LNCrawler

ปัญหาของโจวฟาง

พลิกชะตาลูกสาวสลับตัว ในยุค 90 — novel.dek d.com · All chapters

ปัญหาของโจวฟาง

หลินฮุ่ยตื่นตั้งแต่เช้าเพื่อเดินไปขึ้นรถประจำทาง ระหว่างที่เดินอยู่นั้นเธอก็รู้สึกได้ว่ามีคนเดินตามเธอมา หันกลับไปมองกลับไม่เจอใครสักคน ทำให้เธอคิดว่าอาจจะเป็นคนที่สหายรักของพี่ชายส่งมาคุ้มกันเธอก็เป็นได้ แต่ถึงจะคิดอย่างนั้นมือของเธอก็ล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อโค้ทตัวยาว เธอกำปากกาที่พี่สะใภ้เฉินมอบให้เอาไว้แน่น

กระทั่งมาถึงป้ายรถประจำทาง มีหลายคนที่ยืนรออยู่ตรงนั้น หญิงสาวรีบเดินไปรวมกลุ่มกับพวกเขา รออยู่ไม่นานรถโดยสารประจำทางก็มา

แต่ใครจะคิดล่ะว่า ระหว่างที่กำลังเดินหาที่นั่งอยู่บนรถนั้น หางตาของเธอก็เหลือบไปเห็นร่างสูงของใครบางคนที่คลับคล้ายคลับคลาเหมือนเคยเห็นที่ไหน แต่พอจะค้นหาความทรงจำกลับพบแค่เพียงความว่างเปล่า

ด้วยความที่อยากรู้ว่าเขาเป็นใครและมีหน้าตายังไง จะได้จำเอาไว้ให้พี่ชายช่วยสืบ เธอจึงหันไปมองเขา ทว่าคนกลับไม่ได้ยืนอยู่ที่ป้ายรถประจำทางเสียแล้ว หลินฮุ่ยรู้สึกเสียดายอยู่หน่อยๆ แต่ก็รีบสลัดเรื่องนี้ออกไปอย่างรวดเร็ว

นั่งรถหลายต่อ จึงได้มาถึงมหาวิทยาลัย เธอรีบเดินไปที่หอพักทันที

“ฮุ่ยฮุ่ย อาจารย์เหอเป็นญาติของเธอหรือเปล่า” หม่าจิ้งนั่นเองที่รีบถลาเข้าหาสหายรักก่อนใคร

“จะว่าอย่างนั้นก็ได้” เธอไม่อยากจะเปิดเผยตัวตนของคนสำคัญระดับนั้นให้สหายรู้

“แสดงว่าเมื่อวานที่อาจารย์เหอมาหาเธอ และพาเธอออกไปข้างนอกก็เป็นเรื่องภายในครอบครัวสินะ”

“อืม อาจารย์เหอพาฉันไปจัดการธุระน่ะ ใช้เวลาหลายชั่วโมงทีเดียวกว่าจะกลับมาทางนี้ก็ค่ำมืด แล้ว ฟางฟางล่ะ”

“เธอยังไม่รู้เรื่องสินะฮุ่ยฮุ่ย หลังจากที่เธอออกไปกับอาจารย์เหอแล้ว ที่บ้านของฟางฟางก็มารับเธอออกไปเหมือนกัน ได้ยินว่าอดีตคู่หมั้นคนนั้นของเธอถูกดักทำร้ายร่างกาย อาการสาหัสทีเดียว” หม่าจิ้งมองซ้ายมองขวาก่อนจะป้องปากกระซิบให้ได้ยินกันเพียงสองคน “แล้วก็ตรงส่วนนั้นของเขาใช้การไม่ได้แล้วนะ ต่อไปก็คงไม่มีปัญญาทำผู้หญิงคนไหนท้องได้อีกแล้วล่ะ”

หลินฮุ่ยตาโตขึ้นมาทันที “ฟางฟางเล่าให้ฟังเหรอ คนตระกูลโจวน่าจะปิดข่าวเอาไว้นะ”

“ฟางฟางไม่ได้เล่าหรอก แต่ฉันได้ยินมาจากสหายร่วมคณะน่ะสิ บังเอิญเขาไปเยี่ยมญาติที่โรงพยาบาลพอดี ก็เลยไปรู้เรื่องนี้มา”

“แบบนี้คงไม่มีใครอยากแต่งงานกับเขาแล้ว ไม่คิดเลยว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นแบบนี้” เธอพูดออกไปแล้ว ก็คิดถึงท่าทีของพี่ฟาง

หม่าจิ้งยังกระซิบต่ออย่างสนุกสนาน “แล้วเธอรู้ไหมว่าใครที่เป็นคนสั่งการ แม้แต่คนตระกูลโจวที่ยิ่งใหญ่ก็ยังไม่กล้าตอบโต้”

“ใครกันที่ยิ่งใหญ่กว่าพวกเขา หรือจะเป็นคนตระกูลหลิวที่แตกหักกันไปแล้ว”

“ไม่ใช่หรอก เป็นคนแซ่ฉาง ที่แอบชอบคุณหนูตระกูลหลี่อย่างไรล่ะ”

หลินฮุ่ยมองสหายรักยิ้มๆ ก่อนจะยื่นมือออกไปบีบแก้มนิ่มเบาๆ “การข่าวของเธอรวดเร็วทันใจดีจริงๆ นะอาจิ้ง สมกับที่ครอบครัวทำงานด้านนี้”

“ฮึ! ถึงฉันจะไม่ได้ทำงานในหน่วยข่าวกรองเหมือนพ่อแม่กับพี่ชาย แต่ในตัวของฉันก็มีสัญชาตญาณแบบนั้นอยู่นะจะบอกให้” ว่าแล้วก็เชิดหน้าขึ้นอย่างภาคภูมิใจ

“อืมๆๆ เธอเก่งมาก เอาละ พวกเราไปทานข้าวเช้าที่โรงอาหารกันดีไหม” ว่าแล้วก็ปรายตาไปมองสหายรักอีกคนที่ยังหลับอุตุบนเตียงนอน นี่เธอมาเช้าเกินไปใช่ไหม

“เธอรอเดี๋ยวนะฮุ่ยฮุ่ย ฉันปลุกเสี่ยวเยี่ยนก่อน”

“ได้ เธอจัดการเลย ฉันจะลงไปรอที่ใต้ตึกนะ”

“ได้เลย”

 

ตอนสายโจวฟางก็เดินเข้าห้องมาหาสหายทั้งสาม หลินฮุ่ยเห็นสีหน้าเฉยชาแต่นัยน์ตาเศร้าของสหายรักก็รีบถามอย่างเป็นห่วง

“เกิดอะไรขึ้น ทำไมเธอเศร้าแบบนี้ล่ะฟางฟาง”

“เฮ้อ! อย่าให้พูดเลย ขอฉันนอนพักสักงีบนะฮุ่ยฮุ่ย” เธอวางอุปกรณ์การเรียนเอาไว้บนโต๊ะ ต่อมาก็ฟุบหน้าลงแล้วหลับตาอย่างเหนื่อยล้า

หลินฮุ่ยมองไปที่โพเดียมไม้และประตูห้อง อาจารย์ยังไม่เข้ามาก็หันไปกระซิบกับอู๋เสี่ยวเยี่ยนและหม่าจิ้ง “พวกเธอสองคนดูให้หน่อยนะว่าอาจารย์เข้าห้องตอนไหน ฉันจะได้ปลุกฟางฟาง”

“ไม่มีปัญหา”

ผ่านไปเกือบยี่สิบนาทีโจวฟางก็ตื่นขึ้นมา สีหน้าของเธอดูดีขึ้นมาเล็กน้อย ก่อนจะควานหากระบอกเก็บอุณหภูมิจากระเป๋าสะพาย แล้วก็เปิดฝาออกมายกขึ้นดื่มน้ำอุ่นไปหลายอึก

“ช่วงนี้มีเรื่องวุ่นวาย จนฉันไม่อยากกลับบ้านเลยฮุ่ยฮุ่ย”

“เรื่องพี่โจวเหรอ หรือว่าเรื่องของคนแซ่ฉาง” หลินฮุ่ยถามออกไปอย่างห่วงใยสหายรัก

“เรื่องของพี่เจ๋อหย่วนก็เรื่องหนึ่ง นี่ก็น่าหนักใจ เธอไม่รู้หรอกว่าตอนนี้เขาคิดจะ...” เธอละเอาไว้เท่านั้นและคิดว่าสหายรักน่าจะเข้าใจว่าคนที่ได้รับความกระทบกระเทือนทางจิตใจมากขนาดนี้จะต้องคิดสั้นแน่ๆ “นอกจากเรื่องของคนตระกูลโจวบ้านใหญ่แล้ว ก็ยังมีเรื่องของฉันอีกน่ะสิ”

“เรื่องของเธอ ทำไม หรือว่ามีคนส่งแม่สื่อมาสู่ขอทาบทามเธอ แล้วคุณลุงคุณป้าก็เลยเปลี่ยนใจ”

โจวฟางมองสหายรักอย่างอึ้งๆ “เธอนี่เหมาะที่จะเป็นนักเขียนมากๆ เลยนะฮุ่ยฮุ่ย จากที่เคยเห็นเรียงความของเธอ ฉันว่าเธอเอาดีทางนี้เถอะนะ ไม่อย่างนั้นน่าเสียดายพรสวรรค์แย่เลย”

“เธอจะบอกว่าฉันพูดถูกอย่างนั้นเหรอฟางฟาง”

“อืม และพ่อแม่ของฉันก็ชอบผู้ชายคนนั้นมากด้วย แต่ที่น่าเสียใจที่สุดก็คือผู้ชายคนนั้นแซ่ฉางน่ะสิ”

คราวนี้ฮุ่ยฮุ่ยและสหายรักอีกสองคนอ้าปากตาโตกันเลยทีเดียว ก่อนจะเป็นหม่าจิ้งที่หาเสียงตัวเองเจอก่อน และยิงคำถามออกมาตรงๆ “คงไม่ใช่ฉางจื้อหยวนหรอกนะฟางฟาง แบบนี้มันไม่ใช่การแต่งงานเพื่อผลประโยชน์แล้วนะ แต่เป็นการแต่งงานเพื่อแก้แค้นและทวงหนี้ต่างหากล่ะ”

“ไม่ใช่หรอก แต่เป็นลูกพี่ลูกน้องของฉางจื้อหยวนน่ะสิ เท่าที่ให้คนไปสืบมานิสัยของเขาค่อนข้างลึกลับ บางทีอาจจะไม่ได้ต่างกับฉางจื้อหยวนสักเท่าไหร่ ฉันบอกพ่อกับแม่ไปแล้วว่า ยังไงฉันก็ไม่มีทางแต่งงานกับเขาเด็ดขาด แต่พวกท่านที่ถูกคุณปู่กับบ้านลุงใหญ่บีบมาอีกที ก็ไม่มีทางเลือก”

อู๋เสี่ยวเยี่ยนที่ฟังสหายรักเล่าไปพลางสายตาก็มองที่ประตูไปพลาง พอเห็นอาจารย์เดินมาก็รีบเตือนทุกคนทันที “อาจารย์มาแล้ว”

หม่าจิ้งได้แต่กลอกตามองบนเพราะยังอยากจะรู้มากกว่านี้ “กลับหอพัก พวกเรามาหารือเรื่องนี้กันอีกทีดีไหม เผื่อจะมีทางแก้ปัญหานี้ได้”

“ก็ต้องเป็นอย่างนั้นแหละ ตั้งใจเรียนก่อน อีกไม่นานก็จะสอบแล้ว” หลินฮุ่ยว่าแล้วก็ตบบ่าสหายรักเบาๆ แล้วก็หันไปทางหน้าชั้นเพื่อตั้งใจฟังอาจารย์สอน

โจวฟางเมื่อได้ระบายให้สหายรักทั้งสามคนฟังแล้ว สีหน้าของเธอก็ดีขึ้นมามาก เธอจึงตัดเรื่องราววุ่นวายออกไปจากสมองก่อน เลิกคลาสแล้วค่อยๆ คิดหาวิธีแก้ปัญหา

 

ตอนเย็นหลังจากทานข้าวที่โรงอาหารเสร็จแล้ว พวกเธอทั้งสี่คนก็ไม่ได้เอ้อระเหยต่อเพราะหิมะตกลงมาอย่างหนัก จำต้องรีบกลับไปที่หอพัก

เมื่อเข้ามาในห้องได้ ก็ไปนั่งกระจุกตัวกันที่โต๊ะอ่านหนังสือกลางห้อง หลินฮุ่ยชงน้ำขิงให้สหายคนละแก้วแล้วก็มานั่งลงข้างๆ โจวฟาง

“เรื่องมันเป็นยังไง เล่าให้ฟังอย่างละเอียดสิฟางฟาง”

“เธอจำตอนที่พวกเราไปกินข้าวที่บ้านเช่าของเธอได้ไหมฮุ่ยฮุ่ย”

“จำได้สิ อย่าบอกนะว่าคนแซ่ฉางเห็นเธอแล้วเกิดอาการตกหลุมรักในทันที”

“ก็ประมาณนั้นนั่นแหละ” แม้จะภูมิใจในความสวยของตัวเอง แต่เมื่อไปเตะตาอันธพาลแบบนี้เธอก็หัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก

อู๋เสี่ยวเยี่ยนคิดตามคำพูดของสหายรักทั้งสอง ก่อนจะตาโตแล้วโพล่งออกมา “จำได้แล้ว เป็นผู้ชายตัวสูง ผิวขาวแล้วก็หน้าตาหล่อๆ คนนั้นที่ฉันกับอาจิ้งเห็นที่ห้างสรรพสินค้าแน่ๆ เลย”

“หืม ถ้าเป็นผู้ชายคนนั้น ดูจากท่าทางของเขาแล้วก็ไม่น่าจะเป็นอันธพาลอย่างฉางจื้อหยวนเลยนะ เขาดูสุภาพมากๆ เลยล่ะ”

“พวกเธอสองคนเห็นเขาด้วยเหรอ หน้าตาเป็นยังไง” หลินฮุ่ยถามพลางก็ลุกเดินกลับไปที่เตียงนอน ควานหาสมุดวาดภาพและดินสอกับยางลบออกมา แล้วก็เดินกลับมาที่โต๊ะอ่านหนังสืออีกครั้ง

โจวฟางเห็นท่าทางของสหายรักแล้วก็รู้ได้ทันทีว่ากำลังจะสเก็ตช์ภาพ “เธอจะสเก็ตช์ภาพของฉางจวินเหยียนตอนนี้เลยเหรอฮุ่ยฮุ่ย”

“อืม ฉันไม่ได้เห็นเขาเหมือนเสี่ยวเยี่ยนกับอาจิ้งนี่ ก็ต้องสเก็ตช์ภาพตามที่พวกเธอบอก เธอเองก็ยังไม่เคยเห็นเขาไม่ใช่เหรอไง”

“โอ้! ชื่อของเขาช่างเหมาะสมกับตัวเขาจริงๆ นะ” หม่าจิ้งว่าแล้วก็คิดเอาไว้ว่ายังไงเธอก็จะต้องหาข้อมูลเชิงลึกของฉางจวินเหยียนคนนี้มาให้ได้

“เธอนี่นะ เห็นแค่รูปลักษณ์ภายนอกก็หลงละเมอไปกับหน้าตาหล่อๆ ของเขาเสียแล้ว ไหนลองบอกมาสิว่าหน้าตาเขาเป็นยังไง”

เห็นว่าสหายรักจริงจังแล้ว หม่าจิ้งก็เลยบอกรายละเอียดก่อน “ตัวเขาสูงมากนะ น่าจะราวๆ 190 เซนติเมตร ผมเกรียน คิ้วของเขาสวยมากเลยเป็นทรงกระบี่ ดวงตารียาว อืม อะไรอีกนะ อ้อ มีไฝใต้ตาข้างซ้ายด้วย ที่จำได้เพราะฉันมองหน้าเขานานนิดหน่อยน่ะ ยังมีสันกรามตรงนี้ด้วยนะ สวยมากเลยฮุ่ยฮุ่ย” พูดแล้วก็ใช้นิ้ววาดลงบนโต๊ะให้สหายรักดู

หลินฮุ่ยคิดตามในใจก่อนจะพยักหน้าแล้วก็เริ่มใช้ดินสอร่างแบบออกมา “แล้วเธอล่ะเสี่ยวเยี่ยน จำได้มากน้อยแค่ไหน”

“อืม” อู๋เสี่ยวเยี่ยนคิดย้อนกลับไปในวันนั้น ก่อนจะเริ่มพูดออกมาช้าๆ “จมูกของเขาคล้ายๆ กับอดีตคู่หมั้นของเธอนะ ส่วนปากนี่คล้ายกับปากของฮ่าวๆ แต่เป็นแบบของผู้ชายที่เติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ใต้คางรู้สึกจะมีรอยแผลเป็นจางๆ ไหล่กว้างคล้ายๆ กับผู้ช่วยสอนของศาสตราจารย์อวิ๋น อะไรอีกนะ อ้อ แววตาคล้ายกับพี่ใหญ่ของฟางฟาง”

คำบอกเล่าของสหายรักทำให้หลินฮุ่ยได้แต่หัวเราะออกมา แต่ก็เริ่มขีดเขียนตามและไม่นานก็ได้ภาพของผู้ชายคนหนึ่งออกมา “หน้าตาแบบนี้ไหม” เธอหันสมุดวาดภาพให้สหายทั้งสองดู

“คล้ายอยู่เจ็ดส่วนนะ ปลายจมูกแก้อีกนิด โหนกแก้มสูงอีกหน่อย แล้วร่องเหนือริมฝีปากไม่ได้ลึกขนาดนั้น” อู๋เสี่ยวเยี่ยนพูดออกมาเพราะเธอเป็นคนที่ความจำดีมาก

“หน้าผากของเขาไม่ได้กว้างขนาดนี้” หม่าจิ้งเสริมอีกเล็กน้อย

หลินฮุ่ยแก้ตามแล้วไม่นานก็ยกขึ้นมาให้ทุกคนดู “เป็นยังไง เหมือนหรือยัง”

“อืม เหมือนแล้วๆ”

“ฟางฟาง เธอดูสิ หน้าตาแบบนี้เธอน่าจะใช้ศาสตร์การดูโหงวเฮ้งที่เรียนจากท่านผู้เฒ่าโจวพิจารณาเขาได้หลายส่วนนะ” ว่าแล้วก็ยื่นสมุดวาดภาพให้สหายรักไป

โจวฟางรับภาพสเก็ตช์มาจากสหายรัก ก่อนจะเริ่มพิจารณาตามศาสตร์ที่เคยร่ำเรียนมาตั้งแต่เด็ก ไม่นานก็ยิ้มแหยออกมา

“ก็นับว่าเป็นคนดีนะ แต่ขึ้นชื่อว่าคนตระกูลฉาง ไม่ว่าอย่างไรฉันก็ไม่อยากข้องเกี่ยวด้วยเด็ดขาด อีกอย่าง อายุเขาก็ไล่เลี่ยกับพี่ชายของเธอด้วย ถึงจะยังไม่สามสิบก็ใกล้แล้ว ฉันต้องเรียกเขาว่าลุงถึงจะถูก”

“ถ้าเธอไม่เลือกฉางจวินเหยียนคนนี้ งั้นเธอก็เลือกพี่ใหญ่ของฉันสิฟางฟาง”

“เฮอะ! เธอจะขายพี่ชายเธอทุกครั้งที่มีโอกาสไม่ได้นะฮุ่ยฮุ่ย”

“แล้วถ้าฉันบอกว่าพี่ใหญ่ของฉันหล่อกว่าฉางจวินเหยียนคนนี้ชนิดเทียบไม่ติดล่ะ เธอจะยอมพิจารณาพี่ใหญ่ของฉันไหมสหายรัก”

“ฝันไปเถอะย่ะ ไปๆๆ กลับเตียงไปนอนกันได้แล้ว” แม้จะพูดแบบนั้นแต่อารมณ์ของโจวฟางก็ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และเธอก็ยังไม่ลืมจะหยิบสมุดวาดภาพของหลินฮุ่ยติดมือไปด้วย

หลินฮุ่ยและสองสหายรักต่างมองตากันไปมายิ้มๆ คำว่า นับว่าเป็นคนดีนะ ของสหายรัก บางทีเธออาจจะยอมพิจารณาเรื่องการแต่งงานแล้วก็เป็นได้

หม่าจิ้งยื่นหน้ามากลางโต๊ะแล้วกวักมือเรียกสหายรักทั้งสองเข้ามารวมหัวกันประชุม ก่อนจะกระซิบเสียงเบา “พรุ่งนี้ฉันจะลองหาข้อมูลของฉางจวินเหยียนคนนี้ดู บางทีเขาอาจจะเป็นคนดีและมีอำนาจในตระกูลฉางก็ได้นะ”

“เธอกำลังจะบอกว่าเขามีสถานะที่เหนือกว่าฉางจื้อหยวนจอมอันธพาลคนนั้นน่ะเหรอ”

“ฉันรู้สึกอย่างนั้นนะ แต่ต้องลองสืบดูก่อน”

อู๋เสี่ยวเยี่ยนก็พยักหน้าเห็นด้วยกับสหายรัก “วันนั้นที่เห็นเขา ก็รู้สึกได้ว่าเขาไม่ธรรมดานะฮุ่ยฮุ่ย จะว่ายังไงดี น่าจะเป็นบรรยากาศรอบตัวของเขาก็ได้ แม้จะดูเป็นสุภาพบุรุษแต่ก็สัมผัสได้ถึงอำนาจที่เขามีอยู่ได้ด้วย”

“ถ้าอย่างนั้น รอข้อมูลจากอาจิ้งก่อน แล้วพวกเรามาหารือกันอีกที”

“อืม แต่ว่าฉันยังสงสัยอยู่อีกเรื่อง” หม่าจิ้งมองจ้องหลินฮุ่ยไม่วางตา

“สงสัยอะไรเหรออาจิ้ง”

“พี่ใหญ่ของเธอหล่อกว่าฉางจวินเหยียนจริงๆ เหรอ วาดออกมาให้ฉันดูหน่อยได้ไหม” หญิงสาวยิ้มประจบประแจง

“เหอะๆ ไปนอนได้แล้วไป” ว่าแล้วหลินฮุ่ยก็สะบัดก้นเดินกลับไปที่เตียงนอนของเธอทันที

“อ้าว! ทำไมทีฉันถาม ฮุ่ยฮุ่ยกลับไม่คิดจะบอกล่ะ หรือว่าฉันไม่น่ารักพอ” เธอหันไปขอความเห็นจากอู๋เสี่ยวเยี่ยน

“น่าจะมีบางอย่างที่เปิดเผยไม่ได้น่ะ ดูสิ ปกติฮุ่ยฮุ่ยมีอะไรก็จะบอกพวกเรา แต่เรื่องครอบครัวที่แท้จริงเธอพูดถึงน้อยมาก”

“อ้อ เข้าใจแล้ว งั้นต่อไปฉันจะไม่พูดถึงแล้วกัน”

“พวกเธอสองคนจะยืนหนาวอยู่ตรงนั้นอีกนานไหมยะ รีบกลับเตียงมานอนเร็ว” โจวฟางร้องเรียกสหายรักเสียงเขียว แต่ก็ยังพิจารณาภาพที่สหายรักสเก็ตช์ให้ไม่วางตา

“ไปแล้วๆๆ”