คนที่ไม่ถูกรักก็คือส่วนเกิน
คนที่ไม่ถูกรักก็คือส่วนเกิน
หลิวฮุ่ยฮุ่ยรู้สึกตัวตื่นจากความฝันอันยาวนาน เธอก็ได้ยินเสียงคนทะเลาะกันอยู่นอกห้องนอน และเสียนนั้นเธอก็คุ้นเคยเป็นอย่างดี พวกเขาก็คือพ่อกับแม่ของเธอนั่นเอง แต่พอฟังไปเรื่อยๆ สีหน้าของเธอก็เริ่มซีดเผือดและไม่นานน้ำตาก็ไหลอาบแก้ม
“เป็นเพราะเธอหน้าตาเหมือนรักแรกของคุณใช่ไหม ถึงคิดจะเก็บเธอเอาไว้” แม่หลิวตะโกนถามสามีเสียงดังก้องไปทั้งบ้าน
“รักแรกอะไรกัน ผมไม่เคยมีความรักมาก่อน เป็นคุณต่างหากที่คิดไปเองทั้งนั้น” พ่อหลิวตอบกลับด้วยเสียงที่ดังไม่แพ้กัน
“ไม่เคยอย่างนั้นหรือ แล้วทำไมฮุ่ยฮุ่ยถึงได้กลายเป็นลูกสาวที่แท้จริงของหล่อนไปได้ล่ะ ฉันว่าแล้วเชียว เด็กคนนี้หน้าตาไม่เหมือนคุณและก็ไม่เหมือนฉัน ที่แท้ก็เป็นลูกของนังแพศยานั่นเอง” แม่หลิวยังคงแผดเสียงไม่ยอมหยุด เพราะตั้งแต่ลูกสาวยังเล็กเธอก็สังเกตเห็นความไม่ชอบมาพากลนี้นานแล้ว และนั่นทำให้เธอไม่ค่อยชอบลูกสาวคนนี้ จนถึงขั้นส่งเธอไปอยู่บ้านปู่กับย่า จนเข้ามหาวิทยาลัยถึงได้รับกลับมา
“คุณจะให้ผมทำยังไงก็ว่ามาเถอะ จะให้เธออยู่หรือให้เธอไป”
“ลูกสาวตัวจริงของฉันกลับมาแล้ว แน่นอนว่าต้องส่งเธอออกไปและก็ไม่ต้องแอบเอาเงินให้เธอด้วยนะ ฉันไม่อนุญาต” น้ำเสียงของเธออ่อนลงแต่ก็ไม่ได้ดีเท่าไหร่
“ได้! ส่งออกไปก็ส่งออกไป งั้นห้องนี้ก็ให้ถิงถิงอยู่แทนฮุ่ยฮุ่ย”
“ฮึ! ใครจะให้ลูกสาวที่แสนดีของฉันอยู่ห้องเล็กเท่ารูหนูนี้กัน ฉันเตรียมต่อเติมห้องใหม่ของถิงถิงแล้ว ส่วนลูกสาวสุดที่รักของคุณก็จัดการกันเองเถอะ” ว่าแล้วก็สะบัดหน้าจากไปทันที
พ่อหลิวได้แต่ยกมือขึ้นเกาศีรษะจนยุ่งเหยิงตามแรงอารมณ์ พร้อมกับชี้นิ้วตามหลังภรรยาอย่างคาดโทษ “ถ้าครอบครัวของคุณไม่บีบบังคับผมล่ะก็ ตอนนี้ผมคงได้ทำงานที่ผมรักไปนานแล้ว ฮึ่ม!”
“พ่อคะ” หลินอวี่ถิงหรือก็คือหลิวอวี่ถิงเมื่อกลับสู่ตระกูลหลิว ร้องเรียกผู้เป็นพ่ออย่างกล้าๆ กลัวๆ
พ่อหลิวเมื่อเห็นลูกสาวที่หน้าตาคล้ายตัวเขาหลายส่วนก็หัวใจอ่อนยวบ ท่าทีแข็งกร้าวเมื่อครู่จึงอ่อนลง “ถิงถิง ลูกกลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่”
“หนูกับฮ่าวฮ่าวเพิ่งกลับมาถึงบ้านค่ะพ่อ แล้วแม่ล่ะคะ” หลิวอวี่ถิงทำราวกับว่าไม่รู้ไม่เห็นกับเหตุการณ์เมื่อครู่ ทั้งที่ความจริงแล้วเธอยืนอยู่หน้าประตูบ้านกับน้องชาย
“แม่ของลูกอยู่ในห้อง แล้วได้อะไรมาบ้างเงินพอใช้ไหม” ถามแล้วก็เตรียมจะหยิบเอาเงินจากกระเป๋ากางเกงออกมาให้ลูกสาวอีก อย่างรู้สึกผิดในหลายๆ เรื่องที่เขาไม่สามารถพูดออกมาได้
“พอค่ะพ่อ หนูไม่ได้ซื้ออะไรมาก แค่ไปหาซื้อปากกากับสมุดนิดหน่อย อีกไม่นานก็ต้องกลับไปพักที่หอพักนักศึกษาแล้วค่ะ”
“เพิ่งจะมีเวลาพักไม่ใช่เหรอ อยู่ต่ออีกสักหน่อยสิ พ่อกับแม่อยากจะใช้เวลาร่วมกับลูกให้มากหน่อย”
หลิวอวี่ถิงอมยิ้มน้อยๆ อย่างน่ารัก แต่ไม่นานก็ส่ายหน้าจนเปียทั้งสองข้างสะบัดไปมา “อาจารย์ที่สถาบันเลือกหนูเป็นผู้ช่วยในคณะทำงานวิจัยค่ะ ก็เลยต้องรีบกลับไปที่มหาวิทยาลัย”
“อ้อ” แม้จะทำเพียงรับคำเสียงแผ่ว แต่ทว่ามันก็เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ ยิ่งกว่าการที่หลินฮุ่ยได้เรียนมหาวิทยาลัยปักกิ่งเสียอีก เพราะลูกสาวตัวจริงของเขานั้นเรียนอยู่คณะการบินและอวกาศ ซึ่งถ้าพูดออกไปแล้วทำให้ได้หน้ากว่ากันเยอะ
“หนูกับน้องขอไปคุยกับแม่ก่อนนะคะ”
“ได้ๆ ไปเถอะ พ่อก็จะไปจัดการธุระข้างนอกเหมือนกัน”
รออยู่สักพักจนไม่ได้ยินเสียงใครแล้ว ฮุ่ยฮุ่ยก็ก้าวลงจากเตียงแต่เธอก็พบว่าขาของเธอนั้นกลับอ่อนแรง
“ฟื้นได้สักทีนะ แกทำให้ฉันต้องเหนื่อยมาเป็นเดือนเลย ถ้ายังไม่ตายก็รีบไสหัวออกไปจากบ้านหลิวของฉันซะ” แม่หลิวที่อารมณ์ยังคุกรุ่นได้ที่ระบาย และเด็กนี่ก็เป็นที่ระบายอารมณ์ให้เธอมาตลอด
“แม่คะ ฉันเป็นอะไรไป จำได้แค่ว่าเดินข้ามถนนไปซื้อขนมเค้กให้ฮ่าวฮ่าวแล้วฉันก็จำอะไรไม่ได้เลย” เธอเป็นอะไรไปกันแน่ ความฝันที่ยาวนานนั่นมันคืออะไรกัน ภาพเหตุการณ์มากมายทั้งเก่าและใหม่ปนกันจนเธอปะติดปะต่ออะไรไม่ได้เลย
“ใครแม่แก ถิงถิงต่างหากที่เป็นลูกสาวของฉัน” เธอไม่ได้บอกเรื่องราวที่เกิดขึ้นเพราะก็ไม่ได้รู้อะไรเช่นกัน รู้ตัวอีกทีก็ไปเจอฮุ่ยฮุ่ยที่โรงพยาบาลแล้ว
หลิวอวี่ถิงที่ย้ายทะเบียนบ้านมาอยู่ทะเบียนบ้านของตระกูลหลิว เดินตามผู้เป็นแม่เข้ามา สีหน้าของเธอราวกับผู้อยู่เหนือกว่า
“สวัสดี คุณหลินฉันหลิวอวี่ถิง ลูกสาวตัวจริงของตระกูลหลิวค่ะ”
หลินฮุ่ยนัยน์ตาวาววับ ผู้หญิงคนนี้เหมือนตัวร้ายที่ชอบซ่อนตัวอยู่หลังคนโง่ เหมือนภาพในความฝันอันยาวนานของเธอเลย
“สวัสดีคุณหลิว ฉันฮุ่ยฮุ่ยค่ะ”
“ฮึ! ยังอยากจะอยู่ที่บ้านตระกูลหลิวเพื่อเกาะสถานะคุณหนูตระกูลหลิวต่อไปสินะ น่าสมเพชจริงๆ” หลิวอวี่ถิงมองหลินฮุ่ยอย่างดูถูก
“ได้ยินชัดแล้วนะ แกน่ะ! กลับไปอยู่บ้านตระกูลหลินของแกได้แล้ว!”
“แม่คะ ห้องนี้หนูจะเอาไว้เก็บของนะคะ ส่วนข้าวของพวกนี้ของหล่อน หนูไม่ต้องการค่ะ”
“ได้ๆๆ แม่จะทำเป็นห้องเก็บของให้หนู อยากได้อะไรบอกแม่คนนี้ได้เลยนะจ๊ะถิงถิง แม่จะชดเชยให้หนูทุกอย่าง”
ภาพแม่ที่คอยเฝ้าพะเน้าพะนอลูกสาว ที่เธออยากได้รับและใฝ่ฝันมาตั้งแต่เด็กกลับถูกมอบให้คนอื่น น้ำตาของฮุ่ยฮุ่ยหยดเผาะลงมาอย่างห้ามไม่อยู่ แม้จะรู้อยู่แก่ใจว่าเธอไม่มีทางได้รับความรับแบบนั้นก็ตาม
“จะร้องอะไรนักหนา ค่ารักษาแกไม่ใช่น้อยๆ ทำฉันสิ้นเปลืองจนจะหมดตัวอยู่แล้ว ก่อนจะออกจากบ้านของฉันก็อย่าเอาอะไรติดมือไปล่ะ เราไปกันเถอะถิงถิง”
“ค่ะแม่” หลิวอวี่ถิงรับคำก่อนจะคล้องแขนแม่ตัวจริงของเธอ และก่อนจะออกประตูไปยังได้หันไปยิ้มเยาะเย้ยให้หลินฮุ่ยอย่างสะใจ
ความจริงเธอกับหลินฮุ่ยคนนี้ก็ไม่ได้มีความแค้นต่อกันหรอก ทว่าเธอนั้นรับปากกับเจ้าของร่างเดิมเอาไว้แล้วว่าจะแก้แค้นคนตระกูลหลินที่เย็นชาต่อเธอ และทิ้งเธอเอาไว้กับคนข้างบ้านในถนนวงแหวนที่ห้าแล้วก็หนีหายไปเลย รวมถึงคู่หมั้นที่เป็นเจ้าหน้าที่การเมืองของหลินฮุ่ยเธอก็จะแย่งมาเช่นกัน
พอทุกคนออกไปจนหมดแล้ว หลินฮุ่ยก็รวบรวมกำลังแรงใจ จนสามารถก้าวลงจากเตียงได้ เธอเดินช้าๆ ไปที่ตู้เสื้อผ้า แล้วก็หยิบกระเป๋าเดินทางออกมา เธอเลือกเฉพาะเสื้อผ้าที่หาเงินซื้อมาได้ด้วยตัวเอง ซึ่งมีไม่กี่ชุด ส่วนที่คนบ้านนี้ซื้อให้เธอไม่หยิบติดมือมาแม้แต่ตัวเดียวเพราะมันเก่าซีดจนไม่เหลือสภาพให้ใส่ได้แล้ว
จัดกระเป๋าเดินทางเสร็จ เธอก็เปิดประตูเดินออกมาจากห้องนอน แล้วก็พบว่าน้องชายกำลังนั่งรอเธออยู่ด้วยสีหน้ากระวนกระวายใจ น้ำตาของเขาจะหยดอยู่รอมร่อ
“พี่สาว พี่จะไปจริงๆ เหรอ ผะ ผม ไม่อยากให้พี่ไปเลย” เขาเดินมาหาพี่สาวที่รักและเอ็นดูเขายิ่งกว่าคนเป็นพ่อเป็นแม่เสียอีก
“พี่อยู่ต่อไม่ได้แล้วฮ่าวฮ่าว บ้านนี้ไม่มีที่สำหรับพี่แล้ว นายอยู่ที่นี่ก็เป็นเด็กดีตั้งใจเรียนนะ ถ้าคิดถึงก็ไปรอพบพี่ได้ที่หน้ามหาวิทยาลัย” เธอยกมือที่แทบจะไม่มีแรงขึ้นลูบศีรษะของน้องชาย “ผมของนายยาวแล้วนะ อย่าลืมไปตัดผมที่ร้านของปู่จ้าวล่ะ ถ้าไม่มีเงิน...” เธอกำลังจะบอกว่ามาขอกับเธอได้ แต่เงินติดตัวตอนนี้ก็มีไม่มาก
ฮ่าวฮ่าวเงยหน้าขึ้นมองพี่สาวที่ซีดเซียวแล้วก็หยิบเอาของบางอย่างออกมา “พ่อฝากของพวกนี้เอาไว้ให้พี่ นี่เป็นทะเบียนบ้านใหม่และเบอร์โทรศัพท์พี่ชายตระกูลหลินพี่ชายแท้ๆ ของพี่ ลองโทรหาเขานะพี่สาว อาจจะต้องต่อสายหลายที่ แต่น่าจะถึงเขานะ”
“ขอบใจนะฮ่าวฮ่าว พี่ต้องไปแล้ว อย่าลืมกินข้าวนะ พี่ไปละ” เธอมองเขานิ่งนาน ก่อนจะก็ตัดใจจากน้องชายอย่างเด็ดขาด แล้วก็เดินออกจากบ้านตระกูลหลิวด้วยหัวใจที่วูบโหวง
“พี่สาว!! ผมจะไปเยี่ยมพี่บ่อยๆ นะ”
เธอไม่แม้แต่จะหันหลังกลับไปมองน้องชาย ทำเพียงโบกมือให้เขาแล้วก็ตัดใจเดินจากไปทั้งน้ำตา
ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!
ฮุ่ยฮุ่ยเคาะประตูบ้านบานใหญ่แล้ว เธอก็ยืนรออยู่เงียบๆ ไม่นานก็มีคนมาเปิดประตูให้
“ฮุ่ยฮุ่ย เข้ามาก่อนเกิดเรื่องอะไรหรือ ทำไมฉันติดต่อเธอไม่ได้เลย ถามที่บ้านของเธอก็บอกว่าเธอยุ่ตลอด จะไปหาเธอพวกเขาก็ไม่ให้เข้าบ้าน” โจวฟางเพื่อนสนิทตั้งแต่เด็กของฮุ่ยฮุ่ยรีบเปิดประตูออกกว้าง
“ฉันได้รับอุบัติเหตุนิดหน่อยน่ะฟางฟาง เพิ่งฟื้นก็เลยเก็บเสื้อผ้าใส่กระเป๋ามาที่บ้านของเธอเลย”
โจวฟางมองแผลที่ยังมีเลือดซึมออกมาจากผ้าพันแผลที่ศีรษะเพื่อนรักแล้วก็ได้แต่ส่ายหน้า “คนตระกูลหลิวนี่ยังไงกัน ยังเห็นเธอเป็นลูกอยู่หรือเปล่า” ว่าพลางก็ช่วยถือกระเป๋าใบเล็กที่เบาโหวงให้ด้วย
“พวกเขาไม่เคยเห็นฉันเป็นลูกสาว และตอนนี้ก็ไม่ใช่จริงๆ ด้วยฟางฟาง” เธอไม่มีน้ำตาอีกแล้วเพราะทั้งชีวิตของเธอ ร้องไห้ให้พวกเขามามากเกินพอแล้ว
“อะไรนะ! เธอพูดเรื่องอะไรฮุ่ยฮุ่ย”
“ลูกสาวตัวจริงของพวกเขากลับมาแล้ว ตรวจดีเอ็นเอแล้วด้วย ส่วนฉันก็กลายเป็นลูกตัวปลอมของพวกเขา ก็เลยต้องเก็บเสื้อผ้าออกจากบ้าน”
“แล้วเธอจะทำยังไงต่อไป”
“ระหว่างที่นั่งรถโดยสารมาบ้านเธอ ฉันคิดเอาไว้แล้วล่ะ ช่วงนี้คงต้องไปหาเช่าห้องอยู่ พอใกล้เปิดเทอมก็กลับไปอยู่หอ ถึงยังไงฉันก็อยู่หอพักนักศึกษามาตลอดอยู่แล้วนี่”
“แล้วเธอจะเอาเงินที่ไหนใช้ ไปเปิดแผงขายของกับฉันดีไหม”
“เป็นความคิดที่ดีนะ ฉันจะลองคิดดู” ความจริงเธอพอจะมีเก็บอยู่บ้าง แต่เรื่องที่ได้เงินมาจากไหนนั้นบอกคนอื่นไม่ได้จริงๆ เพราะเธอแอบหาเงินเองมาหลายปีแล้ว ตอนที่ตระกูลหลิวจึงไม่กล้าใช้จ่ายมากไปเพราะพวกถ้าพวกเขารู้คงได้ยึดไปทั้งหมด
“ได้ๆๆ แค่เธอไม่เศร้าไม่ร้องไห้ เธออยากทำอะไรก็ทำได้ทั้งนั้น”
“ขอบใจเธอมากนะฟางฟาง ถ้าไม่มีเธอฉันก็ไม่รู้จะไปที่ไหน”
“ขอบใจอะไรกัน คนกันเองทั้งนั้น เธอก็ช่วยฉันมาเยอะเหมือนกันนะ”
“อืม”
“มาๆๆ คืนนี้เธอนอนห้องเดียวกับฉันแล้วกัน”
“ได้ คืนนี้ขอนอนกับเธอสักคืน พรุ่งนี้ฉันถึงจะออกไปหาห้องเช่า”
“ได้ๆๆ ตามใจเธอทุกอย่าง” แม้โจวฟางอยากจะรั้งให้สหายรักเอาไว้ให้อยู่ด้วยกันไปตลอด แต่เธอก็รู้ดีว่าฮุ่ยฮุ่ยไม่ยินยอมแน่นอน
ตอนเย็นที่บ้านตระกูลหลิวก็ได้รับระเบิดลูกใหญ่ โดยเฉพาะแม่หลิวที่เป็นคนไล่หลินฮุ่ยออกจากบ้านไปโดยไม่รอคำตัดสินจากสองผู้เฒ่าตระกูลหลิว
“ฮุ่ยฮุ่ยเป็นหลานสาวที่ฉันเลี้ยงมาตั้งแต่เด็ก หล่อนคิดจะไล่ก็ไล่ได้หรือ ใครให้หน้าหล่อนกัน” ผู้เฒ่าหลิวเคาะกล้องสูบยากับโต๊ะเสียงดัง ที่พูดไปไม่ได้เกิดจากรักอะไรหรอกแต่เห็นว่าหลินฮุ่ยยังมีประโยชน์
“คุณพ่อคะ เด็กนั่นก็ไม่ใช่สายเลือดตระกูลหลิวของพวกเรา คุณพ่อดูถิงถิงสิคะ เธอถึงจะมีหน้าตาเหมือนกั๋วต้ง อีกอย่างตอนนี้เธอก็กำลังเรียนปีสามที่ชิงหวา คณะการบินและอวกาศอีกด้วย ต่อไปทั้งชื่อเสียงและเกียรติยศต้องเป็นของตระกูลหลิวแน่นอนค่ะ”
“แล้วฮุ่ยฮุ่ยไม่ดีตรงไหน ฮุ่ยฮุ่ยของพวกเราก็เรียนปีสามอยู่มหาวิทยาลัยปักกิ่งแถมยังเรียนเอกภาษาจีนด้วย จบมาก็มีหน้าที่การงานที่ดีทำ ชื่อเสียงและเกียรติยศก็ต้องเป็นของตระกูลหลิวอยู่แล้ว เธอนี่คิดไม่รอบคอบจริงๆ” ผู้เฒ่าหลิวถลึงตาให้ลูกชาย รู้อยู่แก่ใจยังจะมาเล่นงิ้วให้ใครดูกัน
“คุณปู่คะ ฮุ่ยฮุ่ยไม่ใช่สายเลือดตระกูลหลิวนะคะ ถึงคุณปู่จะดีดลูกคิดอย่างไรก็ไม่คุ้มหรอกค่ะ อีกอย่างหนูอยากให้คุณปู่ดูสิ่งนี้ก่อนค่ะ” หลิวอวี่ถิงยื่นของบางอย่างให้คุณปู่หลิวดู
ไม่นานดวงตาของท่านผู้เฒ่าหลิวก็เบิกกว้าง จากที่คิดว่าเป็นคนดีมีคุณธรรม ทุกอย่างกลับพังทลายลง “นะ นี่แหวนหยกประจำตระกูลหลิวกลับมาแล้วจริงๆ”
“ใช่ค่ะ ต่อไปทั้งอำนาจและความยิ่งใหญ่ ย่อมเป็นของคนตระกูลหลิวของเราแน่นอนค่ะคุณปู่”
“ได้! ปู่จะไม่พูดถึงเรื่องของฮุ่ยฮุ่ยอีก”
“คุณคะ” ย่าหลิวสะกิดสามีเพราะเธอยังอยากให้ฮุ่ยฮุ่ยแต่งงานกับลูกหลานคนมีอำนาจในปักกิ่งเพื่อปูทางให้ตระกูลหลิวอยู่นั่นเอง
“คุณไม่ต้องพูดแล้ว แต่ถ้าอยากจะติดต่อกับเธอก็อย่าทำแบบเปิดเผย หลอกล่อให้เธอตายใจก่อน จากนั้นอะไรๆ ก็จะง่ายขึ้น” เขากระซิบบอกภรรยาเสียงแผ่ว
พ่อหลิวที่นั่งเงียบมานานถึงกับเหงื่อตก พอเห็นท่าทีของสองผู้เฒ่าเขาก็มีความกล้าที่จะพูดเรื่องการหมั้นหมายของสองตระกูลขึ้นมา
“แล้วเรื่องการหมั้นหมายของตระกูลหลิวและตระกูลโจวล่ะครับคุณพ่อ” ว่าแล้วเขาก็หันไปขยิบตาให้ภรรยา
แม่หลิวรีบนำของบางอย่างที่ลูกสาวมอบให้ออกมา แล้วก็ยื่นถุงผ้าให้กับผู้เฒ่าหลิว “นี่เป็นของที่คนตระกูลโจวจะต้องชอบแน่นอนค่ะคุณพ่อ”
ผู้เฒ่าหลิวมองหยกผักกาดขาวในถุงแล้วก็ยิ้มอย่างพึงพอใจ “ตาแก่โจวไม่กล้ามีปัญหาหรอก เรื่องหมั้นหมายของสองตระกูลฉันจะไปคุยกับเขาเอง”
“แล้วเรื่องของเสี่ยวโจว เขาจะไม่มีปัญหาหรือครับคุณพ่อ เขาหมั้นกับฮุ่ยฮุ่ยมาหลายปี คงไม่ยอมง่ายๆ”
“งานแต่งแล้วแต่พ่อแม่จะจัดการ ถึงเขาไม่ยอมก็ไม่กล้าขัดใจหรอก พวกแกไม่ต้องห่วง รอฟังข่าวดีได้เลย”
เรื่องใหม่มาแล้วค่า ฝากติดตามด้วยน้าา