ปิดเทอมฤดูหนาว
ปิดเทอมฤดูหนาว
การสอบผ่านพ้นไปแล้วพร้อมกับการปิดเทอม และตอนนี้หลินฮุ่ยก็มายืนส่งสหายรักสองคนขึ้นรถไฟเพื่อกลับภาคใต้ ส่วนโจวฟางนั้นกำลังยุ่งอยู่กับตารางนัดดูตัวกับทายาทจากหลายตระกูล จึงไม่ได้มาส่งอู๋เสี่ยวเยี่ยนและหม่าจิ้งที่สถานีรถไฟ
“อากาศหนาวขนาดนี้ ลำบากเธอแล้วนะฮุ่ยฮุ่ย” หม่าจิ้งมองสหายรักอย่างสงสารเพราะปีนี้หิมะตกหนักมาก มองไปทางไหนก็เห็นแต่กองหิมะเต็มไปหมด
“พวกเธอสองคน ก็ชงน้ำขิงดื่มด้วยนะ จากภาคเหนือไปภาคใต้ อุณหภูมิก็แตกต่างกันไม่น้อย ระวังจะไม่สบายเอาได้”
“อืม ฉันจะชงน้ำขิงดื่มระหว่างเดินทาง รับรองไม่เป็นหวัดแน่นอนฮุ่ยฮุ่ย เอาละๆ ฉันกับเสี่ยวเยี่ยนต้องขึ้นรถไฟแล้ว เธอก็รีบกลับบ้านนะ”
หลินฮุ่ยมองผู้คนมากมายที่กำลังเบียดเสียดกันขึ้นรถไฟ กลัวว่าสหายรักจะตกขบวน ก็จำต้องพยักหน้า “เปิดเทอมเจอกันนะ” เธอยังไม่คิดจะบอกเรื่องที่เธอก็จะเดินทางไปภาคใต้เหมือนกัน เพราะทุกอย่างยังไม่ได้กำหนดวันที่ชัดเจน
“ฉันจะซื้อของมาฝากเธอเยอะๆ เลย ไปก่อนนะฮุ่ยฮุ่ย”
หญิงสาวพยักหน้ารัวๆ พร้อมกับโบกมือให้สหายรักทั้งสอง รอดูจนพวกเธอขึ้นตู้รถไฟไปแล้ว จึงได้เดินออกไปจากชานชาลา
ปิดเทอมได้หลายวันแล้ว ตอนนี้เธอจึงกลับไปพักที่บ้านสี่ประสานหลังใหญ่ในเขตซีเฉิง ส่วนเรื่องที่ร้านก็ได้พี่ฟางดูแลให้
หลินฮุ่ยนั่งอ่านบันทึกเล่มหนาของคุณปู่อย่างตั้งใจ เธออ่านเนื้อหาในนี้เป็นรอบที่ห้าแล้วเพื่อเก็บรายละเอียด และให้ซึมซับกลิ่นอายและเข้าใจสภาวะภายในจิตใจของคุณปู่ในขณะที่ท่านกำลังเขียนบันทึกอยู่ ณ ขณะนั้นให้ได้มากที่สุด
แต่ไม่ว่าจะอ่านซ้ำสักกี่รอบ เธอก็จะมีหยาดน้ำตากับเรื่องราวที่ได้อ่านทุกครั้งไป “ถ้าจะเขียนนิยายขึ้นมา ส่วนท้ายเรื่องจะต้องขอความร่วมมือจากพี่ใหญ่เพราะรับรู้ทุกเรื่องราวในเวลานั้น ถ้าขาดส่วนท้ายนี้ไปเรื่องราวก็จะไม่สมบูรณ์” แม้ว่าตัวเอกของเรื่องจะจากไปหลายปีแล้วก็ตาม
“ทำอะไรอยู่เหรอฮุ่ยฮุ่ย”
หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมาตามเสียง แล้วก็ต้องรีบวางสมุดบันทึกของคุณปู่ทันที “พี่ใหญ่ ทำไมไม่โทรบอกฉันก่อนคะ จะได้ไปรอรับ แล้วนี่เอารถอะไรมา”
“นั่งรถไฟมา ให้เหล่าจ้าวไปรับมาส่งที่บ้านนี่แหละ ตอนนี้เขากลับไปแล้ว” หลินอวี่เฉินพิจารณาน้องสาวอย่างละเอียด ก่อนจะลอบพยักหน้าอย่างพอใจ “เธอดูแข็งแรงขึ้นนะฮุ่ยฮุ่ย”
“แหงสิคะพี่ใหญ่ ฉันฝึกศิลปะการต่อสู้กับพี่ฟางมาสักพักแล้วนะคะ ถึงจะยังไม่เก่งเหมือนพี่ฟางแต่ก็ทำให้ฉันกระฉับกระเฉงกว่าเมื่อก่อนมากเลยล่ะค่ะ”
“ฝึกไว้ก็ดีแล้วล่ะ” เขายื่นมือออกไปจับมือน้องสาว แล้วก็หงายฝ่ามือของเธอขึ้นมาดู “ตรงนี้เริ่มด้านแล้วนะ แสดงว่าเสี่ยวหลานฝึกการใช้อาวุธให้เธอด้วยใช่ไหม”
“ใช่แล้วค่ะพี่ใหญ่ แต่ฉันยังฝึกได้ไม่ค่อยคล่องเท่าไหร่” ช่วงนี้พี่ฟางฝึกการใช้มีดสั้นกับกระบองคู่ให้เธอ เผื่อเอาไว้ให้เธอสามารถหยิบจับของใกล้ตัวมาใช้ต่างอาวุธ
“เอาไว้พี่จะสอนเธอเอง รับรองกลับมาที่ปักกิ่งอีกครั้ง เธอจะเก่งกว่าเสี่ยวหลานแน่นอน” ว่าแล้วก็ปล่อยมือน้องสาว แล้วก็ปลดเป้สะพายลงมา “พี่มีของมาฝากเธอด้วยนะฮุ่ยฮุ่ย”
หญิงสาวยิ้มกว้างทันที “อะไรคะพี่ใหญ่ เป็นของกินหรือเปล่า”
“แน่นอนว่าต้องมีของกิน แล้วก็ยังมีของในกล่องเล็กๆ นี้ด้วยนะ รับไปสิ” เขาส่งกล่องเครื่องประดับให้น้องสาว
“เปิดเลยได้ไหมพี่ใหญ่” เธอทำท่าอ้อนพี่ชายออกไปโดยไม่รู้ตัว
“อืม เปิดได้เลย” ว่าแล้วเขาก็เริ่มรื้อของฝากออกมาวางบนโต๊ะทีละอย่าง
หลินฮุ่ยเปิดกล่องออกมาแล้วก็รีบปิดทันที “พี่ใหญ่” เธอเรียกเขาด้วยน้ำเสียงอ่อนอกอ่อนใจ “ของชิ้นนี้ราคาแพงมากเลยนะคะ”
เขาลูบศีรษะน้องสาวอย่างเอ็นดู “สำหรับเธอไม่มีอะไรแพงหรอกฮุ่ยฮุ่ย ลองสวมดูสิ”
เธอหยิบกำไลหยกจักรพรรดิออกมาจากกล่องแล้วก็สวมให้พี่ชายดู “เป็นไงบ้างคะพี่ใหญ่ สวยไหมคะ”
“สวยมากเลยฮุ่ยฮุ่ย ที่ห้องพักของพี่ยังมีอีกเยอะเลย เธอไปที่นั่นค่อยขนกลับมานะ”
“อะไรนะ ยังมีอีกเหรอคะพี่ใหญ่” เธอขยับเข้าใกล้พี่ชายพร้อมกับป้องปากกระซิบ “หรือว่าพี่เป็นหุ้นส่วนร้านขายอัญมณีด้วย”
“หึหึ เธอนี่นะ”
คราวนี้หลินฮุ่ยตาโตขึ้นมาทันที “พี่ใหญ่ พี่นี่สุดยอดไปเลยค่ะ”
คำชมที่มาพร้อมกับสายตาเทิดทูนของน้องสาว ทำให้หลินอวี่เฉินพอใจเป็นอย่างมาก เขาล้วงเข้าไปในกระเป๋าสะพายอีกครั้ง ก็ได้ซองกระดาษหนาหนักขึ้นมา “นี่ให้เธอ เก็บเอาไว้ให้ดีนะ หรือจะเอาไปฝากธนาคารก็ได้”
หลินฮุ่ยรับซองกระดาษสีน้ำตาลมาแล้วก็เปิดออกดู ภายในนั้นมีเงินอยู่สิบปึก “นี่เป็นเงินรางวัลจากการทำงานหรือคะพี่ใหญ่” ในซองเธอเห็นสัญลักษณ์บางอย่าง ที่เคยเห็นผ่านตาตอนที่ไปโรงงานร้างกับพี่สะใภ้เฉินจึงลองเดาเล่น
“ส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งเป็นเงินส่วนตัวของพี่ เอามาให้เธอทั้งหมดเลยฮุ่ยฮุ่ย”
“พี่ใหญ่ ดีที่สุดเลยค่ะ”
“ส่วนพวกนี้เป็นอาหารทะเลแปรรูป พี่ให้เหล่าหานจัดการให้ ส่วนที่เหลือยังอยู่ที่บ้านพักของพี่อยู่เลย ตอนเธอลงไปภาคใต้ก็ไปขนกลับมาให้หมดแล้วกัน”
หญิงสาวมองอาหารทะเลมากมายบนโต๊ะตาเป็นประกาย “วันนี้เราโทรชวนสหายของพี่มาทานข้าวเย็นที่บ้านพวกเราดีไหมคะพี่ใหญ่”
“ดีก็ดีอยู่หรอก แต่พี่โทรเช็กแล้วพวกเขาติดธุระกันทั้งนั้น มีแต่เหล่าจ้าวที่พอจะขับรถไปรับพี่ได้แล้วก็ต้องไปทำธุระต่อ”
“ถ้าอย่างนั้นพวกเรากินหม้อไฟดีไหม ฉันเตรียมเอาไว้แล้วล่ะ กะว่าเย็นนี้จะทำหม้อไฟกิน พี่ใหญ่มาพอดีเลย ฉันจะได้ไม่ต้องนั่งกินคนเดียว”
ได้ฟังคำพูดน้องสาว ดวงตาของชายหนุ่มวัยสามสิบสองย่างสามสิบสามก็ไหววูบ ทั้งที่เคยพูดกับตัวเองว่าจะชดเชยให้เธอ แต่เขากลับไม่ได้อยู่ข้างๆ น้องสาวเลย มัวแต่ทำงานเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายอยู่ทางโน้นทั้งปีทั้งชาติ
หลินฮุ่ยเห็นพี่ชายเงียบไป ก็หันไปมองเห็นว่าพี่ชายกำลังยิ้มเศร้าแล้วมองมาที่เธอ จึงได้เดินเข้าไปกอดเขาเอาไว้ “ฉันก็พูดไปอย่างนั้นแหละค่ะพี่ใหญ่ พี่ไม่ต้องรู้สึกผิดนะคะ ต่อไปฉันเรียนจบแล้ว จะไปอยู่ภาคใต้กับพี่ดีไหมคะ พวกเราพี่น้องจะได้อยู่ด้วยกันเสียที วันไหนที่พี่ว่างพวกเราพายเรือออกทะเลตกปลากันสองคน ฉันว่าต้องสนุกแน่ๆ ค่ะ”
เขากอดตอบน้องสาวแล้วก็ลูบหลังเธอแผ่วเบา “ได้ ร้านค้าทางนี้ก็ให้เสี่ยวหลานดูแลพี่จะคุยเรื่องนี้กับเหล่าหานให้ ส่วนเรื่องงานเขียนของเธอ พี่ว่าเขียนที่ไหนก็น่าจะได้ใช่ไหมฮุ่ยฮุ่ย”
หญิงสาวปรายตามองไปยังโต๊ะอ่านหนังสือ ก่อนจะพยักหน้าอยู่กับไหล่ของพี่ชาย “อืม บางทีการไปอยู่ทางโน้นและอยู่ใกล้ๆ กับพี่ใหญ่ อาจจะทำให้งานเขียนเรื่องต่อไปของฉันออกมาดีก็ได้นะคะ”
เขามองตามสายตาของน้องสาว ก็เห็นสมุดบันทึกเล่มเก่าวางอยู่บนโต๊ะ “เธอคิดจะเขียนเกี่ยวกับเรื่องของคุณปู่เหรอฮุ่ยฮุ่ย”
“ฉันมีความคิดมานานแล้วค่ะพี่ใหญ่ น่าจะตั้งแต่ที่มาบ้านหลังนี้และได้ฟังประวัติของตระกูลหลินและตระกูลคุณตาของพวกเรา แต่ตอนนั้นฉันได้อ่านแค่งานเขียนของคุณแม่ในห้องสมุดของบ้าน ข้อมูลยังไม่มากพอก็เลยวางเรื่องนี้ไปก่อน”
“แสดงว่าตอนนี้มีข้อมูลมากพอแล้วใช่ไหม”
“คิดว่านะคะ แต่ช่วงปลายของเรื่องราว ก็คงต้องขอให้พี่ช่วยเล่าให้ฟังค่ะ เอ่อ เป็นเรื่องราวหลังจากที่ได้รับความยุติธรรมคืนกลับมาน่ะค่ะ”
เขากอดน้องสาวแน่นขึ้นอย่างพยายามควบคุมอารมณ์เศร้าโศกที่เก็บไว้มานานหลายสิบปี “ไม่ว่าเธออยากรู้อะไรที่จะเล่าให้ฟังหมดเลยฮุ่ยฮุ่ย หรือถ้าตอนไหนที่พี่ไม่อยู่ ก็คุยกันผ่านนี้ได้นะ” เขาชี้ไปที่ขมับของตัวเอง
หญิงสาวผละตัวออกจากพี่ชาย เธอมองเขายิ้มๆ “เรื่องนี้ ก็อีกเรื่องค่ะ พี่เล่าให้ฉันฟังได้ไหมว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับพวกเราสองคนกันแน่”
หลินอวี่เฉินจูงมือน้องสาวไปนั่งที่เก้าอี้ แล้วเขาก็ตามลงไปนั่งข้างๆ “เรื่องนี้ต้องย้อนไปเมื่อราวๆ แปดปีก่อนนะฮุ่ยฮุ่ย”
“แปดปีหรือ มันเกิดอะไรขึ้นคะพี่ใหญ่”
“ตอนนั้นพี่ไปทำภารกิจ แล้วเกิดพลัดหลงกับลูกน้องในหน่วย ที่แห่งนั้นมองไปทางไหนก็เป็นป่าดงดิบทั้งนั้น”
หลินฮุ่ยพยักหน้าพร้อมกับตั้งใจฟัง แต่รอแล้วรอเล่าพี่ชายก็ยังมีสีหน้าครุ่นคิดอยู่ เธอจึงได้ลองคาดเดา “พี่ใหญ่ได้รับบาดเจ็บใช่ไหมคะ”
หลินอวี่เฉินที่อยู่ในห้วงภวังค์ ก็สะดุ้งพร้อมกับอาการหวาดกลัวที่ไม่เคยจางหายไป “สาหัสเลยล่ะ ตอนนั้นมันมืดมากพี่ก้าวเท้าพลาด ทำให้ตกลงไปในโพรงลึกแห่งหนึ่ง” เห็นน้องสาวนั่งฟังตาแป๋วก็ทำให้ความกลัวที่เขาเก็บเอาไว้มานานก็ไม่ค่อยน่ากลัวเท่าไหร่ “ในโพรงนั้นมีงูตัวใหญ่มาก ตอนนั้นคิดว่าคงไม่รอดแล้ว และยังนึกเสียใจว่าคงไม่มีโอกาสได้เจอน้องสาวตัวจริงเสียแล้ว แต่เรื่องไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น งูตัวนั้นเลื้อยเข้ามาหาพี่ จากนั้นก็วางของบางอย่างลงตรงหน้าพี่”
“สมุนไพรหรือคะพี่ใหญ่”
ชายหนุ่มส่ายหน้ามองน้องสาวอย่างเอ็นดู นี่ช่างสมกับที่เป็นนักเขียนจริงๆ “เป็นขวดหยกที่มีเม็ดยาอยู่ข้างในน่ะ ตอนนั้นพี่คิดว่าตัวเองต้องตายแล้วแน่ๆ ก็เลยหยิบยาขวดนั้นมาแล้วก็เทยาออกมา จนถึงตอนนี้พี่ยังจำรสชาติของมันได้เลย แค่ส่งเข้าปากก็ละลายทันทีเลย ทั้งหอมทั้งหวานไม่เหมือนยาเลยสักนิด เหมือนน้ำผลไม้มากกว่า”
“กินยาเข้าไปแล้วอาการก็ดีขึ้นเลยใช่ไหมคะ” คราวนี้หลินฮุ่ยจับแขนพี่ชายอย่างตื่นเต้น แม้จะเป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่อ แต่เธอก็ยังอยากจะฟัง
“ไม่ใช่แค่ดีขึ้นหรอก แต่มันหายทันทีเลยนะฮุ่ยฮุ่ย พี่คุกเข่าโขกหัวสามครั้งเลยเพื่อขอบคุณงูตัวนั้น จากนั้นมันก็ได้มอบพลังวิเศษและภูมิปัญญาดั้งเดิมให้พี่มาหลายอย่าง และก็ให้พี่นั่งบนตัวของมันแล้วพาพี่ขึ้นมาส่งด้านบน”
“สุดยอดไปเลยค่ะพี่ใหญ่ มิน่าล่ะพี่ถึงกล้ารับภารกิจอันตราย แล้วพี่เคยกลับไปเยี่ยมงูตัวนั้นอีกไหมคะ”
“เคยสิ ไปทุกปีก็เจอทุกครั้ง ทั้งยังได้ของดีกับวิชาดีๆ ติดไม้ติดมือกลับมาด้วย แต่เมื่อปีที่แล้วพี่ไปที่นั่นอีกครั้ง กลับไม่มีร่องรอยของงูตัวนั้นเลย ไปเจอแต่รังที่มันเคยอยู่ ก็เลยเก็บข้าวของทั้งหมดกลับมา เอาไว้ดูต่างหน้า” ความจริงรังของงูตัวนั้นก็ทำให้เขาเก็บของดีมาได้เป็นกอบเป็นกำทีเดียว
“อย่างนั้นมันก็เป็นผู้มีพระคุณของพี่ น่าเสียดายนะคะพี่ใหญ่ ฉันยังอยากจะไปขอบคุณงูตัวนั้นกับพี่อยู่เลย”
“เอาไว้เธอเรียนจบแล้ว พี่จะพาไปที่นั่นเผื่อจะเจอมันดีไหมฮุ่ยฮุ่ย”
สีหน้าของหญิงสาวดีขึ้นมาทันตา “ดีค่ะพี่ใหญ่ ฉันจะได้ขอบคุณงูตัวนั้นที่ช่วยเหลือพี่”
“อืม” เขาไม่มีอะไรจะเล่าให้น้องสาวฟังแล้ว เพราะเรื่องราวดำมืดที่ซ่อนเร้นอยู่ก่อนที่งูตัวใหญ่จะมาช่วยเขาเอาไว้นั้นมันเป็นเรื่องที่ยากจะบรรยายเกินไป “พี่ขอเอาสมุดบันทึกของคุณปู่ไปอ่านได้ไหม”
“พี่เอาไปอ่านเลยค่ะ ฉันอ่านหลายรอบแล้ว”
“อ่านจบแล้ว พี่จะเอามาคืนเธอ จะว่าไปแล้วที่บ้านคุณตาก็น่าจะมีสมุดบันทึกเหมือนกันนะฮุ่ยฮุ่ย ลองไปดูกันดีไหม”
“ดีสิคะพี่ใหญ่ พวกเราไปวันไหนดี”
“เอาเป็นพรุ่งนี้แล้วกัน ครั้งนี้พี่ลางานได้ไม่กี่วัน จัดการเรื่องพวกนี้เสร็จแล้วพวกเราก็เดินทางกลับภาคใต้กัน”
“ก็ได้ แต่ตอนนี้พี่ไปพักผ่อนก่อนดีไหม ตื่นขึ้นมาแล้วจะได้กินหม้อไฟ”
เขาลุกขึ้นเต็มความสูง “อย่าลืมเก็บเงินกับเอกสารสำคัญให้ดีนะ จะจัดลงกระเป๋าก็ได้หรือจะเอาไปเก็บในห้องลับของบ้านก็ได้”
หญิงสาวมองพี่ชายยิ้มๆ แล้วความคิดของเธอก็บรรเจิด จนเกิดคำถาม “พี่ใหญ่ นอกจากพลังวิเศษแล้ว งูตัวนั้นได้มอบของวิเศษอะไรให้พี่บ้างไหมคะ”
“หึหึ เธอนี่ฉลาดจริงๆ” เขาชี้ไปที่นิ้วหัวแม่มือข้างซ้าย ก็ปรากฏแหวนหยกจักรพรรดิขึ้นมา “นี่เรียกว่าปานจื่อหรือปลอกนิ้วหยก ข้างในมีพื้นที่วิเศษ สามารถเก็บของได้อย่างไร้จำกัด”
คราวนี้เป็นหลินฮุ่ยที่มองอย่างตื่นตะลึง “นะ นี่เป็นเรื่องจริงหรือคะ เมื่อกี้นี้ฉันแค่คาดเดาเล่นๆ เองนะคะพี่ใหญ่”
เขาส่งจิตเข้าไปด้านในแหวนมิติ จากนั้นก็สั่งให้กล่องขนมมาปรากฏที่โต๊ะสิบกล่อง “เป็นไง คราวนี้เชื่อหรือยัง”
หญิงสาวมองกล่องขนมหวานที่โผล่ขึ้นมาจากความว่างเปล่า แล้วก็มองพี่ชายอย่างเชื่อมั่นและศรัทธา “พี่ใหญ่ พี่เก่งมากๆ เลยค่ะ” ว่าแล้วเธอก็วิ่งไปที่ตู้เก็บของแล้วก็ไขกุญแจเปิดออก จากนั้นก็กวาดข้าวของมีค่าทั้งหมดของเธอออกมา “พี่ใหญ่ ของพวกนี้ฝากไว้กับพี่ ปลอดภัยที่สุดแล้วค่ะ”
หลินอวี่เฉินมองสมุดบัญชีเงินฝากทั้งหมด แล้วก็มองถุงกระดาษมากมาย ซึ่งข้างในน่าจะเป็นเงินที่ได้จากการค้าขายแล้วก็มองน้องสาวอย่างอ่อนใจ “พี่ลืมบอกเธอไปหนึ่งอย่างล่ะฮุ่ยฮุ่ย”
“เรื่องอะไรหรือคะพี่ใหญ่ รีบพูดเร็ว” ว่าพลางก็หยิบสมุดบัญชีส่งให้พี่ชาย เพราะอยากจะให้พี่ชายเก็บเข้าไปในปานจื่อของเขา
“เอาไว้กินหม้อไฟเสร็จแล้ว ค่อยบอกเธอดีกว่า ตอนนี้พี่ต้องไปนอนพักแล้ว”
“พี่ใหญ่”