จัดการตรงนั้น
จัดการตรงนั้น
ฟางหลานช่วยหาคนเจอแล้ว สองวันต่อมาเธอก็รีบนั่งเครื่องบินกลับปักกิ่งทันทีและเมื่อมาถึงหน้าบ้านเช่าหลังเล็กก็เห็นว่าโจวเจ๋อหย่วนกำลังนั่งยองๆ อยู่หน้าประตูบ้าน
หัวคิ้วของเธอขมวดเข้าหากันทันที “คุณจะแกล้งบ้าไปอีกนานไหมคะคุณโจว วิธีของคุณไม่ใช่วิธีที่ดีเลยนะคะ ลูกผู้ชายกล้าทำก็ต้องกล้ารับสิคะ มานั่งรอฮุ่ยฮุ่ยอยู่แบบนี้ไม่คิดว่าจะนำโชคร้ายมาให้เธอหรือไง แต่คนเห็นแก่ตัวอย่างคุณ ก็คงไม่คิดอะไรมากอยู่แล้วใช่ไหมล่ะ หึหึ”
นัยน์ตาของโจวเจ๋อหย่วนแข็งกร้าวขึ้นมาและท่าทีของเขาก็เปลี่ยนไป ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง “ถ้าไม่มีเรื่องสลับตัวลูกกัน ผมก็ต้องได้แต่งงานกับเธออยู่แล้ว เป็นเพราะหลิวอวี่ถิงที่ทำให้เรื่องราวมันเลวร้ายลงทุกวัน และก็มีคุณด้วยที่คอยกีดกันผมออกจากฮุ่ยฮุ่ย ผมผิดอะไร แค่มาคอยคู่หมั้นของผมก็เท่านั้น”
“คุณก็โทษทุกคนยกเว้นตัวเองที่เป็นตัวไร้ความสามารถ คุณรู้อะไรไหมคะคุณโจว ตั้งแต่วันที่คุณคิดพึ่งพาผลประโยชน์จากตระกูลหลิวหรือแม้แต่ตระกูลโจว คุณก็ได้กลายเป็นคนขี้แพ้ที่เห็นแก่ตัวที่สุดแล้วล่ะ”
“ฮึ! อย่าพูดให้ตัวเองดูดีไปหน่อยเลย คุณเองก็เป็นพวกที่ชอบใช้กำลังไม่ฟังเหตุผล”
ฟางหลานหัวเราะเสียงดังอย่างถูกใจ ก่อนจะย่างสามขุมเข้าหาอีกฝ่าย “ใช่แล้ว ฉันมันเป็นพวกชอบใช้กำลังไม่ฟังเหตุผล” ว่าแล้วก็ยืดเส้นสายไปมาทั้งยังหักนิ้วดังกร๊อบๆ “เพราะว่าการใช้กำปั้นมันรู้ผลแพ้ชนะเร็วที่สุดอย่างไรล่ะคะ”
ปัง!!
อั่ก!!
ร่างของโจวเจ๋อหย่วนลอยละลิ่วไปกระแทกประตูบ้านแล้วก็ค่อยๆ ร่วงลงช้าๆ อย่างสวยงาม แต่สภาพคนนั้นไม่ได้สวยงามอย่างภาพที่เห็น
“แก! ฉันจะแจ้งความให้ตำรวจมาจับแก!”
“ไปสิ ฉันก็จะแจ้งความแกกลับเหมือนกัน ว่ามีคนบ้าเดินตามฉันจนถึงหน้าบ้าน” เธอไม่คิดจะไว้หน้าเขาแล้ว เพราะพฤติการณ์ของเขามันเสี่ยงเกินไป ถ้าหากว่าคนที่ยืนอยู่ตรงนี้ไม่ใช่เธอแต่เป็นฮุ่ยฮุ่ยล่ะ เธอไม่อยากจะคิดต่อเลย
“แก! ฝากไว้ก่อนเถอะ ครั้งหน้าแกจะต้องเจอดีแน่!” เขาเช็ดเลือดที่มุมปาก จากนั้นก็รีบหอบสังขารหนีหายไปท่ามกลางหิมะที่กำลังโปรยปรายลงมาไม่ขาดสาย
“แกคิดว่าฉันจะรอให้แกลงมือฝ่ายเดียวเหรอ ไม่มีทางเสียล่ะ ดูสิว่ายังจะมีคนต้องการแต่งงานกับคนไข่ฝ่ออย่างแกไหม!” ฟางหลานเดินเข้าบ้านหลังเล็กอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็หยิบเอาโทรศัพท์เครื่องใหญ่เทอะทะออกมาจากกระเป๋าเดินทาง เธอกดเบอร์โทรศัพท์แล้วก็โทรออก ไม่นานก็คุยกับปลายสายด้วยท่าทีที่กระตือรือร้น ทั้งยังสั่งการไปหลายประโยค จนพอใจแล้วจึงได้วางสาย “ฮึ! ก่อนหน้านี้ก็ว่าจะไม่ลงมือกับแกแล้วนะ แต่แกนี่มันสวะเกินจะรับไหวจริงๆ”
โจวเจ๋อหย่วนเดินกลับไปขึ้นรถได้เขาก็ขับกลับบ้าน ระหว่างทางก็ได้โทรศัพท์หาใครบางคน “มีผู้หญิงคนหนึ่งทำงานอยู่ร้านหลินซ่างฟาง ชื่อฟางหลาน นายไปจัดการหล่อนให้ฉันที เรื่องเงินไม่ใช่ปัญหา”
“ผมกับลูกน้องเล่นสนุกกับหล่อนได้ไหมพี่เจ๋อหย่วน”
“แน่นอน นายกับลูกน้องเล่นสนุกกับหล่อนได้ตามใจ เสร็จแล้วจะส่งต่อที่ไหนก็แล้วแต่นาย”
“พี่ไม่ต้องห่วง ผมจะระบายความแค้นให้พี่ให้เร็วที่สุด”
“อืม พรุ่งนี้ฉันจะเอาเงินไปวางไว้ที่เดิม ถ้านายจัดการเสร็จแล้วก็มาเอาไป”
“ขอบคุณพี่เจ๋อหย่วน”
วันต่อมา ขณะที่หลินฮุ่ยแวะมาดูร้านค้าในตอนเย็น เธอก็สังเกตเห็นผู้ชายกลุ่มหนึ่งมาป้วนเปี้ยนหน้าร้านและก็มองเข้ามาในร้านอย่างผิดสังเกต จึงได้เดินไปกระซิบบอกฟางหลาน
“พี่ฟาง ฉันเห็นผู้ชายห้าหกคนเดินป้วนเปี้ยนอยู่แถวร้านของเรา พี่ก็ระวังพวกเขาจะมาขโมยของในร้านด้วยนะคะ”
ฟางหลานมองออกไปนอกร้าน ก็รู้ได้โดยสัญชาตญาณว่าโจวเจ๋อหย่วนน่าจะส่งคนมาจัดการกับเธอแล้ว “พี่จะกำชับเสี่ยวลั่วกับเสี่ยวฝูให้ระวังคนพวกนี้เป็นพิเศษแล้วกันฮุ่ยฮุ่ย”
หญิงสาวยังคงไม่วางใจ เธอจึงบอกว่า “ถ้าอย่างนั้นฉันจะอยู่ที่ร้านจนกว่าร้านจะปิดค่ะพี่ฟาง”
“ไม่กลับไปนอนที่หอแล้วเหรอ เธอไม่ต้องห่วงพวกเราว่าจะสู้คนพวกนั้นไม่ได้หรอกนะ เวลาว่างพี่สอนศิลปะป้องกันตัวให้เสี่ยวลั่วกับเสี่ยวฝูบ่อยๆ เธอวางใจได้”
“ฉันก็ยังไม่วางใจอยู่ดี วันนี้ปิดร้านแล้วฉันจะกลับบ้านเช่ากับพี่แล้วกันนะพี่ฟาง”
ฟางหลานมองหญิงสาวร่างอ้อนแอ้นหน้าตางดงามบริสุทธิ์ดุจหยกขาวมันแพะตรงหน้าอย่างอ่อนใจ แต่ก็ไม่คิดจะปฏิเสธเพราะแค่คนกลุ่มนั้นเธอรับมือได้สบายมาก ทั้งยังสามารถปกป้องน้องสาวตัวน้อยคนนี้ได้อีกด้วย
หลังจากปิดร้าน หลินฮุ่ยก็กำชับเสี่ยวลั่วกับเสี่ยวฝูให้รีบกลับบ้าน สองพี่น้องก็รีบปั่นจักรยานกลับอย่างรวดเร็ว
แต่คนกลุ่มนั้นก็ยังไม่ไปไหน พวกเขาทำเป็นเดินเตร็ดเตร่แถวร้านค้าที่ห่างไปจากร้านหลินซ่างฟางไปเล็กน้อย
“เป้าหมายน่าจะไม่ใช่ร้านค้าแล้วล่ะค่ะพี่ฟาง พี่ไปมีเรื่องกับใครมาหรือเปล่า” พี่ฟางคนนี้หน้าตางดงามรูปร่างอ้อนแอ้น แต่ใครจะคิดล่ะว่านิสัยของเธอจะสวนทางกับหน้าตา เปิดปากออกมาก็สร้างศัตรูได้ในทันทีเลย
ฟางหลานปิดประตูร้านอย่างแน่นหนาแล้วก็หัวเราะออกมาเสียงเบา ก่อนจะสารภาพกับเจ้านายตัวน้อย “เมื่อวานพี่อัดโจวเจ๋อหยวนไปหนึ่งทีน่ะ เขาน่าจะแค้นพี่ไม่น้อย”
“เขามาหาพี่ที่ร้านหรือคะ” อัดหนึ่งทีนี่ต้องอัดแรงแค่ไหนกันนะ พี่โจวถึงได้แค้นฝังใจแบบนี้
“ไม่หรอก เขาไปรอเธออยู่ที่หน้าบ้านเช่านั่นแหละ เจอเข้าพอดี เธอคงไม่รู้หรอกว่าเขาน่ะแกล้งบ้า พี่หมั่นไส้มานานแล้วพอพูดไม่เข้าหูก็เลยอัดเขาไปหนึ่งที หึหึ”
“พี่ดูออกสินะคะ” หลินฮุ่ยปรายตามองไปยังคนกลุ่มนั้น ก็เห็นว่าพวกเขากำลังมองมาที่พี่ฟางและก็มองมาที่เธอด้วยสายตาหื่นกระหายอย่างชัดเจน มือของเธอล้วงเข้าไปในกระเป๋าสะพายใบเล็ก เธอกำปากกาด้ามเล็กที่พี่สะใภ้เฉินมอบให้เอาไว้แน่น “วันหลังฉันคงต้องขอให้พี่ช่วยฝึกฝนศิลปะป้องกันตัวให้บ้างแล้วล่ะค่ะพี่ฟาง”
“ได้สิฮุ่ยฮุ่ย พี่จะสอนเธอจนหมดไส้หมดพุงเลย พวกเราก็ไปกันเถอะ เย็นนี้พี่จะแสดงให้เธอดูเป็นตัวอย่าง” ดวงตาของฟางหลานทอประกายเพราะกำลังจะได้ออกแรงยืดเส้นยืดสาย
หลินฮุ่ยแม้มือจะกำปากกาเอาไว้แน่น แต่ดวงตาของเธอกลับเปล่งประกายระยิบระยับ “ไปกันค่ะพี่ฟาง พวกเราจะล่อพวกเขาไปจัดการที่ไหนดีคะ”
ฟางหลานมองฮุ่ยฮุ่ยอย่างอ่อนใจ แต่ก็ยังยิ้มให้เธอ “ก่อนจะถึงบ้านเช่าของเธอ มีตรอกเล็กๆ ที่ไม่ค่อยมีบ้านคนอยู่ไม่ใช่เหรอ ตอนนี้หิมะกำลังตกลงมาพอดีเลยจะได้กลบรอยเท้าได้” ว่าแล้วเธอก็จูงมือน้องสาวของอดีตหัวหน้าเอาไว้มั่น
ทั้งสองเดินไปด้วยคุยกันไปด้วย ราวกับไม่รู้ว่ามีคนกลุ่มหนึ่งเดินตามมาไม่ห่าง จนกระทั่งฟางหลานเลือกเดินเข้าไปในซอยหนึ่ง แล้วก็มาโผล่ที่ตรอกเล็กๆ ที่เป็นจุดหมาย
เธอหยุดเดินแล้วรอจนกระทั่งคนทั้งหกเดินเข้ามา จึงได้หันไปหาพวกเขา “พี่ชาย พวกคุณเดินช้าจังเลยนะคะ” ฟางหลานยิ้มหวานแล้วก็เดินเข้าหาพวกเขา
หลินฮุ่ยถึงกับตาโตกับคำพูดหวานหยดย้อยของพี่ฟาง นี่มันสวยสังหารชัดๆ ใครไม่รู้ก็ถูกหลอกร้อยเปอร์เซ็นต์ และพวกอันธพาลทั้งหกคนก็เป็นไปตามคาด
“น้องสาว ไม่คิดเลยว่าเธอก็ใจตรงกันกับพวกพี่ แบบนี้ก็ไม่ต้องสั่งสอนมากสินะเพราะเป็นงานอยู่แล้วนี่ ฮ่าๆๆ” หัวหน้าอันธพาลกะลิ้มกะเหลี่ยเข้าหาฟางหลาน
ฟางหลานหันไปขยิบตาให้หลินฮุ่ย ราวกับจะบอกว่าดูให้ดีๆ นะ จากนั้นเธอก็เดินนวยนาดเข้าหาชายร่างสูง สายตานั้นมองอีกฝ่ายอย่างยั่วเย้าและล่อลวง ก่อนจะอาศัยจังหวะที่อีกฝ่ายไม่ระวังตัวยื่นมือออกไปคว้าจับมือของหัวหน้าอันธพาลเอาไว้ แล้วก็ยกเขาทุ่มลงกับพื้นภายในชั่วพริบตา
อ๊าก!!
“เป็นยังไงบ้างคะพี่ชาย สบายตัวดีไหมคะ โทษทีนะคะฉันยังไม่ค่อยเป็นงานเท่าไหร่ ต้องลำบากพี่ชายแล้ว”
“พวกแกเข้ามา! จัดการนังผู้หญิงร่านนี่ให้ฉัน!” หัวหน้าอันธพาลแหกปากร้อง เรียกลูกน้องอย่างคนที่ไม่ยอมเสียหน้า
“ได้เลยพี่ใหญ่!” ลูกสมุนทั้งห้ารีบกรูเข้ามาเพราะคิดว่าอย่างไรก็คนมากกว่า ไม่มีทางแพ้ผู้หญิงตัวเล็กแค่นี้แน่นอน
“พี่ชาย ถ้าอยากรู้ว่าฉันเป็นงานไหม ก็รีบๆ เข้ามาสิคะ หึหึ” ฟางหลานกระดิกนิ้วเรียกอันธพาลทั้งห้าทั้งยังส่งสายตายั่วยวนไปให้พวกมันด้วย
สวะทั้งห้าลูบปากลูบเคราอย่างหมายมาด เมื่อได้รับรอยยิ้มหวานหยาดเยิ้มจากเป้าหมาย ความมุ่งมั่นที่จะเอาคืนให้ลูกพี่ก็มลายหายไปสิ้น
พวกมันเดินเข้าหาฟางหลานอย่างไม่ได้ระแวดระวัง หวังจะใช้คนเยอะรุมล้อมร่างเล็กๆ นี้ และก็คิดจะทำเรื่องอย่างว่ากับหญิงสาวในตรอกแห่งนี้ไปเสียเลย จากนั้นก็จะจัดการกับผู้หญิงอีกคนแค่คิดก็เหมือนได้ขึ้นสวรรค์แล้ว
ปึก! ปึก! ปึก! ปึก! ปึก!
ไม่มีแม้แต่เสียงร้องโอดโอยเพราะหมัดและเท้าของฟางหลานซัดเข้าจุดสำคัญ อันธพาลทั้งห้าสลบเหมือดกลางอากาศ ก่อนที่ร่างของพวกเขาจะค่อยๆ ล้มลงไปกองกับพื้น
เธอกวักมือเรียกเจ้านายตัวน้อยให้มาดูผลงาน “ฮุ่ยฮุ่ย ดูทันหรือเปล่า ถ้าดูไม่ทันวันหลังพี่จะสอนให้อีกที”
หลินฮุ่ยที่สายตาดีขึ้นกว่าเดิมมากก็รีบพยักหน้าแล้วก็เดินมาดูผลงานของพี่สาวคนสวย “สุดยอดเลยค่ะพี่ฟาง แบบนี้แค่เข้าตรงจุดเราก็ไม่ต้องเปลืองแรงมากใช่ไหมคะ”
“อืม สำหรับพวกกระจอกก็ใช้แบบนี้ได้ แต่ถ้าเจอคนมีฝีมือสูสีกัน ก็มีวิธีการต่อสู้อีกแบบ”
“พี่ฟาง พี่เก่งที่สุดเลยค่ะ” เธอยกนิ้วให้พี่สาวฟางหลานอย่างชื่นชม
“ไม่ได้ครึ่งหัวหน้าหรอกนะ เอาละ เธอไปยืนรออยู่ตรงโน้นก่อน พี่จะจับพวกเขามัดรวมกันเอาไว้”
“พี่จะส่งพวกเขาให้ตำรวจหรือคะ”
“ยังไม่ส่งตอนนี้หรอก เดี๋ยวจะมีคนมารับพวกเขาไปจัดการต่อ”
หัวหน้าอันธพาลพอได้ยินคำว่ามีคนจะมาพาพวกเขาไปจัดการต่อ เขาก็รีบตะเกียกตะกายมากอดขาของฟางหลานเอาไว้ “พี่สาว ไม่สิ คุณย่าครับ อย่าทำอะไรผมเลยนะครับ ผมสำนึกผิดแล้วต่อไปจะกลับตัวกลับใจเป็นคนดี”
“ทีอย่างนี้มาเรียกฉันว่าคุณย่า ไม่ต้องคิดจะมาบอกว่าใครจ้างแกมาเพื่อให้ฉันไว้ชีวิตแกหรอกนะเพราะฉันรู้อยู่แล้ว!” ว่าแล้วก็หยิบเอาเชือกออกมาจากกระเป๋าสะพาย แล้วก็มัดคนทั้งหกเข้าด้วยกันโดยไม่สนเสียงโวยวายของอีกฝ่าย
หลินฮุ่ยมองการจัดการที่รวดเร็วของพี่ฟางอย่างสนใจ คนเก่งก็คือคนเก่งสินะ เธอเองก็ต้องพัฒนาตัวเองบ้างแล้ว
ทางด้านของโจวเจ๋อหย่วนที่เอาเงินไปวางไว้ที่จุดเดิมที่รู้กันระหว่างเขาและอันธพาลพวกนั้น ก็กำลังจะเดินกลับไปขึ้นรถที่จอดเอาไว้ปากซอย
แต่เขาเพียงเดินไปได้ไม่กี่ก้าว ก็ถูกลากตัวกลับเข้าไปอีกครั้ง “พวกแกเป็นใคร ปล่อยฉันนะ ช่วยด้วย!ช่วยด้วย! อื้อๆๆๆ” ปากของเขาถูกอุดเอาไว้ด้วยถุงเท้าเน่าๆ ที่ไม่เคยซัก จนทำให้เขาแทบจะอาเจียนออกมาให้ได้
“แก! แย่งผู้หญิงของเจ้านายพวกเราไป ก็ต้องโดนแบบนี้แหละ!” นี่คือคำสั่งของฟางหลานที่ให้โบ้ยความผิดไปที่คนแซ่ฉาง เพื่อที่ว่าคนตระกูลโจวจะได้ไม่กล้าหือกับฉางจื้อหยวน
“อื้อๆๆๆ” โจวเจ๋อหย่วนส่ายหน้า เขาอยากจะบอกเหลือเกินว่าเขาต่างหากที่เป็นเหยื่อ แต่ไม่มีใครคิดจะเอาถุงเท้าออกจากปากเขาเลยแม้แต่คนเดียว
“ไม่ต้องรีบหรอก พวกเรายังมีเวลาเล่นสนุกกับแกทั้งคืน”
ปึก! ปึก! ตุ๊บ! ตุ๊บ! ตั๊บ! ตั๊บ!
“อื้อๆๆๆ” หว่างขาของเขาถูกเตะจนหน้าเขียว เขาร้องออกมาสุดเสียงด้วยความเจ็บปวด แต่มันก็ไม่ดังไปกว่าเสียงอู้อี้ เวลานี้สิ่งที่เขากลัวที่สุดก็คือกลัวว่าจะถูกทำร้ายจนตาย น้ำตา น้ำมูกไหลออกมาอย่างไม่อายใคร
“จับตัวมันเอาไว้ให้ดี ฉันจะได้เตะถนัดๆ หน่อย” เสียงแหบสากระคายหูเหมือนคนดัดเสียงเอ่ยออกมา จากนั้นก็เตะเข้ากลางหว่างขาของโจวเจ๋อหย่วนอีกครั้งและอีกครั้ง
“อื้อๆๆๆๆ” ดวงตาของเขาเบิกถลนจนกลายเป็นแดงก่ำ ทั้งเจ็บปวดทั้งเคียดแค้นคนที่ทำกับเขา
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานแค่ไหน โจวเจ๋อหย่วนถึงได้สติฟื้นคืนกลับมา เขาปวดร้าวไปทั้งตัวโดยเฉพาะบริเวณนั้นที่ยังมีเลือดไหลออกมา มือที่ถูกเหยียบจนแตกยับปัดหิมะออกจากตัวอย่างยากเย็น เขาค่อยๆ ลุกขึ้นอย่างยากลำบาก แล้วพาร่างที่ยับเยินกลับไปที่รถ
สิ่งแรกที่เขาทำก็คือโทรศัพท์หาพ่อกับแม่ที่บ้าน บอกเรื่องราวอย่างรวบรัดจากนั้นสติก็ดับวูบไปอีกครั้งเพราะเสียเลือดมาก ทั้งก่อนหน้านั้นก็นอนกลางหิมะเป็นเวลานานด้วย
พ่อโจวกับแม่โจวขับรถมาถึงพร้อมกับรถของทางโรงพยาบาล เมื่อเห็นสภาพของลูกชายแล้วก็ถึงกับหน้าซีดปากสั่นเพราะตรงหว่างขาของลูกชายมีเลือดไหลออกมาไม่หยุดเลย
“คะ คุณคะ เจ๋อหย่วนของพวกเราจะเป็นอะไรไหม”
“ถึงมือหมอแล้ว เขาไม่เป็นอะไรหรอกน่า” พ่อโจวพูดออกไปอย่างนั้น แต่ก็ไม่ได้มั่นใจสักเท่าไหร่ ยิ่งได้ฟังที่ลูกชายพูดว่าเจ้านายของคนพวกนั้นเป็นคนที่เขาไปแย่งผู้หญิงมา คนผู้นั้นยังจะเป็นใครได้อีกล่ะถ้าไม่ใช่คนแซ่ฉางที่เป็นอันธพาลแต่เส้นใหญ่จนใครก็ไม่กล้าแตะเขา
“คุณพ่อรู้จักหมอจีนเก่งๆ ฉันจะโทรหาท่าน” แม่โจวที่เดินตามสามีขึ้นรถมาได้แล้วก็เริ่มกดโทรศัพท์ด้วยมือที่สั่นเทา
“ให้แพทย์แผนปัจจุบันรักษาก่อนเถอะ ถ้ารักษาไม่ได้ค่อยให้แพทย์แผนจีนมารักษา”
“คุณจะไปรู้อะไร ช่วงยากลำบากในตอนนั้น ที่พวกเรารอดมาได้ก็เพราะแพทย์แผนจีนไม่ใช่เหรอคะ”
“เฮ้อ! ตามใจคุณแล้วกัน”