บ้านพักในค่ายทหาร
บ้านพักในค่ายทหาร
ในที่สุดการเดินทางอันยาวนานและเหนื่อยล้าของสองพี่น้องก็สิ้นสุดลง พอหลินอวี่เฉินเดินนำน้องสาวออกจากสถานีรถไฟได้ ก็มีพลขับเดินเข้ามารายงานตัวกับเขาทันที
หลินฮุ่ยยืนอยู่ด้านข้างพี่ชาย ไม่นานนายทหารคนนั้นก็เดินเข้ามาขอกระเป๋าเดินทางจากเธอไปเก็บที่ท้ายรถ พอก้าวขึ้นมานั่งที่เบาะหลังกับพี่ชายได้แล้ว จึงกระซิบถามเขาเสียงเบา “พี่ใหญ่หิวไหมคะ”
“ยังไม่หิวหรอกฮุ่ยฮุ่ย แต่ถ้าเธออยากแวะซื้ออาหารเช้าก็ได้นะ เดี๋ยวพี่ให้เสี่ยวเย่จอดที่ร้านอาหารข้างหน้าให้”
“ไม่ต้องหรอกค่ะพี่ใหญ่ ฉันแค่ถามพี่เฉยๆ ถ้าพี่ยังไม่หิวพอไปถึงบ้านพักแล้ว ฉันเข้าครัวทำเองดีกว่าค่ะ”
“ก็ได้ พี่เองมาอยู่ทางนี้นานแต่ก็ยังชอบอาหารเช้าแบบคนปักกิ่งอยู่ดี เธอมาอยู่ด้วยคงน้ำหนักขึ้นหลายกิโลแน่ๆ”
“ฉันจะทำเผื่อให้ลูกน้องของพี่ด้วยดีไหมคะ”
“นายว่าไงเสี่ยวเย่” เขาถามพลขับที่ติดตามเขามานานหลายปี
“รองหลินว่ายังไงผมก็เอาตามนั้นครับ”
เขาได้แต่ถลึงตาให้ลูกน้องที่ยิ้มทะเล้นส่งมาให้ แค่ยอมรับว่าอยากกินฝีมือฮุ่ยฮุ่ยแค่นี้ก็ไม่กล้า เขาก็ไม่ใช่คนที่หวงน้องสาวอย่างไม่มีเหตุผลเสียหน่อย
“ถ้าอย่างนั้นเธอก็ลองทำให้พวกเขาชิมแค่ครั้งเดียวพอฮุ่ยฮุ่ย ที่เหลือทำให้พี่กินคนเดียวก็พอ”
“โธ่! รองหลินครับ คุณจะใจร้ายกับผมและสหายร่วมทีมคนอื่นๆ ไม่ได้นะครับ”
“ฮึ! เมื่อกี้นายยังพูดว่าฉันว่ายังไงก็เอาตามนั้นอยู่เลยนี่ ยังไม่เท่าไหร่คิดจะกลับคำงั้นเหรอ”
“พูดผิดๆๆ พูดผิดครับรองหลิน คงต้องรบกวนคุณหนูหลินแล้วนะครับ แหะๆ”
หลินฮุ่ยมองปฏิสัมพันธ์ระหว่างพี่ชายกับลูกน้องแล้วก็สบายใจขึ้นมาก “เรียกฉันว่าฮุ่ยฮุ่ยเหมือนพี่ใหญ่ก็ได้ค่ะพี่เย่”
เสี่ยวเย่มองท่านรองหลิน เห็นว่าพยักหน้าให้แล้ว เขาก็รีบเรียกอย่างสนิทสนมทันที “ฮุ่ยฮุ่ย ชื่อนี้เหมาะสมกับตัวเธอมากเลยนะ”
หลินอวี่เฉินเห็นน้องสาวมองมาแต่ไม่ได้ถามอะไร เขาจึงเป็นคนเล่าให้น้องสาวฟัง “พี่กับเสี่ยวเย่รู้จักกันมานานนับสิบปีแล้วล่ะฮุ่ยฮุ่ย คนนี้ไปไหนไปกัน ตายแทนพี่เขาก็ยังทำมาแล้ว เธอไว้ใจเขาได้”
หญิงสาวรู้สึกดีกับลูกน้องของพี่ชายขึ้นมาอีกหลายส่วน “ตอนนี้พี่เย่ยศอะไรแล้วคะ”
“ร้อยโทแล้วล่ะ แต่เขาไม่ยอมไปไหน ครอบครัวก็ยังไม่มีอยากจะติดตามพี่ไปตลอด ก็เลยต้องตามใจเขา”
“จะว่าไปแล้วพี่เย่น่าจะเป็นคนภาคใต้ใช่ไหมคะ”
“ใช้แล้วล่ะฮุ่ยฮุ่ย พี่เป็นคนเซินเจิ้น แต่ย้ายมาทำงานที่นี่ได้สิบกว่าปีแล้ว”
“สหายรักของฉันสองคนก็อยู่ภาคใต้พอดีเลยค่ะ บางทีอาจจะแนะนำให้พวกเธอรู้จักกับพี่ได้นะคะพี่เย่”
ใบหน้าของหนุ่มโสดอายุมากแล้วเริ่มแดงก่ำ ยังดีที่ผิวกร้านแดดจึงเห็นไม่ชัด “ทำงานเสี่ยงตายแบบนี้ ไม่อยากจะทำให้ใครเสียใจจริงๆ นะฮุ่ยฮุ่ย”
เธอหันไปคุยกับพี่ชายผ่านโทรจิต จึงรู้ว่าพี่เย่ก็ออกทำภารกิจเหมือนกัน จึงได้แต่นึกเสียดาย “น่าเสียดายนะคะ สหายรักของฉันก็เป็นลูกหลานทหารเหมือนกัน”
“เธอนี่นะ อยู่ทางโน้นก็เร่ขายพี่ชายให้สหายรัก พอมาอยู่ทางนี้ก็คิดจะเร่ขายสหายรัก อยากจะเป็นแม่สื่อจริงๆ สินะ” หลินอวี่เฉินส่ายหน้าให้น้องสาวอย่างระอาใจ
“แหม พี่ใหญ่คะ สหายรักของฉันมีแต่คนน่ารักและเก่งๆ ทั้งนั้นเลยนะคะ ฉันไม่อยากให้คนมาแย่งไปก็เลยต้องรีบช่วยเหลือ ไม่ดีเหรอคะ ว่าไงคะพี่เย่ สนใจไหมคะ สหายรักของฉันคนหนึ่งแซ่อู๋ อีกคนแซ่หม่า”
เสี่ยวเย่เกือบหัวทิ่มเพราะเผลอแตะเบรกเข้า ก่อนจะหน้าซีดเผือดละล่ำละลักถามกลับน้องสาวของเจ้านาย “นี่คงไม่ใช่คุณหนูอู๋เสี่ยวเยี่ยน กับคุณหนูหม่าจิ้งหรอกนะฮุ่ยฮุ่ย”
หญิงสาวถึงเลิกคิ้ว “พี่เย่รู้จักพวกเธอด้วยเหรอคะ แบบนี้ก็ดีเลยค่ะจะได้ไม่ต้องแนะนำให้เสียเวลา”
“รู้จักสิฮุ่ยฮุ่ย เพราะแม่ของพี่เคยส่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายสตรีไปทาบทามพวกเธอมาแล้ว แต่พี่ไม่เล่นด้วยก็เลยเงียบๆ ไป อีกอย่างตอนนี้ตำแหน่งของคนตระกูลอู๋กับตระกูลหม่าก็สูงกว่าเมื่อก่อนมาก ปล่อยไปแบบนี้ก็ดีแล้วล่ะ”
“น่าเสียดาย ถ้าพี่ได้เห็นพวกเธอจะต้องชอบแน่ๆ ค่ะพี่เย่” ถ้าตระกูลเย่สามารถทาบทามตระกูลทหารระดับสูงได้ขนาดนั้น เธอเชื่อว่าพื้นเพของพวกเขาก็คงไม่ได้ด้อยกว่าแน่ๆ
“ไม่เอาดีกว่าฮุ่ยฮุ่ย ทำงานสนุกกว่าเยอะเลย”
“เฮ้อ! ถ้าอย่างนั้นเชิญพวกพี่สองคนแต่งกับงานไปแล้วกันนะคะ”
ใช้เวลาเดินทางเกือบชั่วโมง จึงมาถึงค่ายจิ้นหนาน หลินฮุ่ยยื่นเอกสารให้เจ้าหน้าที่ที่ป้อมด้านหน้า ใช้เวลาตรวจสอบนานทีเดียว พวกเขาจึงปล่อยให้เข้าไปด้านในได้
หญิงสาวพรูลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก “ไม่คิดว่าจะตรวจละเอียดขนาดนี้นะคะพี่ใหญ่ ตอนที่พี่พูดให้ฟังตอนนั้นฉันยังคิดว่าไม่น่าจะยุ่งยากอะไร”
“ที่นี่เป็นค่ายที่ติดทะเลและมีความสำคัญทางภูมิรัฐศาสตร์ก็เลยต้องเข้มงวดแบบนี้แหละ แต่ครั้งต่อไปที่เธอมาก็ไม่ได้ตรวจอะไรมากมายแล้วล่ะฮุ่ยฮุ่ย”
“ก็ดีค่ะ ถ้าขืนตรวจละเอียดยิบเหมือนครั้งนี้ล่ะก็ ฉันว่าคงต้องไปหาเช่าบ้านอยู่นอกค่ายของพี่ดีกว่า” ว่าแล้วเธอก็มองออกไปนอกหน้าต่างรถ แล้วก็ได้เห็นว่าด้านในนี้มีทหารหญิงไม่น้อยเลย แล้วก็หันมามองพี่ชายตาโต “ทหารหญิงสวยๆ ทั้งนั้นเลยนะคะพี่ใหญ่ พี่ไม่สนใจหาพี่สะใภ้ให้ฉันสักคนหรือคะ”
หลินอวี่เฉินดีดหน้าผากน้องสาวไปหนึ่งทีเบาๆ “ผู้หญิงสวยก็ใช่ว่าจะไปกันรอด เธอนี่นะ พยายามจะหาพี่สะใภ้ให้พี่อยู่เรื่อยเลย” เขาเริ่มบ่นขึ้นมาบ้างแล้ว
“พูดแบบนี้ หรือพี่ใหญ่เคยคบหากับใครมาก่อนหรือคะ” ที่ถูกดีดหน้าผากไม่ได้ทำให้เธอสลดสักนิดเพราะไม่เจ็บเลยนั่นเอง
“ไม่เคยหรอก จะเอาเวลาที่ไหนไปคอยเอาอกเอาใจพวกหล่อนล่ะ ที่รู้ก็เพราะฟังจากประสบการณ์อกหักของสหายหลายๆ คนมาก็เท่านั้น” ว่าแล้วก็มองน้องสาวอย่างระอาใจ ไม่คิดเลยว่าเด็กคนนี้จะมุ่งมั่นเรื่องแต่งงานของเขาขนาดนี้
หญิงสาวมองพี่ชายอย่างละเหี่ยใจ ดูท่าทางไม่แยแสนี้สิ ชาตินี้เธอจะได้อุ้มหลานชายหลานสาวตัวน้อยหรือเปล่าเนี่ย “ก็ได้ๆ ฉันจะไม่พูดเรื่องนี้แล้ว”
“หึหึ นายฟังดูเอาเถอะเสี่ยวเย่ อย่าได้เผลอพูดเรื่องผู้หญิงคนไหนให้ฮุ่ยฮุ่ยได้ยินเข้าล่ะ”
“รับทราบครับรองหลิน”
หญิงสาวได้แต่ส่งค้อนไปให้พี่ชายและพี่เย่ แต่ก็ไม่ได้คิดจะพูดอะไรอีก จนกระทั่งรถจี๊ปไปจอดที่หน้าบ้านหลังหนึ่ง
“ถึงแล้วล่ะฮุ่ยฮุ่ย” ชายหนุ่มมองท่าทีน้องสาวแล้วก็หัวเราะออกมาเสียงเบา “ตกใจอะไรกัน หรือว่าบ้านพักที่พี่อุตส่าห์หามามันเล็กเกินไป”
หญิงสาวรีบก้าวลงรถตามพี่ชายมาติดๆ “ใครว่าบ้านพักหลังนี้เล็กล่ะคะพี่ใหญ่ ฉันแค่แปลกใจว่าทำไมถึงได้ตั้งโดดเดี่ยวหลังเดียวก็แค่นั้นเองค่ะ”
“แบบนี้มีไม่กี่หลัง เอาไว้สำหรับเจ้าหน้าที่ตำแหน่งสูงๆ ในค่าย ไปกันเถอะเข้าไปสำรวจดู ด้านหน้าถ้าเธออยากปลูกดอกไม้ก็ได้นะ ส่วนด้านหลังก็มีพื้นที่ว่างเยอะพอสมควรเลย ถ้าอยากปลูกผักเดี๋ยวพี่จะทำแปลงเอาไว้ให้”
หญิงสาวกระตือรือร้นก้าวตามพี่ชายเข้าไปในบ้านพักทหารหลังไม่เล็กไม่ใหญ่ทันที ก่อนจะต้องร้องอุทานออกมา “โอ้! พี่ใหญ่ มีเถาองุ่นด้วยค่ะ”
“ภรรยาของอดีตผู้บังคับบัญชาพี่ปลูกเอาไว้น่ะ แต่พอเกิดเหตุการณ์สำคัญทำให้ต้องย้ายด่วนก็เลยไม่มีเวลาจัดการ”
หลินฮุ่ยมองสำรวจไปเรื่อยๆ ก็เห็นว่ามีกระถางดอกไม้หลายชนิด ซึ่งตอนนี้เหี่ยวเฉาสีหน้าก็พลันห่อเหี่ยวตามไปด้วย “ดอกไม้พวกนี้จะรอดไหมคะ”
“ไม่น่าจะรอดนะ แต่ถ้าเธอชอบพี่จะไปซื้อกระถางใหม่มาเปลี่ยนดีไหม”
หญิงสาวครุ่นคิดอยู่อึดใจ ก่อนจะยอมพยักหน้าแต่ในใจเธอกลับคุยกับพี่ชาย “ฉันว่าเอาน้ำในบ่อของพี่มารดพวกมันดีไหมคะ ดูอย่างผักกับสตรอว์เบอร์รีที่สวนหลังบ้านที่ปักกิ่งสิคะ ก็ตักน้ำจากบ่อมารดทั้งนั้น”
“ก็ได้ แต่ต้องเจือจางให้มากที่สุดนะ เธอคงไม่อยากจะให้พวกมันออกดอกทันทีหรอกใช่ไหม อย่างเถาองุ่นมากมายพวกนี้ก็เหมือนกัน ถ้าเธอใช้น้ำแบบเข้มข้นรดลงไป พี่รับรองได้เลยว่าพรุ่งนี้เธอจะเห็นพวงองุ่นห้อยระย้าเต็มซุ้มด้านหน้าและข้างบ้านหมดเลย”
หญิงสาวสะบัดหน้าแรงๆ แล้วก็เดินตามพี่ชายเข้าไปในบ้าน แล้วคุยในใจกับเขาต่อ “ไม่เอาหรอกค่ะ หนาวๆ แบบนี้ ต้องมีคนสงสัยแหงๆ แค่คิดก็ยุ่งยากแล้วค่ะพี่ใหญ่”
“ถึงบอกว่าให้เจือจางให้มากที่สุดไงล่ะ”
“อืมๆ ฉันจะเจือจางให้มากที่สุดแล้วก็รดแค่กระถางดอกไม้พวกนั้น”
“เข้าใจแบบนี้ก็ดีแล้ว ถึงยังไงในแหวนมิติของเธอก็มีต้นไม้ดอกไม้มากมายอยู่แล้ว อะไรที่จะเป็นที่ผิดสังเกตก็ไม่ควรทำนะน้องรัก”
“เข้าใจแล้วค่ะสหายหลินอวี่เฉิน” หญิงสาวมองค้อนพี่ชายก่อนจะหัวเราะออกมาเสียงแผ่ว แล้วก็แยกไปทางห้องครัวเพื่อจะทำอาหารเช้าสำหรับทุกคน
หลินอวี่เฉินมองตามน้องสาวอย่างเอ็นดู ก่อนจะหันไปสั่งงานกับเสี่ยวเย่ “นายเอากระเป๋าของฉันกับฮุ่ยฮุ่ยไปเก็บในห้องก่อน ออกมาแล้วมีอะไรจะให้ดู”
คำพูดและท่าทางจริงจังของรองหลินทำให้เสี่ยวเย่ก็พลอยเปลี่ยนท่าทีไปด้วย “รับทราบครับรองหลิน”
หลินฮุ่ยเปิดตู้เย็นออกมาก็เห็นว่ามีวัตถุดิบพร้อมสรรพ น่าจะเป็นพี่ชายที่นำมาใส่เอาไว้ เธอจึงหยิบออกมาอย่างว่องไว
“ทำเจียนปิ่ง โต้วเจียง เจียววุ่น เฉ่ากานกับซาลาเปาก็แล้วกัน”
หลินอวี่เฉินเดินมาดูน้องสาวในครัว “พี่หาซื้อของใช้กับวัตถุดิบมาเพื่อเธอโดยเฉพาะเลยนะฮุ่ยฮุ่ย” ว่าแล้วก็ขยิบตาให้น้องสาว เป็นเชิงว่าถ้าขาดเหลืออะไรก็เอาออกมาจากแหวนมิติของเธอได้เลย แล้วก็พูดต่อ “ทำเผื่อคนสักยี่สิบคนนะ อีกหน่อยลูกน้องของพี่จะมากินข้าวเช้าด้วยกันที่นี่”
“ไม่มีปัญหาค่ะพี่ใหญ่ ขอเวลาแค่หนึ่งชั่วโมงก็พอค่ะ”
“อืม พี่จะคุยเรื่องงานกับเสี่ยวเย่ที่ห้องปีกทางโน้นนะ”
“ฉันจะอยู่แต่ในครัวค่ะ รับรองไม่ไปทางโน้นแน่นอน อีกหนึ่งชั่วโมงพี่พาคนมากินข้าวได้เลย”
“ดีมากน้องรัก” เขามองน้องสาวอย่างถูกใจ เด็กคนนี้ทั้งใจเด็ดทั้งรู้อะไรควรไม่ควร ถ้าเป็นผู้ชายเขาคงดึงตัวเข้ากองทัพทันที
หลินฮุ่ยที่ก่อไฟเสร็จแล้วพร้อมกับยกกระทะใบบัวขึ้นวางบนเตาก็ทำเป็นโบกมือไล่พี่ชาย จากนั้นก็ตั้งหน้าตั้งตานวดแป้งผสมแป้งต่อไป
เวลาหนึ่งชั่วโมงผ่านไปอย่างรวดเร็ว อาหารเช้าแบบฉบับคนท้องถิ่นปักกิ่งสำหรับยี่สิบคนก็ถูกจัดขึ้นโต๊ะ ส่วนของเธอนั้นแบ่งเอาไว้แล้ว
“กินด้วยกันไหมฮุ่ยฮุ่ย” ชายหนุ่มชวนน้องสาวหลังจากแนะนำให้ทุกคนได้รู้จักเธออย่างเป็นทางการ
“ตอนที่ทำฉันชิมอย่างละนิดละหน่อยจนอิ่มแล้วล่ะค่ะพี่ใหญ่ เอาไว้อาหารเย็นดีไหมคะ ทำของอร่อยกว่านี้แล้วค่อยกินด้วยกัน”
“เอาอย่างนั้นก็ได้ พวกนายก็รีบนั่งลงเร็ว ถ้าไม่รีบนั่งฉันก็ไม่รับรองหรอกนะว่าพวกนายจะกินทันฉันหรือเปล่า หึหึ”
“รองหลิน พวกเราจะรีบนั่งเดี๋ยวนี้ครับ!” เหล่าพี่ชายตัวสูงกล้ามแน่นอายุยี่สิบปลายในสายตาของหลินฮุ่ย ต่างก็รีบนั่งลงบนเก้าอี้อย่างไม่รักษาท่าทีกันแล้ว ทำให้เธอหัวเราะออกมาอย่างอบอุ่นใจ ก่อนจะรีบเดินกลับไปที่ห้องครัว เพื่อนึ่งซาลาเปาที่เหลืออีกร้อยลูก
และก็เป็นไปตามคาด อาหารสำหรับยี่สิบคนที่พี่ชายบอกเอาไว้ล่วงหน้า แม้จะมากในสายตาของหลินฮุ่ย แต่ด้วยความอร่อยทำให้ไม่ถึงยี่สิบนาทีพวกเขาก็กินจนเกลี้ยงทุกอย่าง ทำให้หญิงสาวต้องยกเอาซาลาเปาที่นึ่งสุกพอดีออกมา นั่นแหละทุกคนจึงลูบท้องกันอย่างสบายอกสบายใจ
“ฮุ่ยฮุ่ย ตอนเย็นเธอจะทำอะไรให้พวกเรากิน” เสี่ยวเย่ถามออกมาด้วยความคาดหวังเพราะฝีมือของฮุ่ยฮุ่ยนั้นเทียบได้กับเชฟภัตตาคารชื่อดังได้เลย
“หม้อไฟทะเลดีไหมคะพี่เย่ วันก่อนฉันกินหม้อไฟกับพี่ใหญ่ที่ปักกิ่งอร่อยมากเลย มาถึงทะเลแล้ว ถ้าได้กินหม้อไฟทะเลต้องอร่อยแน่ๆ เลยค่ะ”
“ดีเลย เรื่องอาหารทะเลเธอไม่ต้องห่วงนะ พวกเราไปหามาให้เธอเอง”
“โอเคค่ะ พี่ใหญ่อยากกินอะไรอีกไหมคะ”
“ไม่ล่ะ แค่หม้อไฟก็น่าจะพอแล้ว ส่วนเครื่องดื่มเดี๋ยวพี่จะหาน้ำอัดลมมาเอง ตอนกลางวันเธอไม่ต้องรอพี่นะฮุ่ยฮุ่ย”
“ฉันเห็นในตู้เย็น มีเนื้อหมูอยู่เยอะเลย ตอนกลางวันฉันจะทำบะหมี่หมูตุ๋นเอาไว้นะคะ เผื่อตอนบ่ายกลับมาก็อุ่นกินกันได้เลย”
“ได้” เขาลุกขึ้นก่อนเป็นคนแรก ก่อนจะพยักหน้าให้ลูกน้องที่เหลือ ทุกคนก็รีบเก็บจานชามกันอย่างรวดเร็ว “มีงานด่วนต้องรีบไปจัดการ บ้านก็ฝากเธอด้วยนะน้องรัก” เขาตบบ่าน้องสาวเบาๆ
“ไม่ต้องห่วงค่ะพี่ใหญ่ พี่กลับมารับรองทุกอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยกว่าตอนนี้แน่นอนค่ะ”
“อืม ดีมากแล้วจะหาซื้อขนมอร่อยมาฝากนะ” พอลูกน้องออกมาจากห้องครัว เขาก็รีบเดินนำทุกคนออกไปทั้งที่ยังสวมใส่ชุดเดิมตั้งแต่ตอนอยู่บนรถไฟ
หลินฮุ่ยพออยู่คนเดียวก็รีบเดินไปล็อกประตูหน้าลานบ้านเอาไว้อย่างแน่นหนา จากนั้นก็เริ่มทำความสะอาดบ้านพักทหารของพี่ชายทุกซอกทุกมุม จนเหนื่อยจึงได้พักในตอนเกือบเที่ยง พอหายเหนื่อยเธอก็เดินเข้าห้องครัวเพื่อทำบะหมี่หมูตุ๋นหม้อใหญ่