราะมันจะนำภัยมาสู่พวกเขามากกว่าจะเป็นผลดี แต่กับน้องสาวคนนี้ตั้งแต่เห็นหน้าเธอเขาก็ไม่คิดจะปิดบังอะไรกับเธอแล้ว
“เสี่ยวหลานบอกว่าฮุ่ยฮุ่ยเป็นเด็กดีมาก บ้านฉันไม่มีพี่สาวหรือน้องสาว ถ้าเธอมาพักกับนายก็อย่าลืมพามาหาฉันด้วยนะ จะพาไปเจอคุณพ่อกับคุณแม่ ฉันอยากจะรับเธอเป็นน้องสาวบุญธรรม”
“ฮึ! ถ้านายรับฮุ่ยฮุ่ยเป็นน้องสาวบุญธรรม พวกที่อยู่ปักกิ่งจะไม่แห่มารับเธอเป็นน้องสาวบุญธรรมด้วยเหรอไง ไม่เอาหรอก!”
“นายนี่หวงน้องสาวใช้ได้เลยนะ ถ้าไม่ยอมให้ฉันรับฮุ่ยฮุ่ยเป็นน้องสาวบุญธรรมก็ได้นะ แต่ฉันจะเฟ้นหาน้องเขยให้นายแทนดีไหม”
“นายไปไกลๆ เลยไป!”