LNCrawler

บันทึกของคุณปู่

พลิกชะตาลูกสาวสลับตัว ในยุค 90 — novel.dek d.com · All chapters

บันทึกของคุณปู่

หลังเลิกคลาสภาษาจีน โจวฟางก็เล่าเรื่องราวในหลายวันที่ผ่านมาให้สหายรักอย่างหลินฮุ่ยฟัง เพราะเธอเองก็ไม่รู้จะเล่าให้ใครฟังได้อีกแล้วเหมือนกัน

“เธอจะบอกว่าพี่ใหญ่ของเธอ ทำใจไม่ได้ที่ลูกสาวผู้อำนวยการโรงงานเหล็กกล้าแต่งงาน และคิดจะไปทำงานที่ภาคใต้อย่างนั้นเหรอฟางฟาง”

“อืม น่าจะเสียสติไปแล้วจริงๆ ฉันไม่เข้าใจความคิดของพี่ใหญ่เลย จะเสียใจอะไรนักหนาไม่ใช่อกหักครั้งแรกเสียหน่อย”

หลินฮุ่ยเองก็พยักหน้าเห็นด้วย พี่ใหญ่คนนี้อะไรก็ล้วนดีหมดแต่ที่ทำให้คนในครอบครัวหนักใจก็เรื่องความรักนี่แหละ “ฉันว่าน่าจะหาคนมานัดดูตัวให้เขาได้แล้วนะฟางฟาง ปล่อยให้หาเองแบบนี้สายตาของพี่ใหญ่เธอไม่ค่อยดีเอาเสียเลย รักใครก็ถูกคนอื่นเขาทิ้งทุกที”

โจวฟางมองสหายรักอย่างเลื่อมใส “เป็นความคิดที่ดีมากเลยฮุ่ยฮุ่ย กลับบ้านไปฉันจะบอกพ่อกับแม่ให้นัดดูตัวให้พี่ใหญ่ ต้องรีบจัดการให้เรียบร้อยก่อนพี่ใหญ่จะลงภาคใต้”

“ถ้ามีคนรักทางนี้แล้วยังอยากจะไปทำงานที่ภาคใต้อีกเหรอ”

“ยื่นเอกสารส่งไปทางโน้นแล้วน่ะสิ อีกหนึ่งเดือนก็ต้องเดินทางไปรายงานตัวที่โรงงานทางโน้น”

“หรือไม่บางทีพี่ใหญ่ของเธอเขาก็อาจจะรีบหนีจากสถานการณ์กระอักกระอ่วนของสองตระกูลก็ได้นะ ถ้าเขาขืนอยู่ต่อไปก็ไม่แน่ว่าอาจจะได้กลายเป็นเจ้าบ่าวให้คนตระกูลหลิวก็ได้”

“ไม่มีเรื่องแบบนั้นแล้วล่ะ เธอคงไม่รู้หรอกว่าเพียงเวลาไม่นาน ความสัมพันธ์อันดีระหว่างสองตระกูลก็พังทลายลงมา ตอนนี้ได้กลายเป็นศัตรูกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว” เธอเลือกพูดถึงแต่เรื่องนี้ไม่ได้พูดเรื่องแหวนมิติที่คนตระกูลคิดจะฮุบเอาไว้ โดยไม่ได้รู้เลยว่าโจวเจ๋อหย่วนเคยหลุดปากถึงเรื่องนี้ไปแล้ว

หลินฮุ่ยตาโตอย่างไม่อยากจะเชื่อ “เป็นไปได้เหรอ แล้วหลิวอวี่ถิงล่ะ ยังมีผู้หญิงอีกคนแซ่อะไรนะ”

“แซ่หลี่ หลี่อิง นั่นก็คุณหนูจอมเสแสร้งอีกคน แต่น่าเสียดายที่ยังไม่ได้ปะทะกับหลิวอวี่ถิงก็มีเรื่องพลิกผันเสียก่อน”

“เกิดอะไรขึ้น นี่มันผ่านไปไม่กี่วันเองนะ ทำไมมีเหตุการณ์เกิดขึ้นมากมายขนาดนี้ล่ะฟางฟาง” เธอออกจากบ้านหลิวมาก็ไม่ได้คิดจะใส่ใจเรื่องของพวกเขา ดังนั้นจึงไม่รู้เรื่องของพวกเขาสักเรื่องเดียว แม้แต่ฮ่าวฮ่าวก็ไม่ได้มาหาเธอเช่นกัน

“ก็หลิวอวี่ถิงน่ะสิ พอรู้ว่าคงจะตกลงกันไม่ได้ก็รีบหนีไปเรียนต่อต่างประเทศเลย ส่วนหลี่อิงคนนั้นก็ไม่อยากได้พี่เจ๋อหย่วน ทางนั้นก็เลยคิดจะหาคนแต่งเข้าบ้านตระกูลหลี่เสียเลย”

“พี่โจวก็เลยไม่มีใครเอา หึหึ”

มุมปากของโจวฟางยกขึ้นน้อยๆ “ดูเหมือนว่าเธอจะสะใจนะฮุ่ยฮุ่ย กำลังสมน้ำหน้าพี่เจ๋อหย่วนอยู่ใช่ไหม”

“ไม่นะ ไม่ได้รู้สึกอะไรสักหน่อย เธอคิดไปเองทั้งนั้น” แม้ท่าทีของเธอจะหน้าซื่อตาใส แต่ภายในใจของเธอนั้นโห่ร้องอย่างยินดีสุดๆ ไปเลย

“ฮึ! พูดอย่างกับฉันเพิ่งรู้จักเธอเมื่อวานเนอะ” โจวฟางว่าแล้วก็ฉุดร่างสหายรักให้ลุกขึ้น “วันนี้บอกแม่แล้วว่าจะทานข้าวเย็นกับเธอกับเสี่ยวเยี่ยนแล้วก็อาจิ้ง หนาวๆ แบบนี้ไปกินหม้อไฟกันดีไหม”

หลินฮุ่ยส่ายหน้าเพราะวันนี้ไม่ว่างจริงๆ “โทษทีนะสหายรัก วันนี้ฉันมีนัดแล้ว ผิดนัดไม่ได้เสียด้วยสิ”

“อย่าบอกนะว่านัดดูตัว ดูตาเธอตอนนี้สิฮุ่ยฮุ่ย เหมือนคนกำลังมีความรักเลย”

“มีความรักอะไรกัน ฉันไม่ได้มากรักเหมือนลูกพี่ลูกน้องของเธอหรอกนะ ไปละ เจอกันวันจันทร์นะ” พูดออกไปแบบนั้นแล้วเธอก็รีบเดินออกไปทันที

โจวฟางมองตามสหายรักแล้วก็ได้แต่ส่ายหน้า ก็รู้อยู่หรอกว่าสหายรักไม่ได้กำลังมีความรัก แต่ใบหน้าที่มีความสุขแบบนี้ ฮุ่ยฮุ่ยกำลังจะไปพบใครกันนะ ตั้งแต่ออกจากตระกูลหลิวไปก็เหมือนว่าโชคชะตาของสหายรักจะถูกดึงให้ห่างออกไปจากเธอมากขึ้นทุกวัน เธอไม่ยอมหรกนะ

 

หลินฮุ่ยเดินออกมาหน้ามหาวิทยาลัยก็พบว่ามีรถยนต์คันใหญ่จอดรออยู่ก่อนแล้ว เธอรีบเปิดประตูแล้วก้าวขึ้นรถทันที

“พี่สะใภ้ วันนี้ไม่มีสอนเหรอคะ” เป็นพี่สะใภ้เฉินนั่นเองที่นัดเธอเอาไว้ตั้งแต่วันก่อน

“มีสิ สอนเสร็จตั้งแต่ตอนบ่ายแล้วล่ะ จะพาเธอไปที่แห่งหนึ่งสนใจไหมฮุ่ยฮุ่ย”

“ไปไหนเหรอคะพี่สะใภ้เฉิน”

“ไปถึงเธอก็จะรู้เองนั่นแหละฮุ่ยฮุ่ย” พี่สะใภ้เฉินอมยิ้มน้อยๆ จากนั้นก็ตั้งใจขับรถเพราะสถานที่ที่จะพาหลินฮุ่ยไปนั้น ค่อนข้างเป็นความลับ

หญิงสาวมองทิวทัศน์สองข้างทางที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ไม่นานเธอก็ผล็อยหลับไป และระหว่างนี้เธอก็ฝันเห็นเรื่องราวแปลกๆ มากมายที่กำลังจะเกิดขึ้นที่ปักกิ่ง

ไม่รู้ว่านานแค่ไหน แต่สุดท้ายเธอก็สะดุ้งตื่นขึ้นมา “ฉันเผลอหลับไปนานแค่ไหนคะพี่สะใภ้”

“นานเกือบสองชั่วโมงเลยล่ะ” ว่าแล้วเธอก็ขับรถเข้าไปจอดในโรงงานร้างแห่งหนึ่ง

หลินฮุ่ยมองสภาพด้านนอกที่เป็นเหมือนโรงงานร้าง แต่พอเข้ามาข้างในก็พบว่ามันถูกปรับให้เป็นสำนักงานดีๆ นี่เอง เธอมองอยู่เงียบๆ ไม่ได้คิดจะถามออกไปเพราะรับรู้ว่ามีสายตามากมายจับจ้องมาที่เธอตั้งแต่เข้ามาแล้ว

“ไปกันเถอะ พี่มีอะไรจะให้เธอด้วยนะฮุ่ยฮุ่ย” พี่สะใภ้เฉินเปิดประตูแล้วก้าวลงจากรถอย่างว่องไว ผิดจากท่าทีเมื่อตอนอยู่มหาวิทยาลัยไกลลิบลับ

หญิงสาวเปิดประตูรถได้ก็ก้าวตามไป สีหน้าปรับให้ราบเรียบเรื่องนี้เธอถนัดเพราะตอนอยู่ตระกูลหลิวได้ใช้ประจำ

เจ้าหน้าที่ระดับหัวกะทิในชุดธรรมดาที่หลากหลาย ไม่ต่ำกว่าครึ่งร้อยมองหัวหน้าของพวกเขาด้วยความสงสัย แต่เพียงครู่ก็กลับไปหมกมุ่นกับเอกสารของตัวเองต่อ

หลินฮุ่ยเห็นแบบนั้นแล้วก็ไม่ได้ผ่อนปรนให้ตัวเอง ยังคงเก็บปากคำและสายตาพร้อมกับเดินตามพี่สะใภ้เฉินเข้าไปในห้องเล็กๆ ห้องหนึ่ง

“นั่งก่อนนะฮุ่ยฮุ่ย พี่ขอหาของก่อน” ว่าแล้วพี่สะใภ้เฉินก็เปิดตู้ล็อกเกอร์ เธอค้นหาของอยู่นานพอสมควรจึงหยิบของบางอย่างออกมา “เจอแล้วล่ะ”

หญิงสาวหันไปมองก็เห็นว่าเป็นถุงกระดาษเก่าๆ “นี่ก็คือสิ่งที่พี่สะใภ้อยากจะให้ฉันหรือคะ”

พี่สะใภ้เฉินกวักมือเรียกหลินฮุ่ย “นี่เป็นของเก่าเก็บอยู่ในตู้นี้มานานแล้ว ในที่สุดเจ้าของตัวจริงก็มารับเสียที เธอรับเอาไปเร็วฮุ่ยฮุ่ย”

หลินฮุ่ยรีบเดินไปรับถุงกระดาษมา ก่อนจะเลิกคิ้ว “ฉันเปิดตอนนี้ได้ไหมคะพี่สะใภ้”

“กลับไปถึงบ้านแล้วค่อยเปิดดีกว่านะ” เห็นหลินฮุ่ยมองอย่างสงสัยและไม่เข้าใจ พี่สะใภ้เฉินจึงได้ขยายความต่อ “ถึงแม้ว่าพี่จะเป็นคนเก็บถุงกระดาษใบนี้เอาไว้ แต่ก็ไม่ได้รับอนุญาตให้รับรู้ว่าของที่อยู่ข้างในเป็นอะไร”

“ฉันเข้าใจแล้วค่ะพี่สะใภ้”

“อืม ดีมาก งั้นพวกเรากลับกันดีกว่านะ เธอจะให้พี่ไปส่งที่บ้านหรือที่มหาวิทยาลัยดี”

“ที่บ้านดีกว่าค่ะ” แม้จะแปลกใจว่าเดินทางมาตั้งใกล้ กลับใช้เวลาอยู่ที่นี่ไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงด้วยซ้ำก็จะกลับแล้ว แต่เธอก็ไม่ได้คิดจะถามอะไรเกินความจำเป็น

“ได้ ไปกันเถอะ”

 

ปิดประตูห้องนอนเรียบร้อยแล้ว เธอก็ยืนจดๆ จ้องๆ อยู่ที่ประตูอยู่ครู่หนึ่ง ไม่นานก็ถอนหายใจแล้วเดินไปที่โต๊ะอ่านหนังสือ

หยิบเอาถุงกระดาษเก่าๆ แต่น่าจะไม่ใช่กระดาษธรรมดาออกมาจากกระเป๋าสะพายได้ ก็มองพิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง จึงเห็นปลายด้ายเส้นเล็กๆ อ่อนจางที่แทบจะมองไม่เห็น “ที่แท้ก็มีวิธีเปิดแบบนี้นี่เอง”

หลินฮุ่ยใช้ปลายเล็บเขี่ยปลายเส้นด้ายออกมา จนสามารถหยิบได้จึงดึงเบาๆ และก็เป็นไปตามคาด ภายในถุงกระดาษเกิดเสียงดังคลิก จากนั้นมันก็เปิดออกเอง

ของที่อยู่ภายในถุงกระดาษเป็นอะไรที่ทำให้หญิงสาวแปลกใจไม่น้อย “กระดาษกับกุญแจอย่างนั้นเหรอ เขียนว่าอะไร อืม...”

ข้อความในกระดาษไม่กี่บรรทัดทำให้สีหน้าของหลินฮุ่ยเปลี่ยนไปทันที จากนั้นเธอก็ถือกระดาษและกุญแจออกจากห้องไปอย่างรีบร้อน

วิ่งฝ่าหิมะที่ตกอย่างหนักลงมา จนมาถึงเรือนที่เป็นสถานที่ที่คุณปู่เคยอยู่ เธอวิ่งต่อไปที่ห้องโถงใหญ่ เปิดกลไกด้านหลังเข้าไปในห้องลับ จนพบห้องโถงบรรพชน เธอจึงได้เดินไปจุดธูปและเทียน

“ไม่คิดเลยว่าสิ่งที่หนูกำลังคิดอยู่ในใจ จะได้รับการส่งเสริมจากคุณปู่ ถ้านี่เป็นความประสงค์ของบรรพบุรุษทุกท่าน หนูจะทำให้เต็มที่ค่ะ” เธอคุกเข่าลงกับเบาะแล้วโขกศีรษะคำนับป้ายวิญญาณคุณปู่คุณย่า คุณพ่อคุณแม่และป้ายวิญญาณคนตระกูลหลิวทั้งหมด

เสร็จแล้วก็ล้วงเอากระดาษออกมาอ่านทวนอีกครั้ง จนมั่นใจจึงได้ลุกขึ้นจากเบาะนั่งแล้วเดินไปผนังที่อยู่ด้านหลังโต๊ะป้ายวิญญาณ ฝ่ามือเธอลูบไปมาไม่นานก็เจอพื้นผิวที่นูนขึ้นมา กดลงไปหนึ่งทีผนังตรงนั้นก็เด้งออกมา “มีห้องอยู่ด้านหลังนี้จริงๆ ด้วย” ว่าแล้วก็นำเอากุญแจออกมา “ขอให้เปิดได้นะคะคุณปู่”

คลิก!

ครืดๆๆ

หลินฮุ่ยยืนจ้องอย่างไม่วางตาด้วยหัวใจที่เต้นโครมคราม และไม่นานห้องอีกห้องหนึ่งที่กว้างขวางก็เผยโฉมออกมาให้เห็น

คิ้วเรียวงามขมวดเข้าหากันทันที “ห้องทำงานที่แท้จริงของคุณปู่อย่างนั้นเหรอ” พูดพลางก็มองซ้ายมองขวา เห็นว่าไม่มีกลไกลับอะไรอีกหญิงสาวจึงได้เดินเข้าไปในห้อง

เธอเดินไปที่โต๊ะทำงาน ซึ่งลักษณะการจัดวางข้าวของบนโต๊ะไม่ต่างจากห้องทำงานด้านนอกของคุณปู่เลยแม้แต่นิด แต่ภายในห้องแห่งนี้น่าจะไม่มีคนเข้ามานานหลายสิบปีแล้วเพราะมีฝุ่นเกาะหนาเตอะเลย

“ต้องทำความสะอาดก่อน แล้วค่อยหาสิ่งที่คุณปู่ต้องการจะส่งต่อ” ไวเท่าความคิดหลินฮุ่ยเดินออกมาจากห้องอีกครั้ง แล้วก็เดินไปที่ห้องเก็บของเธอฉวยเอาไม้กวาด ถังน้ำและผ้าสะอาดหลายผืนติดมือมาด้วย เดินไปที่ครัวเพื่อตักน้ำจากบ่อพักน้ำ ได้แล้วก็เดินลิ่วกลับไปที่ห้องลับอีกครั้ง

ใช้เวลาตั้งแต่หัวค่ำกระทั่งสามทุ่ม ห้องลับที่เพิ่งค้นพบจึงสะอาดเอี่ยมอ่อง หลินฮุ่ยนั่งหมดแรงอยู่กับเก้าอี้ที่มีเพียงตัวเดียวในห้อง ส่วนผนังห้องทั้งสามด้านนั้นเป็นชั้นวางหนังสือที่สูงจรดเพดาน ล้วนเป็นหนังสือสำคัญทั้งนั้น

“ปู่คะ ตอนแรกหนูคิดว่าอาจจะมีกล่องสมบัติถูกซ่อนเอาไว้ในนี้” พูดจบเธอก็ยิ้มให้กับรูปถ่ายของผู้เป็นปู่ที่ถูกวางเอาไว้บนโต๊ะทำงาน แล้วก็พูดต่อ “แต่พอไม่มีของพวกนั้น หนูยิ่งศรัทธาในตัวปู่และคนในตระกูลหลิวทุกคนมากกว่าเดิมไปอีกค่ะ” พูดมาถึงตรงนี้น้ำตาของเธอก็ไหลออกมาช้าๆ

น้ำตาแห่งความรัก ความคิดถึงญาติพี่น้องสายเลือดเดียวกัน ทั้งยังเป็นน้ำตาแห่งความเสียดาย ช่างเป็นเรื่องน่าเสียดายที่คนดีๆ กลุ่มหนึ่งที่ทำเพื่อประเทศชาติมาตลอด แต่กลับถูกใส่ร้ายจากคนอีกกลุ่ม จนต้องถูกส่งตัวไปทำงานในค่ายแรงงานที่หนักหนาสาหัสทั้งจากคนและธรรมชาติ กว่าความจริงของเรื่องนี้จะถูกแก้ไข คนดีๆ ก็ไม่อยู่รอรับอิสรภาพที่มาสายเกินไปแล้ว

น้ำตาของหญิงสาวหยดลงบนโต๊ะ หยดแล้วหยดเล่าที่เธอปล่อยให้มันรินรดลงไปเงียบๆ

ครืดๆ

เสียงเบาๆ นี้ทำให้เธอต้องก้มมองบนโต๊ะอีกครั้ง พื้นที่ทำจากวัสดุบางอย่างแยกออกจากกันพอสมควร ทำให้เธอพบกับของบางอย่าง

“สมุดบันทึกเหรอ ของใครหรือว่าจะเป็นของคุณปู่” เธอรีบหยิบสมุดบันทึกเล่มหนาสภาพเก่าขึ้นมาเปิดดู และก็เป็นอย่างที่เธอคาดเอาไว้

ทว่าแค่เพียงเปิดหน้าแรกขึ้นมา สีหน้าของหลินฮุ่ยก็กลายเป็นเคร่งขรึมอย่างไม่อาจห้ามได้ ทำให้เธอต้องรีบเดินออกจากห้องแห่งนี้พร้อมกับซ่อนสมุดบันทึกเอาไว้ในเสื้อโค้ทตัวยาว จากนั้นก็ปิดห้องลับอย่างแน่นหนา แล้วก็วิ่งฝ่าหิมะที่ตกหนักกลับเรือนชั้นในสุดอันเป็นที่พัก

พอมาถึงห้องแล้วก็รีบปิดประตูเอาไว้อย่างแน่นหนา แล้วเดินไปที่โต๊ะอ่านหนังสือ จากนั้นเธอก็เริ่มอ่านบันทึกที่เขียนขึ้นมาด้วยจิตวิญญาณแห่งนักปฏิวัติของคุณปู่

เรื่องราวมันเริ่มต้นตั้งแต่การเดินทัพทางไกล ตอนนั้นคุณปู่ของเธออายุยังไม่มากเท่าไหร่เพิ่งแต่งงานได้ไม่นาน คนในตระกูลทั้งหมดทุกสายตัดสินใจเข้าร่วมกับท่านผู้นำ ในบันทึกเขียนบอกเล่าเหตุการณ์สำคัญๆ มากมายที่คุณปู่กับคนในตระกูลได้เข้าไปมีส่วนร่วม รวมถึงสหายอีกหลายคนที่ถูกกล่าวถึง ซึ่งในเวลานี้บางคนที่ยังมีชีวิตได้กลายเป็นวีรบุรุษที่ยังมีลมหายใจอยู่ บางคนก็ได้กลายเป็นคนมีชื่อเสียงในหลากหลายอาชีพที่พวกเขาเลือกเดินในแต่ละเส้นทาง

ในบันทึกนี้ทำให้รู้ว่าพ่อของเธอถือกำเนิดขึ้นมาระหว่างการเดินทัพอันแสนทรหดนี้ อ่านมาถึงตรงนี้ทำให้หลินฮุ่ยยิ้มออกมาน้อยๆ อย่างภาคภูมิใจ แล้วเธอก็เริ่มอ่านต่อ

กระทั่งเรื่องราวของการเดินทัพทางไกลจบลง ต่อมาก็เป็นการต่อสู้ระหว่างสองฝ่ายจนได้รับชัยชนะ มาถึงตอนนี้ดูเหมือนชีวิตของคนตระกูลหลิวจะพลิกผันอีกครั้ง เพราะเป็นกลุ่มที่มีความดีความชอบ ทำงานเพื่ออุดมการณ์อย่างไม่สนแม้แต่ชีวิตของตัวเอง ได้รับภารกิจใดล้วนทำจนบรรลุเป้าหมายทุกครั้ง

“เริ่มต้นก็เหมือนจะดีนี่นา” แต่พอเธออ่านไปสักพัก หลังจากได้รับการแต่งตั้งให้มีหน้าที่ในกองทัพและในพรรคส่วนกลางหลายตำแหน่ง ตระกูลหลิวของคุณปู่ก็ถูกจับตาจากคนหลายฝ่าย “นี่สินะที่เขาเรียกว่าเด่นเกินไปก็จะเป็นภัย”

ต่อมา คุณปู่ก็ได้เขียนบันทึกเอาไว้อย่างละเอียดเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่มีคนลอบสังหาร ไม่ว่าจะซุ่มยิงหรือแม้แต่วางยาพิษคนของตระกูลหลิว มือของหลินฮุ่ยที่วางอยู่บนโต๊ะถึงกับเหงื่อซึมออกมาเพราะเธอลุ้นตามไปด้วย

และเมื่อรับรู้ผ่านตัวหนังสือว่ามีบางคนที่เสียชีวิตจากการลอบสังหาร น้ำตาของเธอก็เริ่มไหลรินอีกครั้ง จนต้องปิดสมุดบันทึกลง เพราะคนเหล่านั้นที่เสียชีวิตเธอเห็นป้ายวิญญาณอยู่ในห้องโถงบรรพชนตระกูลหลิวแล้วนั่นเอง

“ฮุ่ยฮุ่ย เธอร้องไห้เหรอ” หลินอวี่เฉินถามน้องสาวด้วยความร้อนใจ

หญิงสาวถึงกับสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงของพี่ชายในหัว “ค่ะพี่ใหญ่ ฉันสะเทือนใจมากเกินไปก็เลยร้องไห้ค่ะ”

“เรื่องอะไรกัน เธออยู่ที่ปักกิ่งมีคนรังแกเธออย่างนั้นเหรอ หรือจะเป็นคนแซ่โจว อดีตคู่หมั้นของเธอ เดี๋ยวพี่จะให้เสี่ยวหลานไปอัดมันแก้แค้นให้เธอ”

คำพูดของพี่ชายทำให้หลินฮุ่ยอุ่นซ่านไปทั้งใจ ก่อนจะหัวเราะทั้งน้ำตาออกมา “ไม่ใช่เรื่องนั้นหรอกค่ะ แต่ถึงพี่ไม่บอกพี่ฟาง เธอก็อัดเขาแทนฉันไปแล้วล่ะค่ะพี่ใหญ่”

“แล้วเธอร้องไห้เพราะใครล่ะ”

“คนตระกูลหลิวของเราไงคะ วันนี้พี่สะใภ้เฉินมอบของบางอย่างให้ฉัน มันเป็นกระดาษที่มีลายมือของคุณปู่แล้วก็กุญแจแปลกๆ หนึ่งดอกค่ะ”

“มีห้องลับอีกห้องในบ้านตระกูลหลิวใช่ไหม”

“ค่ะ เหมือนห้องทำงานของปู่ที่อยู่ลานบ้านด้านหน้ามากเลยค่ะ ฉันคิดว่าน่าจะเป็นห้องทำงานที่แท้จริงของท่าน และก็ทำให้เจอกับสมุดบันทึกของปู่ด้วยค่ะพี่ใหญ่ ฉันเพิ่งอ่านไปได้ไม่เท่าไหร่ แต่สิ่งที่คนตระกูลหลิวของพวกเราได้รับมาตลอดทำให้สะเทือนใจจนต้องร้องไห้ค่ะ”

“ชักอยากจะอ่านแล้วสิ”

“พี่ก็ลางานมาสิคะ อีกหน่อยฉันก็จะปิดเทอมแล้ว ไปอยู่ที่ภาคใต้สักเดือนสองเดือนน่าจะดีกว่าอยู่ทางนี้”

หลินอวี่เฉินเงียบไปครู่ใหญ่ จึงได้พูดกับน้องสาวอย่างจริงจัง “สมุดบันทึกเล่มนี้ของคุณปู่ อ่านแล้วเธอเอาไปเก็บไว้ในห้องนั้นตามเดิมนะฮุ่ยฮุ่ย”

“ฉันไม่เก็บเอาไว้ข้างนอกหรอกค่ะ เพราะสมุดบันทึกเล่มนี้มันซ่อนเรื่องราวเอาไว้มากมายเกินไปค่ะ” แต่ในใจของเธอนั้นกลับมีปณิธานอันแรงกล้าสายหนึ่ง เธอจะต้องถ่ายทอดมันออกมาเป็นเรื่องราวผ่านตัวหนังสือให้ได้

“อืม ดีแล้วล่ะ ตอนนี้ก็ดึกแล้วเธอควรเข้านอนได้แล้วนะ พรุ่งนี้ยังมีเรียนอีกไม่ใช่เหรอ”

“มีค่ะ ถ้าอย่างนั้นฉันจะอ่านต่ออีกสักสิบหน้า แล้วก็จะเข้านอนนะคะพี่ใหญ่”

“ได้”